ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 68 ต่อดุ

    กองทุนรวม คือ การระดมเงินจากนักลงทุนหลายคนมารวมกันเป็นก้อนใหญ่โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทนี้ก็จะนำเงินกองทุนไปลงทุนตามนโยบายของกองทุน เช่นนำไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ พันธบัตร อีกต่อหนึ่ง
    ส่วนกองทุนรวมตราสารทุน (กองทุนรวมหุ้น) ก็จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ซึ่งเมื่อลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ก็จะทำให้มีความเสี่ยงสูงตามผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน
    กองทุนอิงดัชนี เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นตัวหลัก ๆ ที่มีผลต่อดัชนีของตลาดหุ้นเท่านั้น การลงทุนเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนี เพราะกองทุนมีวัตถประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงการขึ้นลงของดัชนีมากที่สุด
    ดังนั้น กองทุนรวมหุ้น จึงอาจเหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้แต่ไม่มีเวลาศึกษาเรื่องหุ้นเอง ผลตอบแทนที่ได้ก็แล้วแต่ฝีมือของผู้บริหารกองทุน ซึ่งอาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าดัชนีก็ได้
    ส่วน กองทุนหุ้นอิงดัชนี เหมาะสำหรับคนที่คิดจะลงทุนระยะยาวแต่ไม่มีเวลาศึกษาเรื่องหุ้น เพราะในระยะยาวพิสูจน์แล้วว่าการลงทุนในตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึงสิบเปอร์เซ็นต่อปี
    สรุปง่าย ๆ ว่า กองทุน ก็เหมือนเราเอาเงินมารวมกันแล้วเอาไปให้มืออาชีพเขาบริหารให้นั่นล่ะ ส่วนคนบริหารกองทุนก็จะได้รับค่าทำเนียมการบริหาร


    ----------------------------------------------------
    เช้าตรู่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ณรัชต์ถือจอบตามบิดาไปดายหญ้าตามกิจวัตรที่คุ้นชินในช่วงหลัง ๆ
    บ้านของเขาเป็นชาวไร่ บิดาเขาทำไร่อ้อยเป็นอาชีพหลัก อ้อย นั้นนอกจากจะเป็นพืชทนแล้ง เจริญเติบโตได้ดีแม้กับดินร่วนปนทรายของภาคอีสานแล้ว ยังถือเป็นพืชไร่ที่มีความมั่นคงทางด้านราคาอีกด้วย ต่างจากผลผลิตการเกษตรอื่น ๆ ของเกษตรกรประเทศไทยที่มีราคาผันผวนเพราะมีระบบสหพันธ์ชาวไร่ที่ดี ชาวไร่อ้อยจึงเป็นกลุ่มเกษตรกรที่แทบไม่เคยมีม๊อบประท้วง หรือออกมาเทผลผลิตออกสื่อเลย พ่อเขาเคยบอกว่าถ้าชาวไร่อ้อยคิดจะประท้วงเหมือนเกษตรกรกลุ่มอื่น เพียงแค่นำเอารถสิบล้อขนอ้อยออกมาจอดต่อกันริมถนน ถนนหลักในประเทศคงเป็นอัมพาตทั้งหมดจากจำนวนรถขนอ้อยของเกษตรกรแล้ว แม้น้ำตาลที่ผลิตจากอ้อยถือเป็นสินค้าควบคุม แต่เพราะการบริหารจัดการภายในประเทศที่ดี ราคาจึงมีเสถียรภาพอย่างสูงมายาวนาน ทำให้เกษตรที่ปลูกไม่ต้องกังวลใจเรื่องราคาขาย
    แต่ช่วงเวลาที่ณรัชต์จากมา เพราะบราซิลที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งฟ้องต่อองค์การการค้าโลก ว่าทางการไทย(ผู้ส่งออกเป็นอันดับสอง)แทรกแซงอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จนทำให้กระทบต่อการค้าเสรีในตลาดโลก รัฐบาลเกรงว่าที่ถูกฟ้องจะแพ้คดีและอาจได้จ่ายค่าปรับ สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลในประเทศในที่สุด และเมื่อถูกซ้ำด้วยการขึ้นค่าภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเข้าไปอีก ( แล้วทำไมภาษีความเค็มไม่กี่วันก่อนไม่ผ่านซะงั้น ลำเอียงอ่ะ :คนเขียน) ราคาอ้อยจึงผันผวนอย่างรุนแรงตามราคาตลาดโลกและราคายังตกลงอีกจากการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง
    เขาคงต้องชักจูงให้พ่อปลูกพืชอย่างอื่นเป็นการกระจายความเสี่ยงแต่เนิ่น ๆ บ้างแล้ว นอกจากเกษตรเชิงเดี่ยวอยู่อย่างนี้
    ระหว่างดายหญ้ากันไปณรัชต์กับพ่อก็พูดคุยกันด้วยเรื่องต่าง ๆ ทั่วไป ส่วนมากเป็นณรัชต์มากกว่าที่เป็นฝ่ายถาม เป็นลูกชาวไร่ผ่านมาสองชีวิต เขาก็เพิ่งหันมาสนใจอาชีพของครอบครัวนี่ล่ะ
    ช่วงชีวิตที่แล้วเพราะพ่อเขาเป็นคนดุ ดังนั้นตามประสาวัยรุ่นณรัชต์กับพี่สาวจึงออกจะเกรง ๆ และห่างเหิน ไม่เคยพูดคุยใกล้ชิดกับท่านจริง ๆ เลย ตอนแรกพ่อของเขาก็ยังดุอยู่เหมือนเดิม แต่พอเขาได้พูดคุยกันบ่อยเข้า พ่อของเขาก็เริ่มพูดคุยเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ของครอบครัว ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องไร่อ้อยที่ปลูก หรือแม้กระทั่งเรื่องงานในตำแหน่งผู้นำท้องถิ่น พ่อของเขาก็เล่าให้ฟัง ซึ่งต่างจากช่วงชีวิตที่แล้วณรัชต์ไม่เคยได้มีโอกาสรับรู้เลย

    ระหว่างพ่อของเขากำลังใช้จอบดายหญ้าในร่องอ้อย ท่านก็หันมาเล่ากึ่งปรึกษา
    “พ่อว่าจะช่วยซื้อรถสิบล้อมือสองของพ่อภี เพราะดูเหมือนตอนนี้กำลังแย่ เงินขาดมือไม่พอผ่อนรถสิบล้อชุดที่ออกใหม่มาหลายคันคราวก่อน ถ้าปล่อยให้โดนธนาคารยึด ยังไงเขาก็คงฟ้องเอาส่วนต่างที่เหลืออยู่ดี ส่วนจะให้ยืมเงิน พ่อภีก็ไม่เอา”บิดาเขากล่าวถึงเพื่อนสนิทของท่านที่ให้เขาและพี่สาวเรียกว่าพ่อภี พ่อของเขามีเพื่อนสนิทอยู่หนึ่งคน เป็นเพื่อนที่ผ่าน ‘พิธีผูกเสี่ยว’ กันมา จึงมีความสนิทสนมแนบแน่นกันมาก สนิทยิ่งกว่าญาติ เรียกว่าเป็นเพื่อนตายก็ว่าได้ [พิธีผูกเสี่ยว:เสิร์ชเน็ทกันโลดมันยาว] พ่อภีคนนี้ เดิมเปิดอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ ซ่อมพวกรถบรรทุกต่าง ๆ ต่อมาก็เห็นลู่ทางขยายธุรกิจมาทำรับเหมาประเภทถมที่ดินด้วย เพราะช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งนั้นธุรกิจอสังริมทรัพย์ ทั้งการสร้างบ้านจัดสรร และ การขายที่ดินจัดสรรบูมมาก ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างการรับเหมาถมที่จึงเฟื่องฟูและมีงานเข้ามามากมาย เมื่องานเข้ามามาก เพื่อนพ่อเขาจึงขยายงานออกไปด้วยการเช่าซื้อรถสิบล้อมาเพิ่มอีกหลายคันเพื่อรับงานที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายจนทำไม่ทันช่วงแรกธุรกิจเป็นไปด้วยดี รายได้ที่เข้ามามาก จนเพื่อนพ่อเขาจะเลิกทำอู่ซ่อมรถหันไปทำรับเหมาอย่างเดียว แต่ก็ถูกเพื่อนสนิทซึ่งก็คือพ่อของณรัชต์ท้วงไว้ก่อน ด้วยกลัวจะไม่มีอู่ไว้ซ่อมมอเตอร์ไซค์สุดหวงของท่าน เพราะปกติต่างจังหวัดการจะหาศูนย์ซ่อมรถซูซูกินั้นยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นบิ๊กไบค์รุ่นที่สั่งซื้อเข้ามาอย่างเจ้ารุ่น ‘หลิวเต๋อหัว’ ของพ่อเขายิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นท่านจึงไม่อยากให้อู่ซ่อมรถที่ไว้ใจได้เลิกกิจการไป ต่อมาเมื่อวิกฤติต้มยำกุ้งมาถึง แน่นอนว่าธุรกิจรับเหมาถมที่ดินนี้ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ เพราะลูกค้าที่เป็นเหล่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายต่างล้มหายตายจากไปกับวิกฤติหมด ดังนั้นงานต่าง ๆ ที่เคยได้จึงหายไปแทบหมด ทำให้รายได้ไม่พอผ่อนรถสิบล้อบรรทุกหลายคนที่เพิ่งออกมาใหม่ โชคยังดีที่เหลือกิจการอู่ซ่อมรถอยู่ จึงพอมีรายได้เอามาช่วยผ่อนได้นานนับปี แต่สุดท้ายก็เริ่มจะยื้อไม่ไหว เมื่อบิดาของณรัชต์เอ่ยปากจะให้ยืมเงินแต่ก็ถูกปฎิเสธ ดังนั้นพ่อของเขาจึงเสนอเป็นจะซื้อรถบรรทุกจำนวนครึ่งนึงที่ยังผ่อนไม่หมดมาผ่อนต่อแทน เพื่อนของท่านจึงตกลงเพราะมองแล้วว่าพ่อของณรัชต์ไม่ได้เสียเปรียบ เขารู้แล้วว่าทำไมช่วงชีวิตที่แล้วช่วงเขาเรียนจบมอหกก่อนไปเรียนมหาวิทยาลัย ทำไมจู่ ๆ ที่บ้านถึงมีรถสิบล้อมาจอดไว้ที่บ้านถึงสามคัน
    “ลองวิธีนี้ก่อนไหมครับ ถ้าไม่ไหวค่อยใช้วิธีของพ่อ” ณรัชต์เอ่ยปากเสนอแนะบ้างตอนนี้ปัญหาธุรกิจของเพื่อนพ่อเป็นเรื่องเงินหมุนที่ไม่พอ เพราะช่วงหลังรายได้จากงานรับเหมามีน้อยกว่าภาระผ่อนรถมาก ดังนั้น ถ้าหางานเพิ่มได้ก็จะไม่จำเป็นต้องให้บิดาของเขาช่วยเพื่อนแบบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ณรัชต์เสนอให้พ่อของเขาพาเพื่อนสนิทไปทำความรู้จักกับกำนันพล ด้วยเพราะพ่อของส้มนั้นมีกิจการอยู่หลายอย่าง เรียกได้ว่าเป็นผู้กว้างขวาง ดังนั้นการมีคอนเนคชั่นกันย่อมจะเป็นผลดีต่องานรับเหมาอย่างมาก เพียงแค่ฝ่ายนั้นเอ่ยปากช่วยแนะนำเล็กน้อย ก็ทำให้มีงานเข้ามาได้แน่ ๆ และด้วยตำแหน่งกำนันของพ่อณรัชต์กับเพื่อนของท่านที่กว้างขวางในพื้นที่ สำหรับคนที่กำลังจะลงสมัคร สส. ย่อมเต็มใจช่วยอย่่างเต็มที่อยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ข่าวปรับ ครม. กำลังจะเกิดขึ้นแน่นอนแล้ว ซึ่งเมื่อ สส.เขตพื้นที่ขยับขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี ก็จะทำให้ตำแหน่ง สส. ในพื้นที่จะว่างลงทันที และเดือนสองเดือนข้างหน้าจะเริ่มเป็นเวลาเริ่มหาเสียงกันแล้ว
    “อืม เข้าท่าเดี๋ยวพ่อจะลองพาพ่อภีไปหา สจ.พล ดู” พ่อของเขาทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเห็นด้วย ถือว่าเป็นการช่วยเพื่อนสนิทได้แบบตรงเป้า ณรัชต์รู้ว่าการเลือกตั้งรอบนี้ สจ.พล จะเป็นม้ามืดคว้าตำแหน่งตัดหน้าลูกน้องของอดีต สส. พื้นที่คนเดิมไปได้แบบเฉียดฉิว ดังนั้นการเลือกช่วยฝ่ายชนะย่อมถือเป็นจะได้ผลประโยชน์ตามมาไม่น้อยอยู่แล้ว



    หลังจากดายหญ้ากันต่อจนเหงื่อซึม แดดเริ่มออก พวกเขาก็กลับเข้าบ้าน
    กินอาหารมื้อเช้าของบ้านเสร็จ บิดามารดาของณรัชต์ก็ออกไปทำธุระกันตามตำแหน่งหน้าที่ ตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะพ่อของเขาแล้วที่มีงานเยอะ แม่ของเขาในตอนนี้ก็มีธุระเยอะพอกัน เพราะต้องควบตำแหน่งผู้นำกลุ่มแม่บ้านของตำบล กับผู้นำกลุ่มสตรีอีกหลายตำแหน่ง ช่วงนี้จึงแทบไม่มีเวลาอยู่บ้านกันเลย

    หลังจากเสร็จมื้อเช้า ณรัชต์ก็หอบหนังสือพิมพ์หลายฉบับทั้งรายวัน รายสัปดาห์ออกมาอ่านเพื่อควานหาหุ้นตัวต่อไป
    ขณะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในบ้าน พี่สาวณรัชต์ก็ถือถ้วยของหวานเดินมานั่งโซฟาข้าง ๆ เพื่อดูทีวี
    “ว่าไงเจ๊ เรื่องตึกแถว ไม่เห็นมาเล่าให้ฟังเลย ไปถึงไหนแล้ว”ณรัชต์เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์เอ่ยปากถาม
    “ยังไม่ถึงไหน ธนาคารบอกขอเอาเข้าที่ประชุมก่อน” พี่สาวเขาตอบ
    “หืม เจ๊ต่อเขาที่ราคาเท่าไหร่”
    “ตอนแรกชั้นต่อคูหาละ 4 แสน เห็นธนาคารตกลงไว ชั้นเลยแกล้งต่ออีกเหลือเป็น 3 แสน เขาเลยบอกขอเอาราคาเข้าประชุมก่อน” พี่สาวเขาตอบพลางยักไหล่
    “เจ๊ ก็ต่อราคาโหดไป๊ สี่แสนก็พอโอเคแล้ว” ณรัชต์คิดไว้ว่า ปกติที่ธนาคารให้ราคาไว้ที่ 5 แสน ถ้าพี่สาวเขาต่อราคาได้ซัก 15 -20 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าดีแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความเขี้ยวของพี่สาวต่ำไปหน่อย เพราะพี่เขาต่อดุถึงขนาดลด 40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
    “มีโอกาสต่อ ก็ต้องต่อเยอะ ๆ ไว้ก่อนสิ” พี่สาวเขากล่าว อันที่จริงณรัชต์ก็รู้ตัวอยู่บ้างว่า ถึงพี่สาวเขาจะนิสัยกวนๆ (เกรียนๆ) แต่ถ้าเทียบความฉลาด ไอคิว หรือไหวพริบ แต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่เด็กจนโต เขาก็สู้พี่สาวไม่ได้ ที่เขาพอจะได้เปรียบพี่สาวอยู่ก็เป็นเพราะอาศัยความเป็นลูกชายคนเดียวเท่านั้น “ว่าแต่มีเงินพอจริง ๆ นะ ” พี่สาวเขาถามย้ำ คงกลัวว่าไปต่อราคาไว้เยอะแล้วถ้าไม่มีเงินซื้อจะเสียฟอร์ม
    “พอเหลือเฟือเจ๊” เขาคิดถึงเงินสดในบัญชีหุ้นที่มีกว่า 16 ล้านในตอนนี้
    “ว่าแต่ เจ๊สนใจเรื่องอสังหาฯ จริงเปล่า ? เอาไหมล่ะเจ๊ มาตั้งบริษัทนายหน้าซื้อขายอสังหาฯ กัน”
    แม้ณรัชต์จะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเกี่ยวกับที่ดินหรืออสังหาฯ แต่เขาก็รู้อนาคตนี่นะ อย่างน้อยก็พอรู้คร่าว ๆ บ้างล่ะ ว่าที่ดินหรืออสังหาฯ ที่ไหนบ้างที่อนาคตจะราคาดี
    “ไม่เอา ขี้เกียจ ” พี่สาวสุดอินดี้ของเขาโบกมือปฏิเสธ
    ดูเหมือนพี่สาวเขาจะสนุกกับการต่อรอง หรือได้เอาเปรียบชาวบ้านเฉย ๆ สินะ
    “อ้อ แม่บอกว่าจะจัดงานปีใหม่จับของขวัญกันอาทิตย์หน้านะ หาของขวัญอะไรดี ๆ มาจับด้วย” พี่สาวเขากล่าวต่อ
    “อ้าว อาทิตย์หน้ายังไม่ปีใหม่นี่ ทำไมจับก่อน”
    ตั้งแต่จำความได้ บ้านของณรัชต์ก็มีงานจับฉลากของขวัญปีใหม่เป็นประจำ งานจัดขึ้นโดยการให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้าน เอาของขวัญมาจับฉลากร่วมกันที่บ้านของเขา แม่เขาให้เหตุผลว่า เนื่องในงานเทศกาล จึงอยากให้ของขวัญเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ที่ส่วนใหญ่ฐานะไม่ค่อยดีกันเท่าไหร่ ถือเป็นงานทำบุญอย่างหนึ่งของบ้านเขา โดยณรัชต์กับพี่สาวก็ต้องหาของขวัญดี ๆ มาให้เด็กในหมู่บ้านจับฉลากด้วย “ช่วงปีใหม่ พ่อกับแม่ต้องไปธุระหลายงาน แม่เลยจะจัดก่อน” พี่สาวเขาอธิบาย “อือ ว่าแต่ นายตำรวจติดตามเจ๊ไปไหน ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้า” ณรัชต์ถามชวนคุยถึงนายตำรวจหนุ่มที่ไม่เห็นหน้ามาหลายอาทิตย์ “ไม่รู้” พี่สาวเขาตอบเสียงสะบัดนิด ๆ



    ผ่านไปอีกอาทิตย์จนถึงวันงานจับของขวัญ ณรัชต์ก็ยังหาหุ้นตัวใหม่ยังไม่ได้
    ปีนี้เขาไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไรมาให้เด็ก ๆ จับฉลาก จะซื้อตุ๊กตาเหมือนเดิมพี่สาวเขาก็ซื้อไปแล้ว ณรัชต์เลยเลือกซื้อสลากออมสินมาหลายหลายสิบใบ แล้วใส่สลากออมสินซองละห้าร้อยบาท เอาไปติดกับของขวัญทุกกล่องที่จะมาจับสลากแทน ส่วนบิดากับมารดาเขาให้เป็นของขวัญชิ้นใหญ่อย่างจักรยาน กับทุนการศึกษา
    วันนี้นอกจากเด็ก ๆ ในหมู่บ้านทยอยมาที่บ้านของเขาเพื่อจับฉลากของขวัญแล้ว นายตำรวจหนุ่มที่ไม่ได้เห็นหน้าหลายอาทิตย์ก็โผล่มาสมทบงาน โดยนำเอาของเล่นหุ่นยนต์มาให้เด็ก ๆ จับฉลากด้วย
    หลังงานจับฉลากของขวัญผ่านไป เหล่าเด็ก ๆ ล้วนแต่ดีใจที่ได้ขนม ได้ของเล่น ได้ตุ๊กตาใหม่ กับจักรยานใหม่ ส่วนผู้ปกครองที่มากับลูก ๆ เมื่อเห็นซองสลากออมสินของเขาก็พากันยิ้มกริ่ม ส่วนคนที่ได้ทุนการศึกษาก้อนนึงจากมารดาเขาที่ถือเป็นรางวัลใหญ่สุดในงานยิ่งยิ้มกว้างที่สุด ณรัชต์ซื้อสลากออมสินใส่เพียงซองละ 500 บาท ก็หวังเพียงว่าพอดีกับช่วงนี้ที่เริ่มหนาว น่าจะพอซื้อเสื้อกันหนาวใหม่ ส่วนคนไหนอยากจะเก็บไว้ให้ลูกก็ถือเป็นการเริ่มต้นออมที่ดีล่ะนะ เผื่อฟลุ๊คถูกเงินรางวัล 10 ล้านก็ได้ ใครจะรู้
    หลังจากส่งเด็ก ๆ ในหมู่บ้านกลับ บ้านณรัชต์ก็ทานมื้อเย็นกัน โดยมีนายตำรวจเป็นแขกเพิ่มมาหนึ่งคน
    "แม่ สัปดาห์ปีใหม่หยุดยาวผมไม่กลับบ้านนะครับ" ณรัชต์บอกมารดาระหว่างทานอาหาร
    "ทำไมล่ะลูก อยู่ในเมืองช่วงเทศกาล รถราเยอะนะ อันตราย"มารดาเขากล่าวด้วยความเป็นห่วง
    "อ๋อ ผมไม่ได้อยู่หอหรอกครับ ว่าจะไปปฎิบัติธรรมที่วัด"เขาตอบมารดาตามตรง
    สมาชิกบ้านณรัชต์พากันมองเขาด้วยแววตาแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้สอบถามอะไร ณรัชต์จึงหันไปชวนแขกอีกคนคุย
    “เป็นไงพี่อาทงานช่วงนี้หนักเหรอครับ ไม่ค่อยเห็นหน้า”
    “ช่วงนี้ผู้ใหญ่เขาให้นโยบายกวดขันหนักเรื่องยาเสพติดน่ะ งานเยอะมาก พี่แทบไม่มีเวลาพักหรือเวลาทำอย่างอื่นเลย” ผู้หมวดหนุ่มตอบณรัชต์แต่สายตาเหลือบมองไปทางพี่สาวเขาด้วยแววตาวิตก
    พ่อกับแม่เขามีธุระต้องไปงานสังคมต่ออีกสามสามงานต่อ หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จจึงพากันออกไป
    หลังจากนั้นณรัชต์ก็ตกอยู่ในบรรยากาศแปลก ๆ ของสงครามเย็น แขกยังไม่กลับแต่นั่งเงียบอยู่ ส่วนพี่สาวเขาก็ไม่พูดอะไร ณรัชต์จึงชวนผู้หมวดหนุ่มคุยเพื่อทำลายความเงียบ แต่ก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรให้คุยมาก เพราะปกติณรัชต์ก็ไม่ใช่คนช่างคุยอยู่แล้ว เขาจึงชวนคุยเรื่องหุ้นที่ถนัด “เป็นยังไงบ้างพี่อาท เลือกหุ้นไว้ครบยัง ” หลังจากที่เคยคุยเรื่องหุ้นกันมาหลายรอบ ผู้หมวดหนุ่มก็รู้จักคัดกรองหุ้นแล้ว และแม้จะเลือกหุ้นที่คิดจะลงทุนไว้จนครบ แต่ตอนนี้ก็เพิ่งเข้าซื้อเพียงตัวเดียวเท่านั้น
    “ดีแล้วล่ะพี่ เลือกหุ้นได้แล้วก็ไม่ใช่ว่าต้องซื้อเลย รอจังหวะหรือราคาที่เหมาะสมอีกหน่อยค่อยซื้อก็ได้”
    “แล้วพวกกองทุนหุ้นล่ะ น่าซื้อไหม” นายตำรวจกล่าวถาม
    “ไม่จำเป็นมั้งพี่ พี่รู้จักซื้อหุ้นรายตัวแล้ว ไม่ต้องไปซื้อกองทุนซ้ำก็ได้ มันจะไม่ค่อยกระจายความเสี่ยงเท่าไหร่”
    “คือ พี่เหลือเงินเก็บจากเงินเดือนทุกๆเดือน ไม่ใช่เงินก้อน เพื่อนพี่เลยแนะนำว่าลองทยอยซื้อกองทุนแบบเขาเป็นไง”
    “แต่สมมุติว่าหุ้นตกแรง มันจะโดนทั้งหุ้นในพอร์ตของพี่ กับกองทุนพร้อมกันเลยนะครับ”ณรัชต์อธิบาย
    “ถ้าพี่อยากลงทุนจากเงินเก็บรายเดือนเรื่อย ๆ พี่ก็ลงสหกรณ์ข้าราชการของพี่สิครับ ดอกเบี้ยก็ดีใช้ได้ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย” ณรัชต์แนะนำ
    บ่อยครั้งเขาก็ไม่เข้าใจข้าราชการเลย หลายหน่วยงานมีสหกรณ์กับออมทรัพย์ที่ดีมาก มีทั้งเงินสมทบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่สูง แต่ทำไมสมาชิกแทนที่จะเห็นเป็นหนึ่งในช่องทางการลงทุนที่ดี ส่วนใหญ่กลับเอาไว้เป็นแหล่งสร้างหนี้กู้เงินแทนซะงั้น
    นายตำรวจพยักหน้าหน้าตาม ก่อนหมดความสนใจเรื่องกองทุน หันมาชวนณรัชต์คุยถึงหุ้นสองตัวที่ผู้หมวดหนุ่มสนใจ แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกตัวไหนดี เพราะดูที่ค่าพีอี(PE) หรือ พีบีวี(P/BV) ก็ใกล้เคียงกัน ก็มีความถูกใกล้เคียงกัน

    ณรัชต์นึกขึ้นได้ว่า ที่เขาคุยกับผู้หมวดหนุ่มส่วนใหญ่จะเป็นเฉพาะเรื่องการหาหุ้นกับความถูกแพงของหุ้นเท่านั้น
    ส่วนไฟว์ฟอร์ซโมเดล ที่เคยเลคเชอร์ไปก็เป็นการวิเคราะห์ธุรกิจ โครงสร้างอุตสาหกรรม กับสภาพแข่งขันในตลาดเท่านั้น ไม่ได้เจาะจงไปที่ตัวกิจการของหุ้น
    งั้นก็ เลคเชอร์การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพแบบง่าย ๆ ซักหน่อยละกัน.....

    ------------------------------------
    Name : ณรัชต์ Asset : ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท : เงินสดในบัญชีธนาคาร 222,000 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 16,015,600 บาท
    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 850,000 + 222,000 + 16,015,600
    = ปัจจุบัน 17,087,600 บาท

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน