บทที่35บุรุษผู้เหี้ยมหาญ!
ม้าแผงคอดำแซมแดง เป็นม้าชั้นเลิศพันธุ์หายากในแผ่นดินใหญ่และเป็นทรัพยากรที่หาได้เฉพาะในแดนเทพอัคคี ซึ่งสองในจำนวนไม่กี่ตัวถูกนำมาใช้ลากรถม้าเทียมเกวียนให้แก่ฟู่หวินและหนึ่งในจำนวนสองตัวนี้ก็กำลังถูกลากจูงมาแทนที่ม้าสำหรับสอบตำแหน่งที่สิบสาม ซึ่งเป็นลำดับม้าที่อวิ๋นเซ่อต้องใช้ขี่สอบในด่านทดสอบสุดท้าย
ตัวม้าเมื่อถูกมือปราบฝึกหัดนายนั้นเข้าไปลากจูงมันก็แสดงความพยศออกมาคราหนึ่ง มิยินยอมให้ผู้ใดมาชักนำ ก่อนจะก้าวเดินออกไปเองด้วยท่าทีที่ยิ่งยโสไม่แพ้ผู้เป็นนายของมันแม้เพียงนิดผู้คนได้เห็นเช่นนั้นก็ต่างส่ายหน้าในความพยศ และความโชคร้ายของอวิ๋นเซ่อที่กำลังจะได้ขี่มันในการทดสอบ
“เจ้ารู้หรือไม่ ม้าพันธุ์นี้ขึ้นชือว่าพยศเพียงไหนหากมิใช่ผู้เป็นนายหรือผู้มีบารมีมากกว่า มันมิทางโอนอ่อนลงแน่"
“เจ้าหมอนั่นคงย่ำแย่แล้ว ด้วยพลังลมปราณเช่นมันจะควบคุมม้าแผงคอดำแซมแดงได้อย่างไร”
“นี่ออกจะโชคร้ายเกินไปสำหรับมันจริงๆหากมันทำคะแนนมิได้เต็ม ก็เป็นอันจบสิ้นเส้นทางแห่งความฝันแล้ว"
“ด่านทดสอบนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ามิง่ายก็มิง่ายเพราะนอกจากต้องประครองตนมิให้ตกจากหลังม้าแล้ว ก็ต้องยิงธนูให้เข้าเป้า เป็นผู้อื่นยังยิงเป้าเส้นรอบๆได้ แต่สำหรับมันต้องยิงให้เข้าเป้าตรงกึ่งกลางเท่านั้น และประการสำคัญคือต้องประครองตนมิให้ตกจากหลังม้าแผงคอดำแซมแดงนี้”
มีหลายคนที่นึกเห็นใจในความโชคร้ายของอวิ๋นเซ่อแต่ก็ยังมีบางคนที่ชอบใจในความโชคร้ายของชายหนุ่ม โดยเฉพาะต้าจงหมิง จางอู่จี้ รวมไปถึงเจ้าของม้าอย่างฟู่หวิน
ต้าจงหมิงพึมพำแผ่วเบาราวเสียงแมลงหวี่“เจ้าจบสิ้นที่ตรงนี้ล่ะ เจ้าขยะอันโสโครก คิดแข่งบุญวาสนากับข้ายังเร็วไปอีกร้อยปี!”
ด้านฟู่หวินเอาแต่ยกยิ้มอย่างเย็นเยียบตั้งแต่ที่มันรู้ว่าอวิ๋นเซ่อจะสอบคัดเลือกเป็นมือปราบมันก็เกิดความคิดเปลี่ยนใจที่จะลงมือสั่งสอนชายหนุ่มเพราะคิดดูแล้วคนอย่างมันมิควรลดตัวไปเปื้อนเลือดมดปลวกที่ไม่ควรค่าผู้นี้ให้เสียชื่อและการจะเอาคืนมันให้สาสมใจตนเองก็มีหลายวิธี ยิ่งเมื่อมดปลวกตัวนั้นคิดเป็นมือปราบด้วยแล้วการวางแผนทำลายอนาคต ทำลายความคาดหวังหรือความฝันของคนก็นับว่าเป็นการเอาคืนที่ประเสริฐไม่แพ้กันเพราะนั่นจะทำให้คนรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้หรืออาจทุกข์ทมไปชั่วชีวิต
“กล้าผยองใส่พญาอินทรีย์เช่นข้ามดปลวกอย่างเจ้าก็จงไปสำนึกเสียใจเอาเองเถอะ สวรรค์ก็ช่างเป็นใจนัก บันดาลโอกาสอันดีให้แก่ข้าให้ข้าได้กุมชะตาชีวิตของมันในบททดสอบนี้….. ม้าแผงคอดำแซมแดงของข้ามันมิยอมให้ผู้ใดขี่หลังได้ นอกจากผู้เป็นนายของมัน มดปลวกอย่างเจ้าจงจมจ่อมลงสู่ห้วงแห้งความผิดหวังเสียเถิด”
สมองครุ่นคิด ปากกลับหัวเราะฮ่าฮ่าฮ่าออกมาจนเหล่าอาจารย์มือปราบและอาจารย์ใหญ่ต้องเหลียวมองมาที่มันเป็นจุดเดียว อาจารย์ผู้หนึ่งรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลและรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เข้าสอบ มันจึงกล่าวขึ้น
“อาจารย์ใหญ่ ท่านโปรดไตร่ตรองอีกครั้งเถิดม้าแผงคอดำแซมแดงเป็นม้าชั้นเลิศ และมีความพยศยากหาใดเปรียบ หากให้มันทดสอบเพียงผู้เดียวออกจะดูไม่เป็นธรรมแก่มันอยู่บ้าง”
ฟู่หวินได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นพรวด
“แดนเทพอัคคีให้เกียรติพวกท่านหยิบยืมม้าหรือยังจะไม่รักษาน้ำใจกัน”
หานตงสือ อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบจ้องมองอวิ๋นเซ่ออย่างมิวางตามาเนิ่นนานในหัวก็บังเกิดความสงสัยในตัวของมัน รวมถึงจิตปณิธานอันแรงกล้าที่มิควรมีได้ในบทกลอนคำกวีเหล่านั้นคนจึงอยากเห็น อยากเห็นว่าบุรุษผู้นี้มีความพิเศษใดซ่อนอยู่ เช่นนั้นมันจึงยกมือขึ้นค้างกลางอากาศเป็นการห้ามปราบอาจารย์มือปราบผู้นั้นแล้วยืนยันที่จะหยิบยืมม้าของแดนเทพอัคคีเช่นเดิม
ฟางเยว่ฉีย่อมรับทราบลับลมคมนัยเป็นที่แน่ชัดแล้วของจุดประสงค์ที่ฟู่หวินขอเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสักขีพยานการสอบมือปราบในครั้งนี้มันคงต้องการเล่นงานบุรุษหนุ่มที่แสนธรรมดาผู้นั้น ผู้ที่แม้แต่นางเองก็มิอาจทำนายหรือมองเห็นอนาคตของมันได้!ฟางเยว่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินเฉพาะนางกับฟู่หวิน
“เจ้ามิควรกลั่นแกล้งมัน"
“มันคงไม่คู่ควรให้คนอย่างข้าต้องใส่ใจสินะ”
ฟางเยว่ฉีส่ายศีรษะ
“เจ้าควรหาทางลงมือสังหารมันก่อนที่มันจะเป็นมือปราบได้ต่างหาก”
ฟู่หวินขมวดคิ้ว
“ทำไม?”
ฟางเยว่ฉีนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ได้นึกถึงเนตรพยากรณ์ที่มิเคยมองไม่เห็นอนาคตของสิ่งใดเนตรที่สามารถสยบทุกสรรพสิ่งให้หยุดการเคลื่อนไหว แต่ที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนมิอาจเป็นผลกับบุรุษที่แสนจะสามัญธรรมดาผู้นั้น
“เพราะมันคือตัวอันตราย!”
ฟู่หวินรู้สึกแปลกใจในคำกล่าวของนาง มดปลวกเช่นนั้นจะเป็นตัวอันตรายได้อย่างไรแต่นางก็เป็นบุคคลที่จริงจังอยู่เสมอ มิชอบกล่าววาจาเลื่อนลอย
“ท่านเห็นอะไร"
ฟางเยว่ฉีจับจ้องไปยังอวิ๋นเซ่อ
“ข้าไม่เห็น”
เป็นฟู่หวินที่ต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นอีกครั้ง
“เป็นไปไม่ได้ ท่านสำเร็จคัมภีร์เทพพยากรณ์มองเห็นอนาคตอันใกล้ของทุกสรรพสิ่งได้ทำไม…”
“แต่มันเป็นไปแล้วจริงๆ"
ด้านบนกำลังสนทนาถึงความแปลกประหลาด แต่ด้านล่างสายตาของต้าจงหมิงจะลุกเป็นไฟขึ้นทุกทีแล้ว เหตุใดฟางเยว่ฉีจึงจับจ้องเจ้าขยะผู้นั้นอยู่ล่ำไปเหตุใดจึงมิเคยมองมาที่มันสักครั้ง
เสียงรอดผ่านไรฟันดังออกมาแผ่วเบา
“อวิ๋นเซ่อ! หากเจ้ามิถูกม้ากระทืบตายเป็นข้าจะกระทืบเจ้าจนจมฝ่าเท้านี้แทน!”
ความคิดเห็นต่างๆ ประดังประเดไปทั่วบริเวณโดยรอบลานศิลาที่ใช้ในการสอบภาคปฏิบัติแห่งนี้บางกลุ่มแสดงความเห็นใจต่ออวิ๋นเซ่อ บางกลุ่มรู้สึกสาสมใจในโชคชะตาและความจองหองของมันแต่อวิ๋นเซ่อก็ยังมิได้ให้ความสนใจต่อความคิดหรือคำพูดของคนเหล่านั้น มันพาดคันธนูไว้บนร่างแล้วก้าวเดินเข้าหาเจ้าม้าแผงคอดำแซมแดง
ม้าแผงคอดำแซมแดงตัวนี้ก็มิต่างจากผู้เป็นนายของมันเท่าใดนักมันเชิดหน้าเหลือบสายตามามองอวิ๋นเซ่อราวกับมดปลวก อวิ๋นเซ่อจับเชือกบังเหียนของมันมันก็ยังยืนนิ่ง อวิ๋นเซ่อกระโดดขึ้นขี่บนหลังมัน เพียงเท่านี้มันก็กระโดดดีดขาหน้าขึ้นชี้ฟ้าพร้อมกระโดดสะบัดขาหลังจนร่างของอวิ๋นเซ่อกระเด็นตกกระแทกพื้น
“อูย"
เสียงร้องหวาดเสียวดังกระหึ่มไปทั่วลานประลองคละเคล้าเสียงหัวเราะชอบใจของใครบางคน ฟู่หวินยกยิ้มอย่างสาสมใจ อย่างไรเจ้าวันนี้ก็ต้องสิ้นหวังที่จะได้เป็นมือปราบและหากเจ้าเป็นตัวอันตรายจริงๆ ไว้รอเจ้าพลาดโอกาสการเป็นมือปราบ ข้าก็จะไปสังหารเจ้าถึงที่!
“อาจารย์ใหญ่" อาจารย์มือปราบผู้กล่าวคัดค้านตั้งแต่ต้นผู้นั้นมิอาจทนได้จึงลุกจากเก้าอี้แล้วยืนขึ้นเพื่อหวังทัดทานอีกรอบ แต่เป็นหานตงสือที่ยกมือขึ้นให้มันนั่งลงอย่าได้กล่าววาจา
ด้านจางอู่จี้ก็หัวเราะเยาะเย้ยชอบใจ ส่วนต้าจงหมิงก็ยังแสดงความสะใจในความคิดเช่นเคย
มือปราบที่คุมสอบกล่าวขึ้น
“เจ้าตกจากหลังม้าเป็นครั้งที่หนึ่ง หากตกจากหลังม้าเป็นครั้งที่สองจะถูกตัดสิทธิ์และมีคะแนนในบททดสอบนี้เป็นศูนย์ทันที”
ผู้เข้าสอบในกลุ่มสุดท้ายคนอื่นๆ ล้วนได้ยิงธนูออกไปแล้วบ้างเข้าเป้า บ้างไม่เข้าเป้า ได้คะแนนลดหลั่นกันไป แต่ทว่าอวิ๋นเซ่อยังยืนก้มหน้าเงียบขรึมเป็นเวลาเนิ่นนานมือซ้ายค่อยคว้าจับลงยังเชือกบังเหียนอย่างมิช้ามิเร็ว ปากก็พึมพำบทกลอนประโยคหนึ่งขึ้นแผ่วเบาเสียงนี้กลับกระทบสู่โสตประสาทของทุกผู้คน เสียงนี้สร้างความเย็นเยือกไปทุกอณูรูขุมขนราวกับเสียงเรียกขานจากขุมนรกอเวจีก็ปาน ส่งให้ทุกผู้ถึงกับขนลุกซูซัน อดสยิวกายขึ้นมามิได้ผู้คนยังรู้สึกเช่นนั้น แล้วเจ้าม้าแผงคอดำแซมแดงผู้หยิ่งทรนงแลแสนพยศตัวนี้ยังจะไม่รู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกได้อีกหรือ
“ม่านอนธการไร้ระลอกมาชั่วกัป ยังมิอาจสดับปณิธานอันเหี้ยมหาญใครกล่าวหาว่าข้าเป็นมวลมาร ข้าจะผลาญพวกมันจนสิ้นไป!...”
สิ้นคำกล่าว ประกายตาที่อาฆาตแค้นแลแดงก่ำก็สาดซัดส่งผ่านเข้าสู่นัยน์ตาของเจ้าอาชาจอมพยศหากม้าตัวนี้เป็นม้าพยศทั่วไปชายหนุ่มก็อาจจะมิโกรธแค้นเช่นนี้ แต่นี่มันคือม้าของผู้ที่ต้องการวางแผนเล่นงานมันมันจึงบังเกิดโทสะอย่างท้วมท้น และโทสะก็ได้ถูกปลดปล่อยไปพร้อมกับหมัดที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณนี้!
พลั๊วะ!
หมัดขวาของอวิ๋นเซ่อชกเข้าใส่ช่วงท้องของเจ้าม้าแผงคอดำแซมแดงอย่างรุนแรงด้วยหมัดนี้มิได้แฝงพลังลมปราณหรือพลังญาณจึงมิอาจสร้างความอันตรายต่อเจ้าม้าได้ ทว่าจิตสังหารที่เอ่อล้นเทียมฟ้าทั้งแฝงด้วยความแรงกล้าเหี้ยมหาญของอวิ๋นเซ่อต่างหากที่เข้ากดข่มจนตัวมันสั่นเทา ยิ่งถูกหมัดของอวิ๋นเซ่อกระหน่ำชกติดต่อกันห้าหมัด ยิ่งทำให้มันหวาดกลัวและรู้สึกราวกับมีขุนเขาห้าลูกมากดทับ
ฮรี้ ฮรี้!
เจ้าม้าแผงคอดำแซมแดงร้องเสียงหลงด้วยความแตกตื่นตกใจมันกระโดดโหยงเหยง แต่ด้วยถูกกุมเชือกบังเหียนมันจึงมิอาจที่จะดิ้นหลุดจากการคร่ากุมนี้ไปได้ยิ่งมิอาจดิ้นหลุดยิ่งบังเกิดความตื่นกลัวจนฉี่และมูลของมันทะลักไหลออกมามิอาจควบคุมสร้างความเสื่อมเสียหน้าแก่ม้าที่แสนหยิ่งทรนงเช่นมันและรวมถึงผู้เป็นนายของมันด้วย
ฟู่หวินรู้สึกอับอายทั้งเดือดดาลจนหน้าแดงก่ำมันทะลึ่งตัวลุกขึ้นพรวดคิดทะยานลงไปจัดการอวิ๋นเซ่อ
“เจ้ากล้าทำร้ายม้าของข้า!”
แต่เป็นอาจารย์ใหญ่หานตงสือที่เคลื่อนกายเข้าไปขวางแล้วยกยิ้มกล่าววาจา
“เป็นเจ้าเองที่เสนอให้หยิบยืม สำนักมือปราบเราก็มิได้มีกฎห้ามรับมือกับม้าพยศ"
ฟู่หวินคล้ายถูกตบหน้าด้วยคำพูด คนจึงเดือดดาลเป็นการใหญ่
“ท่าน!"
“พอได้แล้ว อย่าเสียมารยาทเกินไป”เป็นฟางเยว่ฉีกล่าวตัดบทขึ้น ฟู่หวินจึงค่อยหันขวับกลับมายังเก้าอี้ของตนด้วยความเดือดดาลคนจ้องมองไปที่อวิ๋นเซ่อเขม็ง
“เจ้า!”
ทุกผู้ในลานประลองหลังจากได้ขนลุกไปกับปณิธานและกลอนบทนั้นของมันแล้วยังเป็นต้องแตกตื่นอย่างมิอาจเชื่อสายตา
“มันเสียสติไปแล้ว"
“มันถึงกับกล้าทำร้ายม้าของยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะอย่างฟู่หวินต่อหน้าต่อตา”
“มันคิดว่ามันเป็นใครกันถึงได้กล้าท้าทายแดนเทพอัคคี”
ท่ามกลางความแตกตื่นและคาดมิถึงของทุกผู้เสียงชกหมัดของอวิ๋นเซ่อก็ดังมามิขาดสาย อวิ๋นเซ่อมิยอมหยุดชกจนกระทั่งเจ้าม้าแผงคอดำแซมแดงคุกเข่าทั้งสี่ขาลงไปยังพื้นด้วยความหวาดกลัวหมัดค่อยหยุดลงตอนนี้เจ้าม้าหาได้มีความหยิ่งทรนงหรือพยศผยองอีกต่อไป กลับกลายเป็นม้าที่เชื่องเชื่อหมอบพินอบพิเทาตัวสั่นงันงก
เห็นเช่นนั้น อวิ๋นเซ่อก็ก้าวขาขึ้นนั่งบนหลังของมันปากก็ตวาดเสียงดังลั่นราวอัสนีบาตฟาดผ่านแผ่นฟ้า เสียงนี้ยังกดข่มไปถึงผู้คนที่ชมดูรอบข้าง
“ยืน!”
เจ้าม้ามีหรือจะกล้าแข็งข้อต่อมนุษย์ที่น่ากลัวผู้นี้มันรีบดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไป!”
สิ้นหางเสียงคำว่าไป เจ้าม้าแผงคอดำแซมแดงก็วิ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วจนร่างแทบพร่าเลือนพอไปถึงจุดที่ต้องยิงธนู อวิ๋นเซ่อก็นำธนูออกจากการคาดอก พร้อมยกขึ้นโน้มสาย สายตาแน่นิ่งไปที่เป้าหมายบุรุษบนหลังม้า ท่วงท่าอากัปกิริยาทั้งหมดของมันดูทรนงองอาจ แฝงความเหี้ยมหาญราวกับเทพสงครามจนสะกดสายตาทุกผู้สะกดให้พวกมันทุกคนต้องรู้สึกต่ำต้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนผู้นี้!
ฟุบ!
ลูกธนูหลุดจากแหล่ง อวิ๋นเซ่อหันม้ากลับโดยมิหันไปมองคนพึมพำแผ่วเบา
“จื่อลู่ ก้าวแรกของพวกเราสำเร็จแล้ว"
ปัก!
ลูกธนูฝ่าทะลวงอากาศเสียบตรงกึ่งกลางเป้าหมายอย่างพอดิบพอดีเรียกเสียงฮือฮาและเสียงที่ยอมรับอย่างถ้วนทั่ว ตอนนี้สายตาของใครหลายๆ ผู้ที่จ้องมองอวิ๋นเซ่อมิใช่สายตาที่มองคนสามัญธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่พวกมันกำลังใช้สายตาจ้องมองว่าที่มือปราบคนใหม่ที่แสนจะเหี้ยมหาญมิเกรงกลัวฟ้าเกรงกลัวดินผู้นี้!
หานตงสือ อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบยกมือขึ้นมาลูบเคราคราหนึ่งสายตาจับจ้องมองอวิ๋นเซ่ออย่างลึกล้ำ ปากก็ยกยิ้มบาง
“สำนักมือปราบข้า ไร้คนที่เหี้ยมหาญเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว”