ตอนที่ 35 จุดเริ่มต้น
ขณะสั่งอาหาร หลินเยี่ยเห็นหลินเหม่ยชินนำลูกน้องเข้ามาในร้านและนั่งลงไม่ไกลจากพวกเขา
หลินเยี่ยรับประทานอาหารเย็นกับยี่ยี่ต่อโดยไม่สนใจราวกับว่าพวกเขาเป็นอากาศ
ยี่ยี่ชอบปีกและน่องไก่เป็นอย่างมาก เด็กน้อยหยิบน่องขึ้นกัดพร้อมเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจนเลอะแก้ม
หลงซือหยิงเม้มปากหยิบทิชชู่ขึ้นเช็ดหน้ายี่ยี่พร้อมพูด “ยี่ยี่ กินช้า ๆ สิลูก เดี๋ยวจะสำลักเอา”
“อร่อยมากเลยค่ะ อร่อยจริง ๆ ป่าป๊ากับแม่ทูนหัวกินสิคะ” ยี่ยี่เลียปากก่อนจะแทะน่องไก่ต่อ
หลงซือหยิงยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นหน้าตาอันน่ารักของยี่ยี่
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกินไก่จนหมด หลงซือหยิงอดไม่ได้ที่จะถาม “ยี่ยี่ ระหว่างน่อง?”
"ฝีมือแม่ทูนหัวอร่อยที่สุดเลยค่ะ"
"ยี่ยี่ปากหวานจัง"
“แม่ทูนหัวอยู่กับยี่ยี่และทำอาหารดี ๆ ให้กินตลอดไปเลยนะคะ”
“ได้สิ” หลงซือหยิงเกาจมูกยี่ยี่พร้อมกล่าว “แม่ทูนหัวจะอยู่ข้างยี่ยี่เสมอ”
“แม่ทูนหัวใจดีที่สุดเลยค่ะ” ยี่ยี่โผลกอดหลงซือหยิงด้วยท่าทีประจบสอพลอ
“เจ้าเด็กน้อย” หลินเยี่ยดึงยี่ยี่กลับมาสู่อ้อมแขนพร้อมพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ในอนาคต แม่ทูนหัวต้องมีชีวิตของตัวเอง ”
แม้ไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้กับยี่ยี่ แต่หลินเยี่ยกังวลว่าหากลูกสาวพึ่งพาหลงซือหยิงมากเกินไปจะยิ่งทำให้เธอลำบากใจเมื่อต้องจากกัน
“ไม่เอา หนูไม่ยอมให้แม่ทูนหัวแต่งงาน หนูอยากให้แม่ทูนหัวอยู่กับหนูตลอดไป” ยี่ยี่เม้มปากตอบอย่างดื้อรั้น
“เมื่อผู้หญิงโตขึ้นก็ต้องแต่งงาน แม่ทูนหัวเองก็เหมือนกัน”
“งั้นก็ให้แม่ทูนหัวแต่งงานกับป่าป๊าสิคะ เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป” ยี่ยี่ครุ่นคิดครู่และเสนอ
"เอ่อ... "
หลินเยี่ยตะลึงที่จู่ ๆ ยี่ยี่พูดเช่นนี้
หลงซือหยิงไออย่างรุนแรงด้วยใบหน้าแดงก่ำ
หลงซือหยิงหูแดงด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงคำพูดไร้เดียงสาของยี่ยี่
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกยี่ยี่” หลินเยี่ยอธิบายอย่างใจเย็น “พ่อแต่งงานกับแม่แล้ว จะแต่งกับแม่ทูนหัวอีกไม่ได้”
"ทำไมล่ะคะ?"
“เรื่องนี้…” หลินเยี่ยอธิบายไม่ถูก
บางเรื่องซับซ้อนเกินไป แม้บอกไปยี่ยี่คงไม่เข้าใจ
“หนูไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ป่าป๊า หม่าม๊า และแม่ทูนหัวต้องอยู่กับหนูตลอดไป” ยี่ยี่โผกอดหลงซือหยิง
“โอเค ๆ แม่ทูนหัวจะอยู่กับยี่ยี่ตลอดไปเลย” หลงซือหยิงพูดเอาใจเด็กน้อย
เนื่องจากยี่ยี่ยังเด็ก ความจริงบางอย่างจึงไร้เหตุผล
“แม่ทูนหัวพูดแบบนี้แสดงว่ายอมแต่งงานกับป่าป๊าแล้วใช่ไหมคะ?” ยี่ยี่ถามอย่างมีความสุข
"ฉัน…"
หลงซือหยิงแก้มแดงอีกครั้ง
เธอเงยหน้ามองหลินเยี่ยก่อนจะก้มลงอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเขาเองก็ประหม่าไม่แพ้กัน
ไม่คิดเลยว่ายี่ยี่จะกลายเป็นแม่สื่อชักจูงทั้งสอง หากเย่วเหยาได้ยินเรื่องนี้คงโกรธเคืองไม่น้อย
หลงซือหยิงวางตะเกียบลงบนชามของยี่ยี่พร้อมเปลี่ยนเรื่องทันที “ยี่ยี่รีบกินสิ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย”
“ยี่ยี่อิ่มแล้วค่ะ แม่ทูนหัวกินเลย” ยี่ยี่ตบท้องก่อนจะหยิบตะเกียบยื่นให้หลงซือหยิง
“งั้นแม่กินแล้วนะ” หลงซือหยิงลูบหัวยี่ยี่อย่างเอ็นดูก่อนจะหยิบไก่เข้าปาก
ขณะที่หลงซือหยิงกำลังกินอย่างมีความสุข อันธพาลโต๊ะข้าง ๆ ราวสองสามคนผิวปากหยอกล้อเธอด้วยสายตา
หลงซือหยิงเพิกเฉยและกินต่อ
ทว่าอันธพาลเหล่านั้นกลับแสดงกิริยาน่ารังเกียจจนทำให้เธอขุ่นเคือง
เธอกัดฟันด้วยความโกรธพร้อมเบือนหน้าหนี หลบเลี่ยงสายตาอันธพาลเหล่านั้น
เหล่าอันธพาลรู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าอาจลวนลามหลงซือหยิงได้สำเร็จ พวกเขาลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะของหญิงสาว
“คนสวย ลูกโตขนาดนี้แล้วเหรอ?”
“ไม่น่าเชื่อว่าหญิงหลังคลอดจะสวยขนาดนี้ รูปร่างหน้าตาทั้งงดงามและอ่อนโยน”
“พี่ชอบเธอมาก ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะทำให้รู้สึกแบบนี้ได้ มาดื่มกันสักแก้วดีไหม?”
"..."
อันธพาลกลุ่มนี้พูดจาคุกคามหญิงสาวอย่างโจ่งแจ้ง โดยคิดว่าหลงซือหยิง ยี่ยี่ และหลินเยี่ยเป็นครอบครัวเดียวกัน
ทว่าพวกเขาไม่ได้สนใจหลินเยี่ยแม้แต่น้อย น้ำเสียงของชายกลุ่มนั้นเริ่มหยาบคายขึ้น
“พวกคุณไม่มีสิทธิ์รังแกแม่ทูนหัวของหนู” ยี่ยี่อ้าแขนออกยืนต่อหน้าหลงซือหยิง
หลงซือหยิงซาบซึ้งและอบอุ่นใจต่อพฤติกรรมของเด็กหญิงเป็นอย่างมาก
ไม่น่าเชื่อว่ายี่ยี่จะคิดปกป้องเธอ
“หนูน้อย เราชอบแม่ทูนหัวของหนูต่างหาก อยากพาเธอไปเล่นสักหน่อย” ชายผู้หนึ่งพูดขณะอันธพาลคนอื่นหัวเราะลั่น
ร้านอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
“หากรังแกแม่ทูนหัว ป่าป๊าต้องโกรธและจัดการพวกคุณแน่” ยี่ยี่พูดอย่างจริงจังต่อหน้าชายเหล่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเขาหัวเราะลั่นทันที
ชายอันธพาลหันมองหลินเยี่ยอย่างรวดเร็วพร้อมเยาะเย้ย “ตลกสิ้นดี พ่อผู้อ่อนแอเหมือนขยะนี่น่ะเหรอจะจัดการเรา ฮ่าๆๆ… ”
เมื่อพูดจบ คนกลุ่มนั้นก็หัวเราะออกมา
“ป่าป๊ายอดเยี่ยมมาก เป็นซุปเปอร์แมน ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่” ยี่ยี่พูดอย่างภาคภูมิใจ
สำหรับเด็กน้อยแล้ว พ่อมีพลังแข็งแกร่งที่สามารถปกป้องเธอ แม่ทูนหัว และครอบครัวได้
“งั้นมาลองดูกันว่าพ่อของหนูจะเก่งแค่ไหนน” ชายอันธพาลพับแขนเสื้อเตรียมจัดการหลินเยี่ย
หลินเยี่ยนั่งซดซุปด้วยใบหน้าเหยียดหยาม แสดงออกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่ไกลนัก
หลินเหม่ยชินเฝ้ามองพวกเขาและรับรู้ว่ากำลังจะมีการต่อสู้อันดุเดือดเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
บอดี้การ์ดถาม “คุณหลินครับ เราต้องช่วยหลินเยี่ยไหมครับ?”
“เดี๋ยวก่อน ฉันขอดูก่อนว่าเขามีความสามารถแค่ไหน” หลินเหม่ยชินยกมือขวาขึ้นหยุดเขา
“แต่อีกฝ่ายมีพวกเยอะ ผมว่า... ”
ความกังวลบังเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
พี่และลุงขอให้หลินเยี่ยช่วยรักษาอาการป่วยของคุณปู่ แสดงว่าพวกเขาต้องเห็นความสามารถบางอย่างในตัวชายผู้นี้ ดังนั้นเขาไม่มีทางพ่ายแพ้อันธพาลได้
“ช่างเถอะ ปล่อยเขาไป โดนสั่งสอนบางก็ดี” หลินเหม่ยชินกัดฟันเงยหน้าด้วยความโกรธ
หลินเหม่ยชินรู้สึกขุ่นเคืองเมื่อนึกถึงกิริยาท้าทายของหลินเยี่ย
หากไม่ใช่เพราะลุงและพี่สั่งไว้ว่าอย่าทำให้เขาขุ่นเคือง เธอคงสั่งให้ลูกน้องจัดการแล้ว
เนื่องจากมีคนจัดการแทนแล้ว หลินเหม่ยชินจึงนั่งดูเหตุการณ์อย่างนิ่งเฉย รอให้เขาถูกรุมจนไม่ไหวก่อนเธอจึงจะสั่งให้ลูกน้องช่วย
หากหลินเยี่ยถูกทุบตีจนยอมคุกเข่าอ้อนวอน เธอจะสั่งให้ลูกน้องช่วยเขาไว้
คิดได้ดังนี้ มุมปากเธอค่อยยกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
เธอจ้องอีกฝ่ายด้วยแววตาเปล่งประกาย รอคอยการเริ่มต้นของโชว์ที่น่าตื่นเต้น