ความขุ่นเคืองใจอย่างเห็นได้ชัดของหมิงเป่าจูทำให้เสี่ยวเตี๋ยรู้สึกตกใจ
แม้จะเคยพบหน้ากันไม่กี่ครั้งแต่ภาพลักษณ์ของหมิงเป่าจูในสายตาของตนเองคือคนสุขุมเยือกเย็น ไม่ใช้อารมณ์กับผู้อื่นง่ายๆดูท่าครั้งนี้ชุนเถาคงจะจุดไฟโทสะของนางเข้าแล้วจริงๆ
ทั้งสองล้วนเป็นสาวใช้เหมือนกันแต่ไรมาเสี่ยวเตี๋ยก็ได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินมากกว่า ปกติชุนเถาก็ถูกเสี่ยวเตี๋ยสั่งสอนอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น ชุนเถาจึงมีความยำเกรงต่อคำพูดของเสี่ยวเตี๋ยอยู่บ้างนางจ้องหมิงเป่าจูด้วยสายตาเคียดแค้น ก่อนจะสะบัดหน้าจากไป
“ท่านหมอหมิงชุนเถาเป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่ง ท่านอย่าได้ถือสานางเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเตี๋ยพูดเกลี้ยกล่อม
นางกลัวจริงๆ ว่าอารมณ์โกรธเคืองของหมิงเป่าจูจะส่งผลกระทบต่อการรักษาฮูหยิน
“สิ่งที่กำหนดถูกผิดของคนเราก็คือตัวนางเองไม่เกี่ยวข้องกับชนชั้นหรืออาชีพแม้แต่น้อย”
จะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดรู้แต่เมื่อหมิงเป่าจูเงยหน้ามองนางขณะกล่าววาจา ประกายล้ำลึกในดวงตาคู่นั้นก็ทำให้เสี่ยวเตี๋ยตกตะลึง
หมิงเป่าจูรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่คำพูดนี้จึงไม่ใช่แค่เอ่ยถึงชุนเถา แต่ยังบอกกับเสี่ยวเตี๋ยด้วย
นางเป็นคนแยกแยะถูกผิดดีชั่วย่อมไม่ยอมให้การกระทำของชุนเถามาส่งผลกระทบต่อจรรยาบรรณแพทย์ที่ตนเองพึงมี
“บ่าว... น้อมรับการสั่งสอนเจ้าค่ะ”
หากบอกว่าความเคารพนับถือก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพราะฮูหยินบัดนี้นางเริ่มเลื่อมใสศรัทธาต่อท่านหมอหญิงผู้นี้จากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริงแม้ว่าอีกฝ่ายจะดูอายุน้อยกว่าตนเองก็ตาม
คนที่รู้สึกตกใจแบบเดียวกันนี้ยังมีเหยียนเฟิงที่ยืนนิ่งงันก้าวเท้าไม่ออกอยู่ด้านนอกอีกคน
เดิมทีเขาตั้งใจจะเข้ามาเพื่อขอคำอธิบายที่นางทำให้ชุนเถาร้องไห้วิ่งออกไปร้องทุกข์กับเขา
อันที่จริงเขาไม่ได้คิดจะช่วยชุนเถาเพียงแค่ต้องการฉวยโอกาสหยามเหยียดเด็กสาวที่ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำคนนั้นเสียหน่อย
แต่พอเดินมาถึงห้องชั้นนอกกำลังจะเลี้ยวเข้าไปในห้องชั้นใน เหยียนเฟิงก็ได้ยินประโยคนี้เข้า จึงยังไม่เดินเข้ามา
ฮึ ฝีปากคมคายทีเดียวหากเข้าไปสั่งสอนนางตอนนี้ ก็เท่ากับเป็นการบอกว่าตนเองเป็นคนที่ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดดีชั่วแน่นอนว่าเขาจะไม่ให้โอกาสนั้นแก่นาง
“นายน้อยท่านเพิ่งเข้าไปมิใช่หรือเจ้าคะ”
ชุนเถากำลังยิ้มย่องลำพองใจอยู่หน้าประตูนางแค่พูดสองสามคำนายน้อยก็ช่วยออกหน้าให้ตนเองแล้วถึงเวลาจะคอยดูว่านางแพศยานั่นจะร้องไห้วิ่งออกมาอย่างไร
เพียงแต่เบิกบานใจได้ไม่นานก็เห็นเหยียนเฟิงที่เพิ่งเข้าไปเดินกลับออกมา
สั่งสอนคนเสร็จแล้วหรือไฉนถึงได้เร็วปานนี้
“อีกประเดี๋ยวเจ้าเตรียมเก็บสัมภาระข้าจะให้รถม้าไปส่งเจ้ากลับจวน จากนี้ไปไม่ต้องมาปรนนิบัติรับใช้ทางนี้อีกแล้ว”
เหยียนเฟิงมองชุนเถาเหตุใดเมื่อก่อนเขาถึงไม่เคยรู้สึกว่านางเป็นคนใจแคบ ไม่รู้จักเห็นแก่ส่วนรวมมาก่อนเลย
ทำให้หมิงเป่าจูผู้นั้นเห็นเรื่องน่าขันเข้าจนได้เสียหน้าจวนสกุลเหยียนหมด รีบส่งตัวกลับไปเร็วหน่อยจะดีกว่า
“นายน้อยบ่าวทำผิดอันใดหรือเจ้าคะ”
เกิดอะไรขึ้น ทั้งที่เพิ่งกล่าวอย่างเดือดดาลว่าจะไปเอาเรื่องอยู่ชัดๆเหตุใดเพียงชั่วพริบตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเล่า
ชุนเถาร้องไห้ปานดอกสาลี่พร่างพรมด้วยหยาดฝนพวงแก้มดูราวกับดอกท้อยามวสันตฤดูจริงๆ ส่วนจมูกก็ยังแดงระเรื่อ
น่าเสียดายที่เหยียนเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองหมุนตัวกลับเข้าไปในเรือนกลางทะเลสาบอีกครั้ง
“ท่านหมอหมิงฮูหยินเป็นเช่นนี้... พอจะมีวิธีใดบ้างหรือไม่” สายตาของเสี่ยวเตี๋ยเต็มไปด้วยความร้อนใจ
ฮูหยินทรมานเช่นนี้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจะรับไหวได้อย่างไร ถึงแม้จะหายจากโรคนี้ ก็คงแทบจะลอกผิวหนังออกไปหนึ่งชั้น[1]
ซางรั่วฉินอยู่บนเตียงขดตัวสั่นระริกตลอดเวลาเหงื่อเย็นเม็ดโตไหลออกมา สูญสิ้นการรับรู้ไปแล้ว แต่ปากก็ยังพร่ำพรรณนาบ่นว่าหนาวไม่หยุด
“ไปหยิบเข็มเงินมา”หมิงเป่าจูดวงตาสงบนิ่ง เงียบไปนานก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
จำได้ว่าตอนที่เชิญนางมารักษาครั้งแรกเสี่ยวเตี๋ยบอกว่าที่นี่มีอุปกรณ์ครบครัน ไม่ต้องเตรียมอะไรมาทั้งนั้นหากไม่มีเข็มเงิน ก็ลำบากแล้วจริงๆ
“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”
เสี่ยวเตี๋ยรับคำแล้วหันหลังวิ่งออกไปทันทีพอดีพบกับเหยียนเฟิงที่เดินสวนเข้ามา “คุณชาย”
“จะไปไหน”
เหยียนเฟิงช้อนตาขึ้นกวาดมองไปด้านหลังสตรีนางนี้จะเล่นลูกไม้อะไรอีกล่ะ
“ท่านหมอหมิงให้บ่าวไปเอาเข็มเงินเจ้าค่ะ”
ถึงแม้จะรีบ แต่คำถามของเจ้านายยังคงต้องตอบหลังจากตอบเสร็จแล้วก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก เข็มเงินอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่งนางต้องรีบแล้ว
“ข้าไปเองเจ้าไปดูว่ามีสิ่งใดต้องการเพิ่มเติมอีกหรือไม่”
เหยียนเฟิงเม้มริมฝีปากมองหมิงเป่าจูที่กำลังเปิดผ้าห่มของซางรั่วฉินออกทีละชั้น
ใครให้มารดาเขาไว้วางใจนางเองเล่าเช่นนั้นเขาจะลองเชื่อใจอีกฝ่ายสักครั้งก็แล้วกัน
“นายน้อย เข็มเงินอยู่ในถุงผ้าที่แขวนอยู่ข้างตู้ยาเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเตี๋ยไม่คิดว่าคุณชายจะอาสาเข้ามาช่วยเหลือนางเห็นว่าคนเดินออกไปแล้ว จึงรีบบอกตำแหน่งที่วางเข็มเงิน
เรื่องนี้เหยียนเฟิงรู้อยู่แล้วไม่นานก็หยิบเข็มเงินกลับมา
ชั่วพริบตาที่ยื่นเข็มเงินออกไปก็ได้รับสายตากระเซ้าเย้าแหย่จากหมิงเป่าจู
เขากัดฟันแน่นเด็กสาวคนนี้ เจ้าอย่าลำพองใจเกินไปนัก เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อมารดาทั้งสิ้น!
หมิงเป่าจูเปิดห่อเข็มเงินซึ่งถูกม้วนไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยหยิบเข็มเล่มหนึ่งออกมา ท่าทางของนางเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นจริงจังขึ้นมาทันที
เข็มเงินฝังลงไปตามจุดฝังเข็มหลังจากเข็มสี่ห้าเข็มถูกฝังลงไป ซางรั่วฉินก็ค่อยๆ สงบลง และเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง
เหยียนเฟิงเห็นว่าร่างกายของมารดาหยุดสั่นแล้วร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลายและยืดออกอย่างช้าๆ ภายใต้การช่วยเหลือของหมิงเป่าจู ก่อนจะนอนราบไปกับเตียง
“ข้าจะแจ้งตำรับยาด้วยวาจาเจ้ารีบไปต้มมาโดยด่วน”
หมิงเป่าจูหลุบเปลือกตาลงต่ำหยิบเข็มเงินอีกเล่มขึ้นมา เล็งไปที่จุดฝั่งเข็มแล้วแทงลงไป
“โสม ไป๋จู๋อย่างละหนึ่งตำลึง ฝู่จื่อ หนึ่งเฉียน กานเฉ่าคั่ว ห้าเฟิน ต้มกับน้ำสองถ้วยจนงวดเหลือเจ็ดส่วนรอจนเย็นแล้วจึงป้อนให้ซางฮูหยิน”
“เจ้าค่ะบ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”
เสี่ยวเตี๋ยรับคำครั้งนี้เหยียนเฟิงไม่ได้ขัดขวาง เพราะเขาจัดยาไม่เป็นจริงๆ
สาวใช้ข้างกายมารดาเขาล้วนถูกคัดเลือกและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีพวกนางรู้จักแยกแยะสมุนไพร รู้จักวิธีจัดยา และเข้าใจหลักการใช้สมุนไพรขั้นพื้นฐาน
การจัดยาไม่เหมือนเรื่องอื่นผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้
ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อฤทธิ์ของยาดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีกว่าที่ให้เสี่ยวเตี๋ยเป็นคนไป
ไม่นานนักเสี่ยวเตี๋ยก็ยกถ้วยยากลับมา
หมิงเป่าจูต้องการพยุงซางรั่วฉินขึ้นแต่ด้วยพละกำลังที่น้อยนิด อีกทั้งยังกลัวว่าจะไปแตะต้องถูกเข็มเงินเข้า จึงไม่กล้าออกแรงมากนัก
ทันใดนั้นก็มีมือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาประคองแผ่นหลังของซางรั่วฉินแล้วพยุงนางขึ้นพิงกับร่างกายของตนเองอย่างง่ายดาย
หมิงเป่าจูไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่รับถ้วยยามาจากมือของเสี่ยวเตี๋ย แล้วป้อนให้ซางรั่วฉินทีละคำ
เนื่องจากอีกฝ่ายหมดสติจึงดื่มยาได้ช้ามาก ซ้ำยังดื่มครึ่งไหลออกครึ่งอยู่ตลอดเวลา เสี่ยวเตี๋ยจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำแกงยาที่ไหลออกมา
หลังจากป้อนยาไปได้ครึ่งถ้วยเหยียนเฟิงก็รู้สึกว่าหน้าอกของตนเองเปียกชื้น
ตอนแรกเขานึกว่าตนเองคิดไปเองแต่ไม่นานนักแขนเสื้อของเขาก็เปียกชื้นไปด้วยแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นอีกเล่า”
เขายกแผ่นหลังของมารดาขึ้นเล็กน้อยพอมองไปก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
เสื้อด้านหลังของมารดาเปียกชื้นจนถึงกับมีน้ำหยดลงมาทำให้อกเสื้อ แขนเสื้อ และกางเกงของเขาเปียกไปด้วย
“คุณชายเหยียนไม่ต้องตกใจนี่เป็นการขับไล่ไอเย็นที่สะสมอยู่ในร่างกายของซางฮูหยิน”
หมิงเป่าจูยังคงขยับนิ้วมือบิดเข็มเงินที่ตำแหน่งต่างๆ อย่างช้าๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียน
หากผู้อื่นเรียกเขาเช่นนี้ย่อมเป็นการยกย่องให้เกียรติ แต่เหตุใดพอได้ยินจากปากของเด็กสาวคนนี้ถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดประชดประชัน
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถือสาหาความกับนางเหยียนเฟิงมองเสื้อผ้าของท่านแม่ที่เปียกชื้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ลามไปถึงที่นอน
“ไปเตรียมน้ำอาบน้ำต้องมีความร้อนเพียงพอ และสามารถเติมได้ตลอดเวลา”
เมื่อขับไอเย็นออกจากร่างกายพอสมควรแล้วหมิงเป่าจูก็ถอนเข็มเงินออกจากร่างกายของซางรั่วฉินทีละเล่ม
[1] ลอกผิวหนังออกไปหนึ่งชั้น(脱一层皮) เป็นความเปรียบหมายถึงการต้องได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัสเช่นคนที่ป่วยหนัก ต้องพยายามอย่างมากถึงจะยื้อชีวิตให้กลับมาจากความตายได้ ร่างกายจึงต้องได้รับความทรมานอย่างใหญ่หลวงมักใช้พูดถึงคนป่วยหนักที่ผ่านความตายมาได้