ชั้นที่ 4 ที่จัดงานชุมนุมบทกวี ได้มีหลายคนที่นำไปส่งบ้างแล้ว บางคนก็ไม่ได้เลือกที่จะลงมือ บางคนก็ยังเขียนไม่เสร็จ ทุกคนที่มาถึงตั้งแต่ตอนแรกก็ยังอยู่กันครบหมด ยกเว้นเพียงคนเดียวคือหลิวจ้าน ที่ตอนนี้เขากำลังนอนหลับในอ้อมอกของเย่เอ๋อ ที่ชั้น 6 แม่นางมู่ได้อ่านบทกวีของคุณชายแต่ละท่าน นางรู้สึกว่าแต่ละคนก็แต่งได้ดีแต่ยังคงไม่ถูกใจนางซักเท่ารัย ทุกคนได้เขียนเสร็จหมดเรียบร้อย และแม่นางมู่ได้อ่านจนหมด แต่นางก็ยังคงไม่ถูกใจ นางจำเป็นต้องเลือกซักคนเพื่อไปร่วมพูดคุยด้วย ตอนที่นางกำลังจะเลือก นางกับเหลียวมองไปเห็นแผ่นกระดาษที่วางไว้ตั้งแต่ตอนแรก ตอนนั้นนางไม่คิดจะอ่านมันแต่ว่านางนึกได้ว่านางเป็นคนคิดงานนี้ขึ้นมาถ้าหากว่านางไม่ได้อ่านของทุกคน ก็จะเป็นการดูถูกการเขียนบทกวี นางสั่งให้ผู้ติดตามของนางไปหยิบขึ้นมาและอ่านให้นางฟัง
“เจ้าช่วยอ่านให้ข้าฟังที”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
จันทร์สกาวเช่นนี้มีเมื่อใด
ถือถ้วยสุราถามฟ้าคราม
ไม่ทราบว่าในวังสวรรค์คืนนี้เป็นปี ใด คิดจะเหินลม กลับไป
แต่เกรงว่าวังงามดุจหยกบนฟ้า
สูงจนหนาว ทนไม่ได้
ไหนเลยจะเหมือนอยู่ โลกมนุษย์
แสงจันทร์ต้องหอแดงเคลื่อนลงสู่หน้าต่างสลัก
ส่องสว่างจนนอนไม่หลับ
มิควรโกรธ ยามจากกัน
ไยพระจันทร์มักเต็มดวง
คนมีทุกข์ มีสุข มีพราก มีพบ
จันทร์มีมืด มีสว่าง มีเต็ม มีเสี้ยว
เป็นดั่งนี้มาแต่โบราณ มิอาจสมบูรณ์พร้อม
เพียงหวังคนอายุยืน แม้ห่างกันพันลี้ ร่วมกันชมจันทร์งาม
หลังจากที่ผู้ติดตามของแม่นางมู่อ่านบทกวีของหลิวจ้านจบ ทุกคนที่ได้ฟังทั้งหมดถึงกับอ้าปากค้าง ไม่มีใครส่งเสียงออกมา ช่วงเวลาผ่านไปซักพัก สือเยื้ยน พูดขึ้นมา
“แม่นางใครเป็นผู้แต่งกวีบทนี้”
“ชื่อของเขาคือ หลิวจ้านเจ้า ค่ะ”
หลิวจ้านได้เขียนชื่อของเขาลงไปในกระดาษส่วนท้ายสุด แม่นางมู่ได้สติ รีบเดินมาหยิบกระดาษจากมือของผู้ติดตามของนาง และเดินออกไปจากที่นั้นทันที ทำให้ผู้คนในที่แห่งนั้นถึงกับงงไปตามๆกัน
“ไปเถอะพวกเรา ข้าคิดว่าคงจะได้เวลาที่ต้องกลับแล้ว แม่นางมู่นางคงจะได้เลือกแล้ว ส่วนงานชุมนุมบทกวีปีนี้ที่เมืองหลวง คงจะไม่น่าสนุกอีกต่อไปแล้ว”เป็นสือเยี้ยนพูดขึ้นมาและเดินออกจากหอไป
ทุกคนที่ได้ฟังบทกวีในวันนี้ต่างก็คิดเหมือนกับเขาและพากันกลับออกจากหอไป หลิวจ้านถูกปลุกให้ตื่น
“คุณชายมีคนมาเรียกท่านที่หน้าประตู”
หลิวจ้านลุกขึ้นมาและเปิดไปดูที่หน้าประตู พบว่าเป็นผู้ติดตามของแม่นางมู่
“เจ้ามีอะไรรึ”
“เรียนคุณชายคุณหนูให้ข้ามาเรียกท่านไปพบเจ้าค่ะ”
“งานเสร็จแล้วหรอ แล้วคุณหนูของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน”
หลิวจ้านถามนางเสร็จก็กลับเขามานอนต่อ
ภายในห้องของแม่นางมู่ ตอนนี้นางกำลังนั่งดูบทกวีที่หลิวจ้านเขียน
“เรียนคุณหนู คุณชายหลิวบอกว่าจะมาพบท่านในช่วงเย็นเจ้าค่ะ”
มู่หว่านชิงถึงกับอึ้งกับคำตอบที่ได้ยินจากผู้ติดตามของนาง เพราะผู้ชายแต่ละคนหากว่านางไม่อยากจะพบก็ไม่ได้พบ แต่นี้นางถึงกับไปเชิญเขามาพบกับนางแต่เขากับบอกว่าเขาจะมาในตอนเย็น นางรู้สึกเหมือนกับว่านางโดนดูถูก เพราะไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับนาง
“ทำไมเขาถึงไม่มาพบกับข้าตอนนี้”
“เรียนคุณหนูเขาบอกว่าตอนนี้เขากำลังนอนอยู่จึงไม่สามารถมาพบกับคุณหนูได้เจ้าค่ะ”
นางได้ยินแบบนั้นก็โกธขึ้นมาแต่ก็ต้องอดทนเอาไว้เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมีนิสัยแปลกๆแต่บทกวีของเขาเขียนได้ดียิ่งนักมู่หว่านชิงคิดว่า คงจะไม่มีใครที่จะสามารถเขียนบทกวีได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว สิ่งที่นางยังค้างคาใจในต้อนนี้ก็คือ บทกวีที่หลิวจ้านเขียนไม่มีชื่อ นางเลยรีบที่จะพบกับเขาเพื่อต้องการถามชื่อของบทกวีและถามความหมายของมันที่สำคัญคือทำไมคนอย่างเขาถึงเขียนบทกวีแบบนี้ออกมาได้ เหมือนกับว่าเขาเขียนมันขึ้นมาได้ตรงตามสิ่งที่ใจของนางปราถนา นางได้อ่านซ้ำไปซ้ำมาจนทำให้น้ำตาของนางไหลออกมา เพราะชายคนที่นางรักตอนนี้อยู่ที่เมืองหลวงแต่นางก็รู้ดีว่าเขาไม่ได้รักนาง
หลิวจ้านตื่นขึ้นมาในช่วงเย็นๆ เขาได้อาบน้ำและแต่งตัวเพื่อที่จะไปพบกับแม่นางมู่ หลิวจ้านสั่งให้คนจัดอาหารรอเขาที่ชั้นที่ 5 ห้องส่วนตัว หลิวจ้านมาถึงห้องของแม่นางมู่
“หลิวจ้านขอเข้าพบแม่นางมู่”
ประตูเปิดออกเป็นผู้ติดตามของนางมาเชิญหลิวจ้านเข้าไปภายในห้อง หลิวจ้านเดินไปนั่งตรงกันข้ามกับมู่หว่านชิง ทำให้นางถึงกับตกใจเล็กน้อย นึกว่าเขาจะเข้ามาเอาเปรียบนาง แต่เห็นเขานั่งลงตรงข้ามนางก็สบายใจ
“ท่านเป็นคนแต่งบทกวีบทนี้จริงหรือ"มู่หว่านชิงถามออกมา
“ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร นี้เจ้าสงสัยในตัวข้าอย่างงั่นรึ”
“ก็ข้าดูจากภายนอกของท่านไม่น่าจะแต่งบทกวีที่ดีแบบนี้ออกมาได้”
หลิวจ้านถึงกับทำหน้าไม่ถูกนี้เขาดูไม่ค่อยจะฉลาดและเก่งขนาดนี้เชียวหรือ
“การที่เจ้ามองคนแค่ภายนอก เจ้าก็จะอยู่แค่ในกรง เจ้าเคยได้ยินเรื่องกรงนกหรือไม่ นกที่อยู่แต่ในกรงเพราะว่ามันมีแต่ความกลัว แต่ถ้าวันไหนนกตัวนั้นออกจากกรงมาได้ ความคิดของนกก็จะเปลียนทันที ก็เปรียบเสมือนตัวของเจ้าที่ยังจมอยู่แต่กับอดีต เจ้าก็ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากมันไปได้”
มู่หว่านชิงได้ฟังสิ่งที่หลิวจ้านพูดก็ไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
“ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นคนฉลาดเจ้าน่าจะนึกเองได้ว่าข้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร”
นางยังคงไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงสิ่งใด
“ข้าจะพูดเรื่องสำคัญกับเจ้าก็แล้วกัน องค์ชายใหญ่ส่งเจ้ามาทำไม”
ได้ยินที่หลิวจ้านพูดนางถึงกับอึ้งกับคำถามของเขา
“ข้าไม่เขาใจกับคำถามของท่าน”
“ไม่เป็นรัย เอาเป็นว่าถือว่าข้าไม่เคยถามเจ้าก็แล้วกัน หากว่าเจ้าได้มีโอกาศพบกับองค์ชายใหญ่ เจ้าช่วยบอกเขาแทนข้าด้วย ชีวิตของเขาคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ข้าไปละข้ารู้สึกหิวแล้ว ส่วนชื่อของบทกวีคือ ทำนองเพลงสายน้ำ”
มู่หว่านชิงยังอึ้งกับสิ่งที่หลิวจ้านฝากให้เขาไปบอกองค์ชายใหญ่และภายในใจของนางยังสงสัยกับคำที่ว่า องค์ชายใหญ่จะอยู่ได้อีกไม่นาน ได้ยินว่าคนที่ตัวเองรักจะอยู่ได้อีกไม่นาน จิตใจของนางเริ่มที่จะสั่นคลอน กำลังจะถามหลิวจ้านแต่เขาก็เดินออกไปแล้ว