ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 ทุ่งราบร่ำไห้ มหันตภัยจุติ

            อีกด้านหนึ่งภายในทุ่งราบร่ำไห้ซึ่งเป็นเขตเก็บเลเวลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของหุบเขาสิ้นหวัง

            “ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศวอหนูช่างเป็นเกียรติจริงๆ”

            ชายคนหนึ่งในชุดกิโมโนและมัดผมจุกมองไปที่มอนสเตอร์จำนวนมหาศาลรอบตัว ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันว่า“เขตเก็บเลเวลคุณภาพดีขนาดนี้มีแต่ผู้ใช้อาชีพของประเทศวอหนูเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนไอ้พวกหมูชั้นต่ำที่น่าสงสารพวกนั้นกลับต้องจมปลักอยู่ในที่ที่ทรัพยากรเหือดแห้งเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดนอกจากเลเวลจะขึ้นช้าแล้ว ความเสี่ยงยังสูง แถมค่าประสบการณ์ก็น้อย ช่างน่าสมเพชจริงๆฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

            ข้างกายเขาชายชาววอหนูคนหนึ่งที่ไว้หนวดเล็กๆ ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วถามว่า“จางหย่วนคุง เป็นยังไงล่ะ ดีใจกับทางเลือกของตัวเองในตอนนั้นใช่ไหม?”

            “ไฮ่!”

            ชายที่ชื่อจางหย่วนรีบโค้งลงต่ำกล่าวกับชายชาววอหนูคนนั้นอย่างนอบน้อมว่า “ต้องขอบคุณที่คุณอาบุราดะกรุณาช่วยชี้แนะผมไม่อย่างนั้นลำพังแค่ผม ต่อให้พยายามไปอีกสิบปีก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศวอหนูผู้ยิ่งใหญ่ครับ”

            “จางหย่วนคุงพูดเกินไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะข้อมูลที่นายให้มานี้ พวกเราก็คงไม่สามารถฆ่าผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะของประเทศเสินเซี่ยคนนั้นได้อย่างราบรื่นขนาดนี้หรอก”

            ชายชาววอหนูชื่ออาบุราดะตบไหล่จางหย่วนพลางหัวเราะ“พวกเราประเทศวอหนู ปฏิบัติต่อมิตรอย่างใจกว้างเสมอขอแค่หลังจากนี้นายตั้งใจทำงานให้เรา ผลประโยชน์จะมีให้อีกมหาศาล”

            “เข้าใจแล้วครับ!”

            จางหย่วนได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสอยู่นั้นเอง

            “อ๊ากกก...”

            ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่องก็ดังมาจากที่ไกลๆ

            “เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้น?”

            จางหย่วนและอาบุราดะเห็นเหตุการณ์เข้า แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

            วินาทีต่อมาพวกเขาก็เห็นกลุ่มผู้ใช้อาชีพชาววอหนูพากันวิ่งหนีมาในสภาพที่แทบจะคลานมากับพื้นทุกคนขวัญหนีดีฝ่อราวกับสุนัขหนีตาย บางคนวิ่งจนรองเท้าหลุด บางคนกางเกงหลุดและบางคนถึงขั้นถ่ายราดกางเกงตรงนั้นราวกับว่าได้เห็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างถึงที่สุด

            ประจวบเหมาะกับตอนนั้นผู้ใช้อาชีพชาววอหนูที่กำลังหนีตายคนหนึ่งวิ่งผ่านมาทางอาบุราดะและจางหย่วนพอดี

            “หยุด!”

            อาบุราดะเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือไปรั้งเขาไว้แล้วถามด้วยเสียงหนักแน่นว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นพวกแกวิ่งหนีอะไรกัน?”

            “ไม่... ไม่ดีแล้ว...”

            ผู้ใช้อาชีพชาววอหนูคนนั้นหน้าถอดสีร่างกายสั่นเทาแทบจะตะโกนออกมาว่า “มันคือ...พะ... ภัยพิบัติ... ภัยพิบัติอันเดดมาแล้ว!!!”

            “อะไรนะ? ภัยพิบัติอันเดดงั้นเหรอ?”

            ถึงตรงนี้ทั้งจางหย่วนและอาบุราดะก็ไม่อาจสะกดกลั้นความตกตะลึงในใจได้อีกต่อไปทั้งคู่หน้าเปลี่ยนสีทันที

            ในเวลาเดียวกันที่ห่างออกไปจากทั้งสองคนหลายร้อยเมตร

            “เวร เวร เวรเอ๊ย! นี่... นี่มันสกิลอะไรวะเนี่ย มันจะหลุดโลกเกินไปแล้ว!”

            เมื่อมองดูผู้ใช้อาชีพของประเทศวอหนูที่ล้มลงทีละคนราวกับรวงข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวเฉาอวี่ได้แต่ยืนตกตะลึงกับภาพตรงหน้าจนทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดได้นอกจากสบถคำด่าออกมาไม่หยุด

            “นี่คือความแข็งแกร่งของผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดงั้นเหรอ? สกิลเดียวสามารถฆ่าล้างหุบเขาสิ้นหวังได้ทั้งหุบเขา... ช่างหลุดโลกจริงๆ”

            ข้างกายเขาสวี่ซาซาก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างเช่นกันเธอรู้สึกว่าโลกทัศน์ของตัวเองถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้ว

            นั่นก็เพราะสกิล‘คำพิพากษาสูงสุด: บาปแห่งสรรพชีวิต’ นี้ช่างเป็นพลังที่หลุดโลกเกินไปถึงขนาดสามารถอัญเชิญผู้ใช้อาชีพที่ตายไปแล้วมาช่วยต่อสู้ได้

            แม้ว่าโครงกระดูกที่ฟื้นคืนชีพมาเหล่านี้ตอนที่มีชีวิตอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงอาชีพสายต่อสู้ทั่วไปพลังต่อสู้เฉพาะตัวไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนัก

            แต่ทว่าจำนวนของมันกลับมหาศาลจนน่ากลัว

            ภายใต้การรุมจู่โจมของกองทัพโครงกระดูกนับพันผู้ใช้อาชีพของประเทศวอหนูที่กำลังเก็บเลเวลอยู่ในทุ่งราบร่ำไห้ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร เลเวลเท่าไหร่ เกือบทั้งหมดล้วนไร้ทางต่อต้านเพียงแค่เผชิญหน้าชั่วพริบตาเดียวก็ถูกสกิลโจมตีนับพันถล่มจนจมหายไปทันที

            ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เพียงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงยี่สิบนาที หุบเขาสิ้นหวังที่เคยได้รับสมญานามว่า‘สวรรค์แห่งการเก็บเลเวล’ ก็ถูกลู่เซิ่งละเลงจนกลายเป็นนรกซิวหลัว[*] ไปเสียแล้ว ทุกที่ที่กองทัพโครงกระดูกผ่านไปจะหลงเหลือเพียงศพเกลื่อนกลาดและซากปรักหักพังนับไม่ถ้วน

            นี่มันไม่ใช่การต่อสู้ที่สูสีกันเลยสักนิด

            มันคือการสังหารหมู่ฝ่ายเดียวชัดๆ

            [ติ๊ง!]

            [ขอแสดงความยินดี คุณสังหารผู้ใช้อาชีพประเทศศัตรูเลเวล 66 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 12,000 หน่วย!]

            [ติ๊ง!]

            [ขอแสดงความยินดี คุณสังหารผู้ใช้อาชีพประเทศศัตรูเลเวล 72 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 33,000 หน่วย!]

            [ติ๊ง!]

            [ขอแสดงความยินดี คุณสังหารผู้ใช้อาชีพประเทศศัตรูเลเวล 88 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 76,000 หน่วย!]

            [ติ๊ง!]

            [ขอแสดงความยินดี คุณเลเวลเพิ่มขึ้นเป็น 78 ได้รับค่าสถานะพื้นฐาน5 หน่วย ค่าสถานะอิสระ 5 หน่วย!]

            [ติ๊ง!]

            [ขอแสดงความยินดี คุณเลเวลเพิ่มขึ้นเป็น 79 ได้รับค่าสถานะพื้นฐาน5 หน่วย ค่าสถานะอิสระ 5 หน่วย!]

            ......

            “สะใจ! สะใจโว้ย!”

            เมื่อมองดูข้อมูลการเลื่อนระดับที่เด้งขึ้นมาบนแผงสถานะอย่างต่อเนื่องลู่เซิ่งก็โห่ร้องออกมาด้วยความสะใจ

            ขณะที่เฉาอวี่และสวี่ซาซาแม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าคนด้วยตัวเองและไม่ได้รับค่าประสบการณ์ใดๆแต่ทั้งสองก็ตื่นเต้นจนตัวสั่นไปหมด เผลอๆจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวลู่เซิ่งเองเสียอีก

            เพราะหน้าที่ของพวกเขานั้นง่ายมากนั่นคือการตามเก็บรางวัลสงคราม

            แต่ทว่าภายใต้ความเร็วในการสังหารดุจรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบของกองทัพโครงกระดูกแม้ทั้งสองจะร่วมมือกันก็ยังจัดการไม่หวาดไม่ไหว

            ในสถานการณ์ที่ไร้หนทางทั้งคู่ทำได้เพียงเลือกเก็บเฉพาะอุปกรณ์ที่มีแสงสีทองวูบวาบเท่านั้น

            ส่วนของอย่างอื่นแม้จะเป็นอุปกรณ์ระดับเงินก็ถูกพวกเขามองข้ามไปอย่างไม่ใยดี

            ช่วยไม่ได้ช่องเก็บของมันเต็มจนยัดอะไรลงไปไม่ได้อยู่แล้วนี่...

            ในขณะที่ลู่เซิ่งกำลังนำกองทัพโครงกระดูกของเขาเปิดฉากสังหารผู้ใช้อาชีพชาววอหนูรอบข้างแบบไม่เลือกหน้าอยู่นั้นเอง

            “ซาซา หยุดก่อน! นี่ฉันเอง ฉันจางหย่วนไง!!!!”

            ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยสายหนึ่งก็ดังแว่วมา ทำให้สวี่ซาซาชะงักไปครู่หนึ่ง

            เมื่อเพ่งมองลงไปเธอก็เห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งกำลังโบกมือให้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ที่พื้นด้านล่างห่างออกไปไม่ไกลไม่ใช่จางหย่วนเพื่อนร่วมชั้นที่เมืองกวางอันหรอกหรือ?

            “ลู่เซิ่ง หยุดก่อน!”

            เมื่อเห็นว่าเป็นจางหย่วนสวี่ซาซาก็รีบตะโกนบอกลู่เซิ่งที่อยู่ด้านล่าง

            ฟุ่บ!!!!

            วินาทีต่อมาดาบยักษ์เล่มหนึ่งก็หยุดกึกอยู่กลางอากาศอย่างกะทันหันระยะห่างจากลำคอของจางหย่วนไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตรทำเอาจางหย่วนถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความหวาดเสียว

            โชคดีที่ลู่เซิ่งยังคงไว้ใจสวี่ซาซามากดังนั้นในทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ เขาจึงสั่งให้โครงกระดูกหยุดโจมตี

            “จางหย่วน? ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

            สวี่ซาซามองจางหย่วนที่อยู่ไม่ไกลพลางขมวดคิ้วถาม“แล้วไอ้การแต่งตัวแบบนี้มันคืออะไรกัน?”

            “ฉัน... ฉัน... ฉันเพิ่งได้รับคำสั่งจากท่านนายกเทศมนตรีให้มาเป็นสายลับที่ประเทศวอหนูน่ะ”

            จางหย่วนตะกุกตะกักอยู่นานกว่าจะปั้นเรื่องโกหกที่ดูฟังไม่ขึ้นออกมาได้หนึ่งเรื่อง

            แต่เหตุผลนี้ของเขาเห็นได้ชัดว่ามีช่องโหว่สวี่ซาซาจึงเกิดความสงสัยขึ้นในใจทันที

            “สายลับ? ทำไมฉันไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องนี้เลยล่ะ?”สวี่ซาซาถามพร้อมขมวดคิ้ว