ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่61 ชวนสาวขึ้นเรือ

    “นั่นพนักงานใหม่เหรอน่ะ เป็นชาวต่างชาติด้วย สวยชะมัด”

    “นั่นสิพี่ คราวก่อนมาไม่มีแบบนี้เลย สงสัยเป็นพนักงานใหม่ แต่ว่าเธอจะทำอาหารได้หรือเปล่า?”

    “ไม่รู้สิ แต่ถ้าหากทำไม่ได้ คุณเจมส์คงไม่ให้เข้าไปในครัวหรอก จริงไหม”

    “ก็จริงของพี่”

    มีคนสงสัยตัวตนของซิลวี่ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าขาประจํา ต้ั้งแต่ร้านหมูกระทะนายเจมส์ ติดอกติดใจรสน้ำจิ้ม ความสดและสะอาดจึงได้เข้ามาใช้บริการร้านนี้มีหอย

    ไม่นานหอยที่ถูกลวกโดยซิลวี่ถูกนำมาเสิร์ฟ

    มีใครหลายคนสงสัยว่าอาหารที่ถูกปรุงโดยชาวต่างชาติจะรสเหมือนไทยไหม เพราะคนไทยโดยส่วนใหญ่ชอบรสจัดพอสมควร ต่างจากชาวต่างชาติที่มักจะกินขนมปัง เนยถั่ว แซนวิช อะไรที่มันเลี่ยนๆ ดังนั้นจึงมีลูกค้าเก่าหลายคนมองดูโต๊ะที่ซิลวี่ปรุง

    หลังจากลูกค้าโต๊ะดังกล่าวรับประทาน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย หอยมีความสดและน้ำจิ้มรสเด็ด บวกกับการลวกหอยไม่สุกไม่ดิบเกินไป จานนี้ลูกค้าเลยบอกให้ถึง 10 คะแนนเต็ม

    ในระหว่างวันดูเหมือนเริ่มมียูทูปเบอร์เข้ามาถ่ายทำ บางคนมาทานคนเดียว มีกล้องหนึ่งตัว ขาตั้งกล้อง ไมโครโฟน พูดไปกินไปคนเดียว

    เมื่อก่อนคุณอาจมองว่าแปลก คนบ้าอะไรพูดกับกล้องคนเดียว คนที่ไปถ่ายอะไรแบบนี้ต้องมีความกล้ามากในระดับหนึ่ง ต้องไม่อายหน้าหนาเข้าไว้ จากนั้นฉีกยิ้มให้กล้อง ถ่ายทอดอารมณ์ขณะทานอาหาร

    แต่สำหรับเจมส์ลูกค้าที่ดูเหมือนยูทูปสาวสองคนทำได้ค่อนข้างแย่ พวกเธอกินไปห่วงสวยไป เห็นแล้วไม่น่าเหมาะกับสายกิน เปิดช่องรีวิวการแต่งหน้าคงเหมาะกว่า

    รีวิวอาหารแบบนี้เราต้องเอนจอยไปกับอาหาร ไม่ใช่ห่วงสวยแบบนี้ มีหวังตัดต่อคลิปเสร็จ คงถูกชาวเน็ตวิจารณ์ยับ เลวร้ายที่สุดอาจถึงขั้นปิดช่องไป

    เจมส์เฝ้ามองเงียบๆ ในขณะเดียวกันเขาสอนซิลวี่เกี่ยวกับพวกวัตถุดิบชนิดต่างๆ รวมถึงอุณหภูมิที่เหมาะกับหอยแต่ละสายพันธุ์

    ซิลวี่เป็นหุ่นโมเดลถัดไปจากแบนเนอร์ เธอเรียนรู้ได้เร็วกว่า แถมยังไม่แสดงท่าโพสต์งี่เง่า เพียงพยักหน้าแล้วทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

    การมีซิลวี่เข้ามาทำงานนับว่าเป็นความคิดที่ฉลาด แบ่งเบาภาระของตัวเจ้าของร้าน รวมถึงคนที่อยู่ในครัวอย่างเนย

    วันถัดมาเจมส์นัดรุ่นพี่ปี 3 ตามที่มิวสิคแนะนำ เป็นคาเฟ่สไตล์ริมหาด ราคาค่อนข้างสูง แต่แลกกับบรรยากาศและวิวสวยๆ นับว่าไม่แพงเลย

    “เจมส์ใช่หรือเปล่า พี่คงไม่ได้มาสายหรอกใช่ไหม”

    เจมส์เงยหน้าขึ้น มองเห็นรุ่นพี่คนสวยอยู่ในชุดไปรเวท กระโปรงยาวสีขาว รองเท้าผ้าใบเรียบง่าย ใส่หมวกสีดำ

    ด้านข้างเธอมีมิวสิคยืนอยู่ด้วย พนักงานคนสวยร้านนี้มีหอย

    เจมส์ลุกขึ้นยืน ทักทายตอบ “ไม่สายหรอกครับ ผมก็เพิ่งมา นั่งลงก่อนสิ เดี๋ยวอยากดื่มอะไรสั่งได้เลยนะ รวมถึงเธอด้วย มิวสิค”

    “ขอบคุณนะคะเจ้านาย จะกินอะไรดีนะ”

    หากเทียบกับมิวสิคที่กำลังเปิดดูเมนูของร้าน เบียร์ เจ้าของผมยาวประบ่า เริ่มถอดหมวกวางไว้บนเก้าอี้ เผยรอยยิ้มหวาน ประหนึ่งหยดน้ำค้างดวงดาว

    สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นดาวคณะวิศวกรรมอาหาร หล่อนสวยสมคำล่ำลือจริงๆ

    “พี่ได้ฟังเรื่องของเรามาจากมิวสิคเยอะเลย แต่พอมาเห็นตัวจริงก็อดตกใจไม่ได้อยู่ดี ไม่คิดเลยว่าเจ้าของร้านนี้มีหอยจะเป็นรุ่นน้องในวิทยาลัย แถมยังหล่อมากอีกด้วย”

    เจมส์หน้าตาดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เพราะเมื่อก่อนตัวเล็กแถมยังสูงเพียงร้อยหกสิบกว่า ไม่แปลกหากจะถูกมองข้าม

    แต่ด้วยตอนนี้ เซรุ่มหมายเลข 2 ทำให้ร่างกายของเจมส์แน่นขึ้น สูงขึ้น ดูสมชายชาตรี กอปรกับเครื่องเปลี่ยนสีผิวให้ขาว เขาจึงดูต่างจากเมื่อก่อนราวกับคนละคน

    “ขอบคุณสำหรับคำชมครับ พี่เบียร์เองก็สวยเหมือนอย่างที่มิวสิคเล่าให้ฟัง ไม่รู้ว่ามีแฟนหรือยัง” เพื่อให้บรรยากาศเป็นกันเองมากขึ้น บวกกับอายุอีกฝ่ายยังอยู่ในวัยไล่เลี่ย เจมส์จึงพูดหยอกเย้า

    “พี่โสดน่ะ ตั้งแต่เกิดแล้วด้วย...”

    คำพูดของรุ่นพี่ต่างคณะทำเอาชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆ

    โสดตั้งแต่เกิดงั้นเหรอ...งั้นก็แสดงว่ายังซิงอยู่น่ะสิ

    ช่วยไม่ได้ที่เจมส์ต้องหน้าแดง

    เห็นดังนั้นเบียร์เผยรอยยิ้มหน่อยนึง เริ่มสั่งเครื่องดื่มพอเป็นพิธี จากนั้นถามว่า

    “เจมส์อยากจะทำอาหารทะเลกระป๋องเหรอ”

    “ใช่ครับ ผมเลยอยากให้พี่ช่วยหน่อย ถ้าหากมันรบกวนเวลาของพี่มากเกินไป ผมยินดีจ่ายค่าเสียเวลาให้” เจมส์ไม่ได้ทำตัวเหมือนเสี่ย แต่เขารวยจริงๆ ต่างหาก

    เนื่องด้วยการเซ็นสัญญาซื้อขายกับโรงแรมอิมคันจู ทำให้เจมส์ได้เงินมาก้อนหนึ่ง ด้วยเงินจำนวนนี้มันพอให้เขาได้เปิดตัวธุรกิจใหม่ แต่ยังต้องอยู่ในขอบเขตค่อยเป็นค่อยไป

    เบียร์ยักไหล่ บอกว่า “รบกวนอะไรกัน ถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำส่งอาจารย์ก็ได้ พี่ไม่ติดขัดอะไรหรอกนะ”

    “จะดีเหรอครับ”

    “ดีสิ เพราะถึงยังไงพี่ก็เรียนด้านนี้อยู่แล้ว งานบางอย่างต้องใช้ทุนเพื่อวิจัย แต่ถ้าหากมีเจมส์สนับสนุน มันจะช่วยพี่มากเลยล่ะ อีกอย่างคือ ระหว่างงานพี่ยังได้ลองชิมแซลมอนและอาหารทะเลอื่นๆ ด้วย ไม่ดีตรงไหนละ แต่ถ้าหากเจมส์ลำบากใจ ไว้ค่อยจ่ายทีหลังก็ได้นะ” เบียร์นอกจากสวยแล้วยังเป็นคนไม่เห็นแก่เงิน สำหรับสังคมสมัยนี้ถือว่าหายาก

    เครื่องดื่มและเค้กชิ้นเล็กถูกนำมาเสิร์ฟ ระหว่างทานมื้อบ่าย พวกเขาคุยเรื่อยเปื่อย

    “อาหารกระป๋องต้องใช้เวลาในการวิจัย จริงอยู่ว่ามันเป็นเรื่องง่ายในการกักเก็บไม่ให้เสียได้หลายเดือน แต่เราต้องทำให้แน่ใจว่ารสชาติของอาหารจะเหมือนเดิมกับตอนที่ปรุงใหม่ๆ” เบียร์เริ่มบอกรายละเอียดหลังจากทานน้ำมะนาวได้หนึ่งจิบ

    “เวลาไม่ใช่ปัญหา ผมให้พี่ได้มากเท่าที่ต้องการ ขอแค่งานออกมาดีเท่านั้น ผมก็พอใจแล้ว”

    “พี่ชอบนะ เจมส์คุยง่ายดี ถ้าหากพี่ทำงานในองค์กร คงมีเดดไลน์ให้ปวดหัว”

    “ผมสบายๆ น่า อีกอย่างคือผมมีวัตถุดิบไม่จำกัด”

    “งั้นก็ดีเลย พี่จะได้กินแซลมอนเยอะๆ”

    คำพูดของเบียร์ทำเอาเจมส์อดขำไม่ได้ สรุปว่าหล่อนชอบแซลมอนมากงั้นสินะ ที่คุยกันเนี่ยดูเหมือนจะพูดเรื่องแซลมอนหลายครั้งแล้ว

    “อีกอย่างคือรสชาติของผลิตภัณฑ์ต้องอร่อยมาก ไม่งั้นต่อให้แพ็กเกจดีมากแค่ไหน เก็บได้นานหลายเดือน มันก็คงไม่มีประโยชน์ถ้าหากไม่มีคนซื้อ” เบียร์แนะถึงปัญหา

    “เรื่องนั้นพี่ไม่ต้องกังวลหรอก อาหารฝีมือเจ้านายอร่อยมาก ถ้าหากพี่ได้ลองชิมละก็ รับรองต้องติดใจ” มิวสิคบอก เป็นเพราะอดใจทนดูลูกค้ากินไม่ไหว สุดท้ายจึงได้สั่งหอยจานเล็กมาทาน เพราะแบบนั้นเลยได้รู้ว่าทำไมลูกค้าถึงติดอกติดใจ มากินบ่อยๆ หลายครั้งหลายครา

    “จริงงั้นเหรอเนี่ย อยากจะลองกินดูบ้างจัง แต่ดูเหมือนว่าอาหารแต่ละจานจะแพงมาก ไม่รู้ว่าจะมีใครใจดีเลี้ยงหรือเปล่านะ” กล่าวจบเบียร์ส่งสายตาให้เจมส์ และแน่นอนมีตาคู่สวยแบบนั้นจ้องมอง การปฏิเสธจึงเป็นไปได้ยาก

    “เดี๋ยวผมเลี้ยงพี่เอง แต่เลี้ยงหอยก็ยังไงอยู่ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ผมจะทำเป็นจำพวกแซลมอน กุ้งดอง ปูม้าดอง แต่ปัญหาคือวัตถุดิบพวกนี้ไม่ได้อยู่ในร้าน แต่อยู่บนเรือ ผมไม่รู้ว่าบ่ายวันนี้พี่ว่างไปกับผมหรือเปล่า” เจมส์เหยียดยิ้มมุมปาก เขาไม่ถือสาหากจะพารุ่นพี่ต่างคณะขึ้นเรือ

    “ไม่มีปัญหา” รุ่นพี่คนสวยยิ้มกรุ่มกริ่ม

    ไม่รู้ว่าเบียร์ไปเอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้ตอบตกลงทันที

    บางทีอาจเพราะเห็นว่าเขาเป็นเจ้านายของมิวสิค ถึงได้ตอบตกลงยอมขึ้นเรือ แต่ที่ไหนได้ ความจริงแล้วเธอขอให้มิวสิคไปด้วยต่างหาก

    เจมส์ยังมีแค่รถยนต์หนึ่งคัน นั่นคือรถกระบะตาต้าสีดำตอนเดียว พอขึ้นมานั่งสามคน ห้องโดยสารจึงค่อนข้างดูแคบ ผู้หญิงสองคนนั่งตัวเบียดกันบนเบาะ ทำเอาเจ้าของรถวัย 20 ปีรู้สึกผิด แต่ในขณะเดียวกันเขาแอบลอบยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ เพราะภาพที่พวกเธอนั่งเบียดเสียดกัน นับเป็นอาหารตาอย่างหนึ่ง

    รถขับมาถึงหาดจอมเทียน

    ลงมาจากรถ จากนั้นเดินขึ้นไปบนเรือยอร์ชที่เพิ่งมาจอดเทียบท่า โดยมีสุภาพบุรุษสวมชุดสูทสีดำเป็นคนขับเรือ

    “เป็นไงบ้างครับ ขึ้นเรือแล้วพอจะหายใจสะดวกขึ้นหรือเปล่า” เจมส์ต้องขอโทษอย่างสุดซึ้งกับการนั่งรถยนต์ที่ไม่สบายก้นอย่างแรง

    เบียร์ดูเหมือนจะเข้าใจความนัยของอีกฝ่าย หล่อนนั่งลง ปล่อยให้ลมทะเลปะทะหน้า สักพักจึงตอบ “สะดวกขึ้นเยอะเลยจ้ะ แต่ประสบการณ์บนรถก็ไม่แย่หรอกนะ”

    ประสบการณ์งั้นเหรอ...ฟังดูล่อแหลมยังไงไม่รู้นะ

    “ว่าแต่เจ้านาย เรือลำนี้เป็นของเจ้านายเหรอคะ?” มิวสิคถาม สายตาของเธอดูคาดหวังในบางสิ่ง

    สำหรับคำถามนี้เบียร์เองก็รอฟังเช่นกัน เธออยากรู้ว่าเรือสุดหรูลำนี้เป็นของใคร เพราะถ้าหากเป็นของเจมส์ มันค่อนข้างเซอไพรส์ เพราะเมื่อครู่เพิ่งนั่งรถราคาไม่ถึงล้าน แต่เรือลำนี้เป็นเรือสุดหรู นั่นจึงแสดงให้เห็นว่าอย่าดูคนที่ภายนอก

    “เรือลำนี้เป็นของผมเอง ชอบหรือเปล่า” เจมส์มีน้ำเสียงเอ้อระเหย เขาดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้อวดเบ่งว่าตัวเองรวย

    คำพูดของเจมส์ทำเอาสองสาวผงะ โดยเฉพาะเบียร์ หล่อนไม่คิดเลยว่าเจมส์จะมีเรือเป็นของตัวเอง มิน่าละเขาถึงได้มีกิจการหลายอย่าง ที่แท้ก็ลูกหลานคนรวยที่กำลังสร้างธุรกิจของตนนั่นเอง