การที่จะมีผู้าุโสำนักใหญ่มาหาที่เมืองเซียงหนานเพราะมีจุดประสงค์บางอย่างแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลย..เนื่องด้วยที่พวกมันเดินทางมาถึงเมืองเซียงหนานยังร้านค้าโอสถตระกูลเฉินแห่งนี้นั้นเพราะถูกดึงดูดด้วยโอสถระดับ9 ส่วนที่เฉินอี้และเฉินซูย่วนปรุงขึ้นเพื่อสยบพวกตระกูลโจวเ้าเมืองเหอหยางที่อยู่ไม่ห่างกันนักนั่นเอง..
เฉินอี้เอามือแตะคางคิดว่า“แต่ถึงอย่างนั้นมันก็แปลกอยู่เหมือนกันที่ข่าวเกี่ยวกับโอสถแพร่ออกไปไวขนาดนี้..”
เฉินซูย่วนบีบหินสื่อสารแน่นจนมือสั่น..ะโอย่างมีโทสะใส่เฉินหรุ่ย“เ้าโง่!..แทนที่จะค่อยๆทยอยขายเองในเมืองก่อนกลับรีบส่งให้สมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวรับโอสถระดับ9ส่วนนี้ไปขาย..มันก็ต้องสมควรแตกตื่นจนเป็เื่อยู่แล้วสิ..เ้างั่งเอ้ย!!..”
เฉินอี้ได้ยินแบบนี้ก็เข้าใจทันที“อ่อ..เข้าใจหล่ะ!..เพราะมีเครือข่ายสมาคมการค้าเป็ผู้กระจายข่าวนั่นเอง”
เซี่ยซูเหยาเห็นความผิดปกติบางอย่างจึงกล่าวถาม“น้องเฉินอี้เกิดเื่อะไรขึ้นรึ?”
“ดูเหมือนโอสถระดับ 9ส่วนของพวกข้าตระกูลเฉินที่เพิ่งวางขายจะไปดึงดูด 2 สำนักใหญ่เข้า..ตอนนี้พวกมัน้าเจอตัวคนที่ปรุงโอสถเหล่านี้ขึ้นมาน่ะ..”
เฉินอี้กล่าวอธิบายแล้วเหล่มองไปยังเฉินซูย่วนที่ตอนนี้กำลังโมโหสุดๆบ่นด่าเฉินหรุ่ยสามีตนอย่างไม่ไว้หน้าอยู่ั้แ่เมื่อครู่..
เซี่ยซูเหยาก็หันมองตามไปที่เฉินซูย่วนนางเหมือนกันเลิกคิ้วขึ้นกล่าวตาโตอย่างประหลาดใจ“ท่านเฉินซูย่วนก็ปรุงโอสถระดับ 9 ส่วนได้งั้นเหรอ!?”
“เอ๊ะ!..”เฉินซูย่วนที่กำลังด่าเฉินหรุ่ยอย่างเมามันส์พลันหยุดลงเมื่อได้ยินสิ่งที่เซี่ยซูเหยาถาม
เฉินซูย่วนกล่าวอย่างเขินอายนิดๆ “ค่ะ!..ใช่แล้วค่ะ!ผู้าุโเซี่ยซูเหยา..ข้าสามารถปรุงโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับ9 ส่วนได้..ถึงส่วนใหญ่หลานเฉินอี้จะเป็คนปรุงขึ้นเองก็เถอะนะ..ฮะๆ”
เซี่ยซูเหยาเบิกตาโตค้างอย่างตกตะลึงเพราะผู้ที่สามารถปรุงโอสถในระดับ9 ส่วนได้นั้นในสำนักบุปผาเหมันต์ของนางมีเพียง 3 คนเท่านั้น!..และพวกมันต่างได้รับความชื่นชมเคารพเป็อย่างมากแม้แต่เ้าสำนักยังต้องให้ความเคารพด้วย..คนเหล่านี้มีอำนาจไม่ต่างจากตำแหน่งรองเ้าสำนักหรืออาจเทียบเท่าเ้าสำนักเลยก็เป็ได้!
เซี่ยซูเหยาขมวดคิ้วแอบคิดในใจ“ในตระกูลเฉินมีบุคคลไม่ธรรมดาแบบนี้ถึง 2 คนเลยเหรอ!?..คนรอบตัวเฉินอี้มีแต่เื่ให้ต้องแปลกประหลาดใจทั้งนั้น..นี่มันจะเป็ไปได้ไงกันเนี่ย!?..” เซี่ยซูเหยานางยังเหลือบมองไปที่เฉินลู่ร์ด้วยคิดบางอย่าง..
“อ้า!..โถ่!..น้องแมงปอรอข้าด้วยสิ!..”
เฉินลู่ร์ตอนนี้กำลังวิ่งเล่นไล่จับแมงปอในสวนตระกูลเฉินอย่างสนุกสนานร่าเริง
“ไม่หรอกมั้ง..”เซี่ยซูเหยาหันกลับมาทันทีเพราะเมื่อครู่ตนแอบคิดเหมือนกันว่าเด็กน้อยคนนี้อาจไม่ธรรมดาด้วย..แต่เห็นแบบนี้ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่..
เฉินซูย่วนวางสายติดต่อเฉินหรุ่ยไปแล้ว..กล่าวถามอย่างกังวลไปยังเฉินอี้“หลานเฉินอี้เ้าจะทำอย่างไรต่อไป..ถ้าเป็แบบนี้..อาจมีโอกาสที่ความลับเื่ความสามารถปรุงยาของเ้าจะถูกเปิดเผยสู่โลกภายนอกได้นะ!..”
เฉินอี้ยิ้มกล่าวอย่างไร้กังวล“ตอนนี้ข้าคงต้องขอให้พี่สาวซูย่วนออกหน้าแทนข้าไปก่อนว่าเป็ผู้ปรุงยาขึ้นเองทั้งหมด..ส่วนข้ายังไม่อยากเปิดเผยเื่ปรุงยาตอนนี้จนกว่าจะบรรลุถึงระดับหลอมลมปราณน่ะ..”
เฉินอี้จะแค่ลองดูสถานการณ์ไปก่อนตอนนี้..ตนยังไม่อยากเปิดเผยทักษะปรุงยาให้ผู้ใดรู้เยอะเกินไป
โดยทั่วไปส่วนใหญ่ผู้ที่อยู่ในระดับก่อตั้งลมปราณนั้นจะทำได้แค่เรียนรู้ทฤษฎีการปรุงยาเท่านั้น....ยังไม่สามารถจะปฏิบัติปรุงยาให้เป็เม็ดโอสถระดับ1 ได้ด้วยซ้ำเนื่องจากพลังปราณไม่พอที่จะทำการปรุงได้..และถึงแม้จะลองปรุงขึ้นมาก็ยังฟลุ๊คทำได้แค่โอสถระดับ1 ไม่มากไปกว่านั้น..
แต่ที่เฉินอี้สามารถทำได้เป็อย่างดีเพราะด้วยความสามรถทักษะความรู้ในชาติก่อนและฝึกฝนคัมภีร์ลำดับาขั้นสูงช่วยให้มีพลังปราณหนาแน่นแข็งแกร่งจนขีดสุดจึงทำได้โดยไม่ต้องบรรลุถึงระดับหลอมลมปราณเช่นเดียวกันกับการหลอมศาสตรา..
“อื้ม..ถ้าเ้าว่าอย่างงั้นล่ะก็ให้เป็หน้าที่ของข้าเอง!..”
เฉินซูย่วนรับปากอย่างตั้งใจว่าจะช่วยเหลือสนับสนุนเฉินอี้เต็มที่
เฉินซูย่วนนางก็เคยเริ่มสงสัยว่าเฉินอี้ผิดปกติเหมือนกันที่สามารถปรุงยาได้ั้แ่เห็นครั้งแรกนั้นแล้วแม้ว่าจะได้รับการอธิบายในบางส่วนเื่มีอาจารย์สอนโดยบังเอิญแล้วก็ตาม..แต่ตนสนใจแค่วิธีการปรุงยาของเฉินอี้เท่านั้นจึงไม่ได้ถามลึกถึงเื่ส่วนตัวนี้ไป..แถมถ้าเกิดมีผู้ไม่ประสงค์ดีรู้ขึ้นมา..อาจเกิดปัญหากับเฉินอี้ได้!..
เฉินซูย่วนคิดว่า“บางอย่างถ้าเรารู้เยอะเกินไปอาจนำภัยมาสู่ตนและคนสำคัญรอบตัวได้..ถ้าเป็งั้น..เราก็ไม่จำเป็ต้องรู้จะดีกว่า!..” ยิ่งมีคนรู้น้อย..ความลับยิ่งยากจะถูกเปิดเผย..นี่คือสิ่งที่นางคิด
เซี่ยซูเหยาก็ยิ้มกล่าวถามอย่างมีเสน่ห์“น้องเฉินอี้..ท่านเฉินซูย่วน..พวกท่านมีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่?..ข้ายินดีจะช่วยเหลือเต็มที่ในครั้งนี้..”
เซี่ยซูเหยานางกล่าวด้วยใจจริงไม่มีอะไรแอบแฝงเพราะตนรู้ถึงเื่ความสามารถเกือบทั้งหมดของเฉินอี้แล้วจึงปราศจากเจตนาร้ายโลภมากอันใด..คิดเลือกที่จะเป็มิตรดีกว่า..ตัวเฉินอี้ที่มีความสามารถอันตรายขนาดนี้..ตนไม่มีทางอยากจะเป็ศัตรูในอนาคตด้วยอย่างแน่นอน!
“ท่านผู้าุโเซี่ยซูเหยาไม่จำเป็ต้องมาลำบากก็ได้ค่ะ..เื่นี้ปล่อยให้พวกข้าตระกูลเฉินจัดการกันเองดีกว่านะคะ!” เฉินซูย่วนโบกไม้โบกมือปฏิเสธอย่างเกรงใจที่จะต้องให้คนที่สูงส่งอย่างเซี่ยซูเหยามาช่วยเื่ของพวกตนแบบนี้
“ฮิๆ..ท่านเฉินซูย่วนไม่ต้องเกรงใจไปหรอก..ข้าตั้งใจจะเป็มิตรสหายของพวกท่านอยู่แล้ว..ต่อไปท่านเรียกข้าแค่“น้องหญิงซูเหยา” ก็พอ..ไม่ต้องเรียกแบบก่อนหน้านี้หรอก..และท่านยังาุโกว่าข้าอีกด้วยซ้ำนะ..ฮิๆ..” เซี่ยซูเหยากล่าวเป็กันเองอย่างไม่ถือตัวในตำแหน่งตัวเองแม้แต่น้อยเพราะได้รับรู้ถึงความสามารถด้านการปรุงยาของเฉินซูย่วนแล้วนางจึงมีความเคารพต่อเฉินซูย่วนเป็อย่างมาก
ถ้าให้ศิษย์ในสำนักบุปผาเหมันต์หรือหลินฉีหนิงที่เป็ลูกศิษย์มาเห็นอาจารย์เซี่ยซูเหยาแสดงท่าทีแบบนี้ก็คงต้องแปลกใจแน่นอน
“อืม..แต่มันก็..” เฉินซูย่วนได้ยินแบบนี้ก็ยังลำบากใจอยู่หันไปมองขอความเห็นจากเฉินอี้..
เฉินอี้ตอนนี้กำลังก้มหน้าเอามือแตะคางครุ่นคิดบางอย่างอยู่..จากนั้นค่อยกล่าว“ตกลงพี่หญิงซูเหยา..ถ้าท่านมาด้วยคงช่วยได้มากจริงๆ..”
“เฮ้อ..งั้นข้าคงต้องฝากน้องหญิงซูเหยาช่วยตระกูลเฉินด้วยนะ..” เฉินซูย่วนได้ยินเฉินอี้ยืนยันแบบนี้ก็ต้องรับน้ำใจนี้มาอย่างช่วยไม่ได้..ตนถอนหายใจกล่าวตามที่เซี่ยซูเหยาขอไว้
“วางใจได้..ข้าจะปกป้องพวกท่านเอง..กับเ้าพวกตาแก่าุโสำนักอื่นน่ะ..สำหรับข้าก็ไม่เท่าไรหรอกนะ!..หึๆ..” เซี่ยซูเหยายิ้มเอามือปิดปากกล่าวอย่างดูถูก
“งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ..แจ้งบอกต่อท่านพ่อให้รู้ด้วย..”
เฉินอี้ต้องบอกเฉินเหว่ยหงที่เป็เ้าเมืองเซียงหนานให้ไปพบเหล่า2 สำนักใหญ่ที่มาในครั้งนี้ด้วย เพราะถ้าเ้าเมืองนี้ไม่ไปพบอาจเป็การเสียมารยาทต่อพวกมันได้
.........................................................................................................................
เจ็ดสำนักใหญ่แห่งทวีปตะวันออกเป็ตัวตนที่เหนือกว่าเมืองใดๆซะอีก..เพราะองค์จักรพรรดิเป็ผู้มอบอำนาจให้สำนักทั้งเจ็ดร่วมดูแลทวีปนี้ด้วยกันเองอย่างสันติ..ดังนั้น..พวกมันล้วนคือเหล่าขุมพลังอำนาจที่ปกครองทวีปตะวันออกนี้อย่างแท้จริงในปัจจุบัน..
ในตอนนี้ทางด้านร้านโอสถตระกูลเฉินั้แ่หน้าร้านมีผู้คนเนืองแน่นขนัดแออัดกันอยู่มากมาย..คนเหล่านี้มาด้วยจุดประสงค์หลายอย่างแตกต่างกัน..บ้างก็มาเพราะอยากซื้อโอสถระดับ9 ส่วนที่เป็ข่าว..บ้างก็มาเพราะได้ยินว่ามีาุโสำนักใหญ่อันสูงส่งมาที่นี่จึงมามุงดูอยากจะเห็นกับตาตัวเองสักครั้งในชีวิต..
ส่วนที่ด้านในร้านโอสถตระกูลเฉินนั้นมีคนอยู่น้อยกว่าเพราะมีแต่คนสำคัญที่เข้ามาได้..
ที่นั่งอยู่ได้รับการรับรองเป็อย่างดีมากของร้านตระกูลเฉินนั้นถูกแบ่งเป็2 ฝั่ง
ฝั่งซ้ายมีอยู่ 5 คนนั่นคือ“สำนักสุสานทมิฬ”..พวกมันสวมใส่ชุดยาวสีดำล้วนมีผ้าปิดปากรูปหัวกะโหลกต่างสีสันกันออกไปตามแต่ล่ะคนเห็นได้ชัดถึงการแบ่งชั้นลำดับศิษย์อย่างชัดเจนและเน้นการฝึกฝนคัมภีร์เคล็ดวิชาสังหารศัตรูในพริบตาหรือการลอบสังหารศัตรูจึงมีอาวุธลับติดไว้อยู่มากมายรอบตัวคนเหล่านี้..
แต่ที่เด่นที่สุดคือ..บุรุษชายหน้าตาดุรูปร่างดี..ดูค่อนข้างแก่แต่ยังไม่ชรามาก..ที่ท่าทางาุโสุดกำลังนั่งกอดอกปราศจากอาวุธที่เห็นได้ชัดรอบตัว..เพราะคนผู้นี้ได้ซ่อนมันเอาไว้อยู่..ชายผู้นี้ก็คือผู้าุโนามว่า“จิ๋นอิ่ง” แห่งสำนักสุสานทมิฬ
“ข้าไม่คิดว่าสำนักกระบี่เมฆา์ชั่วช้าอย่างพวกเ้าจะมายังที่นี่ด้วยเลยนะ..”
าุโจิ๋นอิ่งจ้องมองกล่าวหยาบคายอย่างไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายที่มานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยเพราะตนเคยมีเื่ในอดีตบางอย่างกับพวกมันอยู่..
เพราะอาจารย์แสดงความเป็ศัตรู..เหล่าลูกศิษย์อีก4 คนของสำนักสุสานทมิฬจึงมองด้วยสายตาท่าทีที่ไม่เป็มิตรด้วยเช่นกัน
ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งขวามีเพียง 4 คนคือ“สำนักกระบี่เมฆา์”พวกมันสวมใส่ชุดยาวสีขาวมีลวดลายเมฆต่างสีเพื่อแบ่งชั้นลำดับเช่นกันและล้วนฝึกฝนคัมภีร์เคล็ดวิชากระบี่แถมเป็สำนักที่มีผู้ใช้กระบี่เก่งกาจสุดในทวีปตะวันออกอีกด้วย
บุรุษชายที่าุโที่สุดในหมู่พวกมันตอนนี้กำลังทำหน้าตาลำบากใจอยู่มองยิ้มตาเล็กคมกริบกลับไปยังชายชื่อจิ๋นอิ่งตนกล่าว
“ฮะๆ..น้องจิ๋นอิ่งเื่มันก็ผ่านมาเป็10 ปีแล้วเ้ายังไม่หายแค้นท่านรองเ้าสำนักของเราอีกรึ?..”
“เหอะ!..ถ้าตัวข้าไม่ใช่พวกพาลหาเื่ระบายความแค้นไปทั่วล่ะก็..พวกเ้าได้เป็ศพไปตั้งนานแล้วล่ะ..รู้เอาไว้ซะ!..าุโเจิ้งหู่..” าุโจิ๋นอิ่งยังคงกล่าวอย่างมีโทสะอยู่แต่ไม่สามารถระบายใส่อีกฝ่ายได้เพราะตนมาทำธุระตามคำสั่งเ้าสำนักสุสานทมิฬจึงไม่สามารถก่อเื่ทำตามใจได้
บุรุษชายที่ดูมีอายุของฝั่งสำนักกระบี่เมฆา์นั้นก็คือผู้าุโนามว่า“เจิ้งหู่” มันมีรูปร่างผอมดวงตาเล็กตี่มีหนวดที่คาง..มันให้ลูกศิษย์ของตนที่นั่งอยู่ข้างๆฝากถือกระบี่ไว้ไม่ได้เก็บถือไว้กับตัวเอง..
ตอนนี้าุโเจิ้งหู่กำลังเกลี้ยกล่อมให้าุโจิ๋นอิ่งใจเย็นลงเพราะตนก็มาที่นี่ตามคำสั่งของเ้าสำนักเหมือนกันจึงไม่สามารถที่จะตอบโต้อย่างมีโทสะกับมันได้ถึงแม้จะถูกอีกฝ่ายยั่วยุแค่ไหนก็ตาม..
าุโเจิ้งหู่เหงื่อตกคิดในใจ“ไม่คิดว่าจะบังเอิญมาเจอตัวปัญหาในที่แบบนี้เลยแถมคนของเรายังมีน้อยกว่ามันซะด้วยสิ..”
คนของสำนักกระบี่เมฆา์มีน้อยกว่าสำนักสุสานทมิฬเพียง1 คน แต่ก็ทำให้กำลังของพวกมันลดลงไปอยู่ดีเพราะสำกระบี่เมฆา์นำศิษย์หลักมา 1คนและศิษย์สายในเพียง 2 คนต่างกับสำนักสุสานทมิฬที่เอาศิษย์หลักมา 1คนแต่พาศิษย์สายในมาถึง 3 คนเลยทีเดียว..พวกลูกศิษย์ต่างก็ต้องฝืนอดทนต่อคำหยาบคายของผู้าุโจิ๋นอิ่งผู้นี้เป็อย่างมาก
เฉินหรุ่ยที่เป็เ้าของร้านตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกมันทั้ง2 สำนักอย่างเคร่งเครียด
“พวกท่านผู้าุโ..ใจเย็นลงก่อนเถอะนะ..อีกเดี๋ยวภรรยาข้าก็มาถึงแล้ว..ได้โปรดอย่าก่อเื่ขึ้นที่นี่เลยนะพวกท่านผู้าุโ”เฉินหรุ่ยกล่าวขอร้องอย่างเป็กังวลเหงื่อตกยิ่งกว่าเจิ้งหู่อีก
“ไม่ต้องห่วงหรอกข้าไม่ได้มาเพื่อตั้งใจที่จะทำแบบนั้นสักหน่อย..แต่ถ้าเกิดอีกฝ่ายจู่โจมเข้ามาก่อนข้าก็คงต้องป้องกันตัวกลับล่ะนะ..” าุโจิ๋นอิ่งกล่าวยิ้มมุมปากยั่วยุอย่างเ้าเล่ห์
“ฮ่าๆ..น้องจิ๋นอิ่งพูดอะไรแบบนั้นเล่า..พวกข้าไม่คิดจะทำร้ายพวกเ้าสักหน่อย..ฮ่าๆๆ” าุโเจิ้งหู่ยิ้มหัวเราะกล่าวพลางแอบคิดในใจ “ไอเ้าบ้านี่!..มันยังไม่หยุดอีกเหรอเนี่ย!..”
เฉินหรุ่ยเห็นแบบนี้ดูท่าจะไม่ดีแน่..จึงหันไปมองยังชาย2 คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆส่งสายตาขอร้องให้มาช่วยห้ามปรามพวกมันหน่อย..
หนึ่งคนในนั้น..คนแรกคือประมุขหลินเหิงอี้หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองเซียงหนานนี้..มันตั้งใจจะมาติดต่อซื้อโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับ9 ส่วนตามที่มีข่าวเท่านั้น..แต่ไม่คิดว่าจะได้มาต้อนรับเหล่าสำนักใหญ่ทั้ง 2 ในวันนี้..
“สวัสดีผู้าุโทุกท่านข้ามีนามว่าหลินเหิงอี้..เป็ประมุขผู้นำตระกูลหลินหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนี้..บุตรสาวข้าหลินฉีหนิงก็เพิ่งได้เข้าสำนักบุปผาเหมันต์หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่เหมือนกัน..หวังว่าพวกท่านาุโจะช่วยเอ็นดูดูแลนางเป็อย่างดีเมื่อได้พบเจอกันด้วย..”
หลินเหิงอี้กล่าวทักทายอย่างเคารพนอบน้อบให้จิ๋นอิ่งและเจิ้งหู่แถมยังพูดถึงเื่ลูกสาวตนช่วยเปลี่ยนเื่ให้พวกมันใจเย็นลงด้วย
จิ๋นอิ่งและเจิ้งหู่เมื่อได้ยินชื่อสำนักบุปผาเหมันต์เข้าก็ต้องหันมาให้ความสนใจหลินเหิงอี้ทันที..ทั้งที่ก่อนหน้าพวกมันไม่ได้คิดสนใจจะมองเลย
“ฮ่าๆ..งั้นรึๆสำนักบุปผาเหมันต์..บุตรสาวเ้าเก่งไม่เบาเลยจริงๆ!..”
าุโเจิ้งหู่ผงกหัวกล่าวออกไปด้วยความชื่นชมเริ่มใจเย็นลง..
“อืม..บุตรสาวเ้าคงมีพลังยุทธ์ธาตุเหมันต์ที่แข็งแกร่งมากเลยสินะ..ข้ายินดีกับพวกเ้าด้วยจริงๆ”
าุโจิ๋นอิ่งกล่าวชื่นชมจากใจจริงและการมีสำนักยิ่งใหญ่หนุนหลังตระกูลนั้นถือเป็เื่ที่น่ายินดีและประเสริฐมากอย่างแท้จริง..
หลินเหิงอี้เมื่อได้ยินที่เหล่าผู้าุโกล่าวตนพลันยิ้มกว้างอย่างมีความสุข“ข้าขอขอบคุณพวกท่านาุโมากที่ร่วมแสดงความยินดีกับข้าเป็อย่างยิ่ง!..”
เฉินหรุ่ยเห็นบรรยากาศเริ่มดีขึ้นแล้วเพราะหลินเหิงอี้..ตนเริ่มจะยิ้มออกแล้วจึงหันไปมองบุรุษชายอ้วนอีกคนที่อยู่ข้างหลินเหิงอี้จ้องตาพยักหน้าเหมือนให้สัญญาณว่า“ถึงตาท่านชวนพวกท่านผู้าุโคุยบ้างแล้ว!..”
บุรุษชายอ้วนท้วมผู้นี้คือบิดาของหลิวเย่สหายของเฉินอี้..นามว่า“หลิวชิ่ง” มันมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์เดียวกันกับหลินเหิงอี้..
หลิวชิ่งเดินเข้าไปกล่าวทักทายอย่างไม่เต็มใจนัก“สวัสดีผู้าุโทุกท่านข้ามีนามว่า..หลิวชิ่ง..เป็ผู้นำตระกูลหลิวหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนี้เช่นกัน..ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างสูงที่ได้พบพวกท่านในครั้งนี้!.” พอหลิวชิ่งกล่าวจบตนรู้สึกด้อยกว่าขึ้นมาพลันคิดในใจว่า “ทำไมข้าถึงไม่มีบุตรที่อยู่ในสำนักใหญ่บ้างกันนะเนี่ย!..”
าุโจิ๋นอิ่งและาุโเจิ้งหู่ต่างแค่หลับตาพยักหน้าตอบรับให้เท่านั้นไม่ได้กล่าวสิ่งใด
หลิวชิ่งเห็นท่าทางของพวกาุโสำนักใหญ่ที่ตอบสนองให้แบบนี้..ก็เริ่มทำหน้าอิจฉาหลินเหิงอี้และยังมีบุรุษชายอีกคนที่นั่งอยู่ร่วมกันกับสำนักสุสานทมิฬซึ่งคนผู้นี้ที่มีฐานะเช่นเดียวกันกับหลิวชิ่งและหลินเหิงอี้..แต่แตกต่างกับพวกมัน2 คนที่ว่าชายวัยกลางคนนี้สามารถนั่งได้อย่างไม่ติดขัดอะไร..เพราะมีคนในตระกูลของมันได้เป็ลูกศิษย์ของสำนักสุสานทมิฬมาอยู่ด้วยณ ที่นี้..
ชายวัยกลางคนที่นั่งนิ่งหลับตากอดอกอย่างสงบผู้นี้มีนามว่า“จางิ” เป็ผู้นำตระกูลจางหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองเซียงหนานนี้และบุตรชายมันก็อยู่ที่นี่..นั่งอยู่ข้างตัวใกล้กัน..มีนามว่า“จางหยวน” เป็ศิษย์สายในของสำนักสุสานทมิฬที่อยู่ระดับแก่นแท้มนุษย์ขั้น 3เป็หนึ่งในศิษย์สายในที่มีพร์มากที่สุดเลยก็ว่าได้..