ยอดยุทธชุดชมพู

    ตอนที่5 หนิงหรงผู้มีกายาเทพ (รีไรท์)

    ตอนที่5หนิงหรงผู้มีกายาเทพ

    “ขอเนื้อย่างเรอะ...”หนิงหรงทวนคำอย่างไม่แน่ใจ เพราะหากเป็นตามที่ได้ยินมา เจ้าตัวนี้ ร้ายกาจขนาดที่ว่า กัดกินสัตว์อสูรตัวโตกว่าลงท้องหมดภายในเวลาไม่นานมันคงเป็นตัวตะกละตัวหนึ่ง

    “ก็ใช่นะสิคิดว่าข้าที่นั่งดมกลิ่นจนน้ำลายไหลยืด คิดจะทำอะไรรึ?” กระต่ายน้อยทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นที่มันไม่เคยชิมมาก่อน “คิดว่าท่านเสี่ยวไป๋ผู้ยิ่งใหญ่ จะบุกเข้าไปในบ้านจับมนุษย์อย่างพวกเจ้ากินรึไง!” เสี่ยวไป๋กล่าว ขณะชะเง้อคอยาว มองเนื้อย่างที่พันห่อด้วยใบไม้ ที่ถูกเผาจนไหม้

    มนุษย์ต่างมองหน้ากันปรึกษากันทางสายตา ว่าควรทำอย่างไรดี เพราะกระต่ายตรงหน้ามีพลังยุทธถึงระดับยอดยุทธ ต่ำกว่ากิเลนทองเพียงขั้นเดียว....

    “จะแบ่งมันกินดีไหมเจ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งหันไปถามเจ้านาย ขณะที่สองมือยังถือดาบชี้ไปทางเจ้ากระต่ายที่อยู่ไกลออกไปนอกอาณาเขตบ้าน

    หนิงหรงยืนพิจารณาเจ้ากระต่ายน้อยขนฟู ที่ยืนด้วยสองขาหลังดวงตาเป็นประกายน้ำลายหยดลงพื้นอย่างตะกละ ก่อนจะกล่าว

    “ตามที่ข้าได้ยินมาเจ้าเป็นตัวตะกละ ที่กินสัตว์อสูรตัวโตภายในพริบตา หากนั่นเป็นความจริงข้ามั่นใจว่า เนื้อย่างที่พวกข้ามี และสมุนไพร สำหรับหมักเนื้อย่อมไม่พอให้เจ้ากินแน่นอน!”

    เสี่ยวไป๋ กระต่ายขาวขนปุยได้ยินดังนั้นก็ทำท่ากอดอก ครุ่นคิด แววตาของมันดูจริงจัง น่ารักน่าเอ็นดู

    “ข้าแค่อยากลองชิมดูก่อนหากอร่อย เนื้อพวกนี้ ข้าเชือดคอ เจ้าพวกสัตว์อสูร แถวนี้พริบตาเดียวก็ได้แล้ว”เจ้ากระต่ายโอ้อวดในความสามารถของตน

    ทว่ารอบด้านกลับไม่เหลือสัตว์อสูรแม้แต่ตนเดียว...พวกมันหนีตั้งแต่ได้ยินว่าเจ้าตัวตะกละนี่อยากกินเนื้อย่าง

    “ดูเหมือนถ้าเจ้าอยากกินอาจจะต้องใช้เวลาล่านานหน่อยนะ พวกมันหนีไปหมดแล้ว” หนิงหรงกล่าวหลังจากเห็นสัตว์อสูรทั้งหลายรีบพากันหลบหนี

    เสี่ยวไป๋เหลือบมองรอบด้านพบว่าไม่มีสัตว์อสูรให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว

    “เชอะ...ก็แค่หลบหนีไปได้ชั่วคราว หากข้าอยากจะล่าจริงไม่มีใครหนีพ้นเงื้อมมือท่านเสี่ยวไป๋ไปได้!”เจ้ากระต่ายทำเสียงโอ้อวดมั่นใจในฝีมือตนเอง

    “อืม... เจ้าชื่อเสี่ยวไป๋สินะ”หนิงหรงถามก่อนจะเห็นมันพงักหน้าหงึกหงักเหมือนบอกว่าใช่นั่นละชื่อมัน

    “ถ้างั้นข้าจะแบ่งเนื้อย่างให้เจ้าหากอยากกินเพิ่มก็ไปหาเนื้อ แล้วก็สมุนไพร กับเกลือมา” หนิงหรงออกคำสั่งไม่ได้เกรงกลัวเจ้ากระต่ายสักนิด

    เจ้าเสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วที่ถูกมนุษย์เด็กตัวน้อยออกคำสั่งแต่เพื่อของกินมันจะยอมให้แล้วกัน

    นั่งรอจนเนื้อย่างสุกได้ที่จึงเริ่มแจกจ่ายให้แต่ละคน รวมถึง ให้เจ้ากระต่ายขาว

    หนิงหรงเดินถือเนื้อย่างไปหาเจ้ากระต่าย ที่ยืนรออยู่นอกเขตบ้าน เห็นมันใช้ใบไม้วางซ้อนบนพื้นเพื่อไว้วางเนื้อย่างร้อน ๆ

    “รักสะอาดเสียด้วย...”หนิงหรงพึมพำ

    กลิ่นหอมโชยทำให้เจ้าเสี่ยวไป๋น้ำลายไหลอีกครั้งมันถูสองขาหน้าอย่างตื่นเต้น

    “คุณหนูระวังนะเจ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งที่เดินตามมาข้างๆ ร้องเตือน กลัวว่าเจ้ากระต่ายจะกระโจนใส่คุณหนูของตน

    “ท่านส่งเนื้อย่างมาให้ข้าดีกว่า”เยี่ยนเฟยกล่าวขึ้น “ข้าจะโยนใส่กองใบไม้ให้มันเองเจ้ากระต่ายตัวนี้นับว่าร้ายกาจมาก ท่านอย่าเข้าไปใกล้”

    หนิงหรงได้ยินดังนั้นก็รีบส่งเนื้อย่างให้เยี่ยนเฟยทันทีเพราะในใจ หนิงหรงเองก็หวาดระแวงเจ้ากระต่ายขาวไม่น้อย

    กลัวมันจะเห็นตนเป็นอาหารแทนเนื้อย่างเสียบไม้นี่!

    เยี่ยนเฟยโยนเนื้อย่างใส่กองใบไม้ที่เจ้ากระต่ายจัดวาง

    เจ้ากระต่ายพลันกระโดดตะครุบเนื้อย่างไว้ มันใช้กรงเล็บกรีดใบไม้ที่ห่อพันเนื้อออกทำท่าเป่าเนื้อให้หายร้อน

    สีหน้ากระต่ายเคลิบเคลิ้มพออกพอใจกับกลิ่นเนื้อย่างมันใช้กรงเล็บตวัดพริบตาเดียวเนื้อย่างก็กลายเป็นชิ้นเล็กพอดีคำเท่ากันแทบทุกชิ้นอย่างสวยงาม

    กระต่ายน้อยใช้เล็บยาวจิ้มเนื้อเข้าปากเคี้ยวจนสองแก้มพอง ท่าทางมันดูมีความสุข น่ารักน่าชัง

    “อร่อยยิ่งนัก”กระต่ายร้องบอก แววตาของมันวิบวับพึงพอใจ

    เหล่ามนุษย์ต่างกินเนื้อย่างของตนแล้วพบว่าอร่อยอย่างที่เจ้ากระต่ายพูดจริง

    ทว่าเพียงพริบตาเดียวเจ้ากระต่ายก็กินเนื้อตรงหน้าจนหมดขณะที่เหล่ามนุษย์เพิ่งจะกินไปไม่กี่คำ

    “เอาอีก!เอาอีก!”เจ้ากระต่ายขาวร้องโวยวาย หลังจากเนื้อย่างของมันหมด

    หนิงหรงที่เพิ่งกินไปไม่กี่ชิ้นพลันขมวดคิ้ว

    “เจ้ารอพวกข้ากินอิ่มก่อนแล้วจะย่างให้”หนิงหรงตะโกนบอก

    เจ้ากระต่ายกางเล็บกวัดแกว่งข่มขู่ “ข้าจะเอาเดี๋ยวนี้ย่างให้ข้า หาไม่ข้าจะกินเนื้อพวกเจ้าแทน!”

    เจ้าอันธพาลน้อย ร้องโวยวาย ข่มขู่มันติดนิสัยที่ว่า มันเป็นใหญ่ในป่ามาเสมอ ไม่มีสัตว์อสูรตนใดกล้าขัดใจมัน...

    มันออกคำสั่งกับมนุษย์และชี้หน้าหนิงหรง

    คนถูกกระต่ายชี้หน้าถึงกับกล้ามเนื้อหน้ากระตุก อุตส่าห์ใจดีแบ่งเนื้อย่างแสนอร่อยให้มันกินก่อนแต่มันกลับตอบแทนน้ำใจ ด้วยการข่มขู่จะเอาชีวิต....

    “นี่เจ้าตัวไร้มารยาท!”หนิงหรงตะโกนด่า ด้วยความโมโหที่ถูกสัตว์หน้าขนชี้หน้า

    “หากรู้ว่าเจ้าชั่วช้าทำตัวต่ำทรามอย่างที่เป็นละก็ ข้าจะไม่ให้เนื้อย่างเจ้ากินแม้แต่เศษเลยไอ้ตัวเนรคุณ!”

    เจ้าเสี่ยวไป๋ที่ถูกด่าชุดใหญ่ถึงกับอ้าปากเถียงไม่ทันปกติมีแต่มันด่าผู้อื่น น้อยครั้งที่จะมีใครกล้าด่ามัน

    “รอพวกข้ากินก่อนไม่ได้ถึงกับคิดจะกินพวกข้าหรือ เหอะ!” หนิงหรง ตวาดลั่น แผดเสียง ก้องป่า

    เหล่าองครักต่างจ้องคนกับกระต่ายที่ทะเลาะกันด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

    จะบอกว่าตลกก็ดูตลกที่เด็กกับกระต่ายเถียงกัน

    จะว่าน่ากังวลก็ใช่ เพราะเจ้ากระต่ายตัวนี้มันดันมีพละกำลังเกินรูปลักษณ์

    “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเจ้าไม่ต้องกินมันแล้ว อกตัญญู เนรคุณ!” หนิงหรงด่ากราดชุดใหญ่ ถ้าไม่เกรงว่ามันเป็นสัตว์อสูรตนคงเข้าไปกระโดดถีบเจ้ากระต่ายนี้สักที!

    กระต่ายอ้าปากค้าง ด่ากลับไม่ทันแค่มันอ้าปากเสียงด่าของอีกฝ่ายก็ดังสวนมาแล้ว!

    “แค่กระต่ายตัวหนึ่งมีความเร็วกับอาวุธที่แหลมคมก็คิดจะมาอวดเบ่งแน่จริงเจ้าก็บุกเข้ามา ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันกิเลนทองจะสั่งสอนกระต่ายโอหังอย่างเจ้าเช่นไร!”

    ที่หนิงหรงกล้าท้าทายมันเพราะทราบดีว่ากิเลนทองตัวนั้นคือผู้ปกป้องอาณาเขตบ้านนี้เป็นสัตว์อสูรหนึ่งในสี่ผู้อาวุโสของเผ่าอสูร เธอเชื่อว่ากิเลนทองจะโผล่มาทันทีหากเจ้าเสี่ยวไป๋กล้าท้าทายอำนาจของกิเลนทอง

    ‘ล้อเล่นรึไงหากข้าท้าทายอำนาจกิเลนทอง คงได้ถูกราชันเผ่าเทพอสูรสั่งเฆี่ยนหลังลายแน่!’

    กระต่ายน้อยเดิมทีแค่จะพูดจาข่มขู่ให้เด็กน้อยนี่กลัวแต่ใครจะคิดนอกจากนางไม่กลัวยังโมโหจนด่ามันยับ

    กระต่ายน้อยรีบทำหน้าเศร้าก้มหน้าอย่างสลด

    ก่อนจะ ช้อนตามองหนิงหรง บีบน้ำตาคลอเบ้าให้ดูน่าสงสาร

    หนิงหรงที่กำลังโมโหอยู่เมื่อเห็นท่าทางของมันแล้วอดนึกขำไม่ได้... ยิ่งมันปากหวานยิ่งชวนใจอ่อน

    “คนสวยท่านอภัยให้ข้าเถอะข้ามันก็แค่กระต่ายน้อย ปากจัดตนหนึ่งเท่านั้น”

    เจ้าเสี่ยวไปรีบพูดจาอ่อนน้อมมีมารยาท

    เพื่อของอร่อยมันทำได้ทุกอย่าง!

    “เฮอะมารยา” หนิงหรงมองค้อนเจ้ากระต่ายทีหนึ่ง

    เจ้ากระต่ายกะพริบตาปริบๆ น้ำตาคลอเบ้า สายตาอ้อนวอน ทำหูลู่น่าสงสาร

    จนหนิงหรงทนไม่ไหว “ก็ได้ ครั้งนี้ข้าจะยอมเห็นแก่เจ้าที่อุตส่าห์แสร้งร้องไห้”

    เจ้ากระต่ายทำหน้าตาให้น่าสงสารยิ่งกว่าเดิมทำตาปริบๆ อ้อนวอน จนสุดท้ายหนิงหรงใจอ่อนพูดว่า

    “หากอยากกินก็ไปหาเนื้อมาเพิ่มกับสมุนไพรพวกนี้ แล้วข้าจะทำให้”หนิงหรงกล่าวขณะให้เยี่ยนเฟยโยนสมุนไพรที่ต้องการใช้ให้เจ้าเสี่ยวไป๋ ไปตามหามา

    กระต่ายขาวรับสมุนไพรแล้วรีบออกไปตามหาทันที

    เสียงสัตว์อสูรร้องแตกตื่น ลั่นป่า คาดว่าเจ้าเสี่ยวไป๋คงจะกำลังไล่ล่าเหยื่อ

     

    เจ้ากระต่าย กลายเป็นแขกประจำมันแวะเวียน หาสมุนไพรใหม่ๆ และเนื้อสดใหม่มีประโยชน์บำรุงร่างกายผู้ฝึกยุทธมาให้เสมอ  นับวันทั้งสองฝ่ายยิ่งสนิทกัน จนเจ้ากระต่ายทำสัญญาเป็นพันธมิตรกัน

    แม้เจ้ากระต่ายจะโหดเหี้ยม ทว่าแท้จริงมันกลับเป็นกระต่ายน้อยขี้เหงาตัวหนึ่งมันชอบโอ้อวดก็จริง แต่มันกลับโดดเดี่ยวไร้สหายทั่วทั้งผืนป่ามีแต่ผู้หวาดกลัวยำเกรงมัน แต่ไม่มีใครเหมือนหนิงหรงที่นอกจากไม่กลัวมันแล้วยังบ้าบิ่น กล้าท้าทายมัน ทั้งๆที่ตัวเองอ่อนแอไร้พลังยุทธ

    นิสัยของหนิงหรงกับเจ้าเสี่ยวเข้ากันได้เป็นอย่างดี...เป็นพวกบ้าดีเดือดพอๆกัน

    หนิงหรงได้สมุนไพรล้ำค่าหลายชนิดจากเจ้ากระต่ายจนเวลาผ่านไป ทั้งบำรุงทั้งฝึกร่างกายสุขภาพจึงแข็งแรงพร้อมที่จะเดินลมปราณทั่วร่างเพื่อปลุกพลังยุทธ

    บัดนี้เส้นลมปราณทั่วร่างล้วนแข็งแรงพร้อมสำหรับการทะลวงเปิดทุกจุด

    สาเหตุที่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเนื่องจากพลังยุทธไม่ใช่สิ่งที่นั่งฝึกเองแล้วจะสามารถเกิดพลังปราณแข็งแกร่งไหลเวียนทั่วร่างได้เหมือนเหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายในอดีตที่แสวงหาปราณรับจากพลังธรรมชาติมาได้

    ในปัจจุบัน ปราณที่ทุกคนมีในแรกเริ่มเกิดจากการถ่ายทอดปราณจากผู้อื่นดังนั้นจะได้รับปราณอันเป็นต้นกำเนิดพื้นฐานได้มากเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าร่างกายนั้นถูกบำรุงรักษาขัดเกลามาได้ดีเพียงใด

    ดังนั้นการบำรุงร่างกายและเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแกร่งจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากหากมีร่างกายแข็งแกร่งทั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกทั่วทั้งร่างจะสามารถซึมซับปราณของผู้อื่นเข้าสู่ร่างได้มากยิ่งขึ้นทั้งสามสิ่งคือองค์ประกอบหลักของร่างกาย ที่ต้องใช้ฝึกยุทธ

    ขั้นตอนการทะลวงลมปราณต้องใช้เข็มเงินปักลงไปบนจุดสำคัญหลายจุดบนร่างกาย โดยเฉพาะ มือแขน ขาและหลังโดยให้ผู้ฝึกยุทธระดับสูงมาช่วยถ่ายพลัง เคลื่อนย้ายลมปราณของตนเข้าสู่จุดตันเถียน (กลางตัวเหนือสะดือเล็น้อย)ของผู้ถูกทะลวง

    จากนั้นใช้ปราณของตนบีบบังคับให้ปราณในจุดตันเถียนของผู้รับพลัง กระจาย ไปให้ทั่วร่างกายขั้นตอนนี้กินเวลายาวนานเกือบสามวัน เป็นขั้นตอนที่อันตรายต่อผู้ถ่ายทอดและผู้รับพลัง หากถูกรบกวนในช่วงเวลาสำคัญนี้หากไม่ตายก็ต้องพิการ

    การทะลวงลมปราณเพื่อเข้าสู่ระดับ 1 นี้เป็นเพียงการเปิดเส้นทางโคจรของลมปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่างทว่าปราณนี้กลับไม่ได้คงอยู่ตลอดไป มันจะค่อยๆ สลายไปอย่างช้าๆ ผู้รับปราณจะดูดซับไว้เป็นทุนรอนให้ตนได้มากเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของตนแล้ว...

    ในช่วงเวลาสามวันนี้ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยต่างคอยส่งคนมาสอดส่องรอข่าว ด้วยความเป็นห่วง

    หลังจากครบสามวันที่แสนยาวนานผู้ถ่ายทอดพลังสามคนที่มีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันถ่ายพลังให้หนิงหรง ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าซีดเซียวพวกเขาคือผู้มีพลังยุทธในระดับยอดยุทธ ที่ฮ่องเต้คัดสรรมาอย่างดีเป็นผู้เฒ่าผมหงอก ทว่ากับมีความสามารถสูงส่งในระดับยอดยุทธตอนปลายเข้าใกล้ระดับราชันยอดยุทธ

    ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยเสด็จมารอฟังผลการทะลวงลมปราณด้วยตัวเอง

    “ฝ่าบาทคุณหนูผู้นี้ทะลวงลมปราณได้ยากเย็นยิ่งนัก...” หนึ่งในสาม อาวุโส กล่าวด้วยสีหน้าซีดเผือดอ่อนแรง

    ทำให้ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยแสดงสีหน้ากังวลออกมาทันทีผู้ทะลวงลมปราณไม่ราบรื่นหากไม่บาดเจ็บพิการ ก็อาจจะฝึกยุทธไม่ได้ตลอดชีวิต!

    อาวุโสอีกท่านมองค้อนคนพูดชวนเข้าใจผิด ก่อนจะกราบทูล

    “ฝ่าบาท นี่ไม่ใช่ข่าวร้ายการทะลวงลมปราณไม่ราบรื่นนี้เป็นเพราะพลังของพวกเราทั้งสามคนที่ถ่ายทอดยังไม่พอจะทะลวงลมปราณให้คุณหนู ผู้มีกายาเทพ!”

    “กายาเทพ!”คนทั้งหลายที่ได้ยินต่างอุทานด้วยความแตกตื่นกายเทพคือร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดมีคุณสมบัติของร่างกายที่เพียบพร้อมจะรับพลังปราณจากธรรมชาติและดูดกลืนพลังที่ถูกส่งมอบให้ได้ทั้งหมด! เป็นร่างอันล้ำค่าที่ถูกบันทึกไว้ว่าในยุคโบราณ มีเพียงแต่ผู้ที่มีกายเช่นนี้จึงสามารถไปถึงระดับสูงสุดอย่างระดับตำนานแห่งราชันได้!

    หนึ่งร้อยปีที่ผ่ามาผู้มีกายเช่นนี้สามารถนับนิ้วได้ ในปัจจุบันผู้มีกายาเทพที่โด่งดังคือรัชทายาทของอาณาจักรเฟย เฟยหานตง ผู้มีพลังของมังกรฟ้าสถิตในร่าง

    ฮ่องเต้ยืนตกตะลึงกับข่าวดีนี้คิดไม่ถึงว่ายากิเลนทองกลับสร้างวาสนาใหญ่หลวงให้เกิดขึ้น

    ยากิเลนทองถึงจะสามารถบำรุงร่างกายให้แข็งแกร่งช่วยยื้อชีวิตคนใกล้ตายจากปากประตูผี แต่ไม่มีทางทำให้คนมีกายาเทพได้...ยกเว้นเพียงแต่ว่าคนผู้นั้นมีกายาเทพตั้งแต่แรก!

    หากวันนั้นพระองค์ไม่ได้พระราชทานยากิเลนทองให้หลานสาวเกรงว่าหนิงหรงคงจากไปพร้อมกายาเทพอันล้ำค่า

    ในที่สุดอาณาจักรของพระองค์ก็ปรากฏผู้มีอนาคตไกลขึ้นแล้วเป็นบุคคลล่ำค่าของแผ่นดิน

    “เกากงกง!”ฮ่องเต้เรียกขานขันทีคนสนิท ก่อนอีกฝ่ายก้าวเข้ามาค้อมกายเตรียมรับคำสั่ง

    “เจ้ารีบส่งคนไปนำยากิเลนทองอีกเม็ดมาให้หนิงหรงกินเพื่อช่วยทะลวงปราณในกายาเทพของนาง และออกราชโองการเรียกผู้ยุทธระดับอาวุโสที่อยู่ในเมืองหลวงทั้งหมด เพื่อมาถ่ายทอดพลังทะลวงลมปราณให้หนิงหรง

    โดยเรื่องนี้ห้ามรั่วไหลไปถึงหูคนสกุลหงเป็นอันขาด!เจ้าปล่อยข่าวออกไปว่าข้าเรียกรวมเหล่าอาวุโสเพื่อตามหาตัวยาล้ำค่าในหุบเขาอสูรเพื่อมารักษาโรคให้หนิงหรงที่ใกล้ตายแทน!”

    เกากงกง ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจยาเลือดกิเลนทองที่มีเพียงสามเม็ดกลับถูกมอบให้หงหนิงหรงไปถึงสองเม็ด ดูท่าต่อจากนี้ไป หงหนิงหรงผู้นี้คงสูงส่งเสียดฟ้า จนผู้ใดไม่อาจเตะต้องได้อีกแล้ว!

    ห้องของหนิงหรงที่เงียบมาตลอดเจ็ดวันพลันมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังขึ้นด้วยความทรมานฮ่องเต้ที่เฝ้าหน้าห้องมาตลอดเจ็ดวันถึงขั้นตั้งกระโจม นั่งตรวจฎีกาเฝ้าหนิงหรงพลันสะดุ้งตกใจ

    เสียงกรีดร้องดังยาวนานต่อเนื่องด้วยความทรมานผ่านไปกว่าครึ่งวัน เหล่าผู้ถ่ายทอดพลังนับสิบต่างเดินออกมาด้วยสภาพเหนื่อยล้าผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่ละคนแทบจะเดินไม่ไหว

    “เป็นอย่างไรบ้าง”ฮ่องเต้รีบถามขึ้นด้วยคามเป็นห่วง ขณะปราดเข้าไปช่วยประคองผู้อาวุโสท่านหนึ่งแต่คนตอบกลับเป็นคนที่เดินออกมาหลังสุด

    “ทูลฝ่าบาท”เสียงทรงพลัง เข้มแข็ง ฟังดูเหนื่อยล้าเพียงเล็กน้อยดังขึ้น เขา มีศีรษะขาวโพลนรูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางผอมแห้ง ทว่าเขากลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวพรรณผ่องใสเต่งตึงใบหน้าหล่อเหลางดงาม เป็นผู้มีหน้าตาหนุ่มแน่น แตกต่างจากผมที่ขาวโพลนแม้คนผู้นี้จะรูปงามและใบหน้าเยาว์วัย ทว่าพลังยุทธและวิชาปรุงโอสถกลับล้ำลึกยามที่เขาเดินเหินฝีเท้าเบา จนเท้าแทบไม่เตะพื้น ยามเคลื่อนไหวราวกับภูตผีเงียบงัน ไร้เสียงใดๆ น้ำเสียงยามกล่าววาจา เย็นยะเยือก ชวนให้ขนลุก

    “ดีที่มียากิเลนทองช่วยอีกแรงการทะลวงลมปราณจึงสำเร็จลุล่วง แม้ว่าต้องใช้เวลา และผู้ถ่ายทอดปราณหลายสิบคนก็ตาม”

    ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกดีที่อาวุโสผู้นี้กำลังทำธุระอยู่ในอาณาจักรฮุ่ยจึงสามารถเชิญมาช่วยเหลือหนิงหรงได้เป็นอาวุโสที่เคยช่วย องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรเฟยผู้มีกายาเทพ ทะลวงปราณทั่วร่าง

    “ขอบคุณท่านอาวุโสย่าหลงที่เมตตา ช่วยเหลือหลานสาวของข้า”

    ฮ่องเต้ประสานมือขอบคุณอย่างไม่ถือตัวเพราะคนตรงหน้าคือ แพทย์โอสถ นักปรุงยาระดังสูง และยังเป็นผู้มีพลังยุทธสูงส่งกล่าวกันว่าคนผู้นี้อาจเป็นถึงระดับ ตำนานแห่งราชัน ที่มีน้อยจนนับนิ้วมือได้ทว่าเขากลับไม่ได้ยืนยัน หรือยอมรับเมื่อมีคนกล่าวถามถึงพลังยุทธของเขา แต่ที่แน่ๆเรื่องการปรุงยาคนผู้นี้นับว่าฝีมือเป็นหนึ่งในใต้หล้าอย่างแท้จริง

    ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยเข้าไปพูดคุยกับหลานสาวที่รักของพระองค์แสดงความยินดีที่นางมีกายาเทพ และพระราชทานของอีกหลายชนิดโดยเฉพาะพวกของมีค่าที่สตรีควรมีประดับกายผ้าแพรพรรณชั้นเลิศ ก่อนจะเสด็จกลับวังหลวงพร้อมเหล่าอาวุโสหลายคนเพื่อจัดงานเลี้ยงรับรองภายใน

    ภายใต้การโกหกคนภายนอกว่าอาวุโสเหล่านี้ช่วยหาสมุนไพรวิเศษมาเพื่อใช้รักษาหงหนิงหรงที่นอนป่วยมานอนดังนั้นให้จึงทรงพระราชทานรางวัลและงานเลี้ยงให้คนเหล่านี้

    ขณะที่หนิงหรง หลังจากถูกทะลวงพลังทั่วร่างตลอดเจ็ดวันจึงได้หลับไปด้วยความเหนื่อยล้าตั้งพระอาทิตย์ไม่ตกดินยังดีที่ตลอดเจ็ดวันมียาลูกกลอนเสริมพลังที่ใช้กินแทนข้าวได้ไม่เช่นนั้นคนที่ไม่ได้กินอาหารเลยคงตายไปแล้ว!

    หลังการทะลวงลมปราณในคืนนั้นผ่านมาแล้วสองเดือนหนิงหรง ถูกฝึกอย่างหนัก

    ครึ่งวันเช้าต้องฝึกร่างกายครึ่งวันบ่ายต้องเรียนชาแพทย์ เรียนเรื่องพิษและสมุนไพรตกค่ำยังต้องฝึกเดินลมปราณให้ไหลเวียนไปสู่จุดอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เส้นเอ็นยังต้องให้ไหลเวียนไปสู่เส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอยตามลำดับจนกว่าปราณจะปกคลุมทุกอณูของร่าง การฝึกเดินลมปราณยังคงต้องทำทุกวัน

    หนิงหรงพบว่าหลังการฝึกที่เคร่งครัดไม่เคยมีวันหยุด บัดนี้รู้สึกว่าฝีเท้าของตนเบาพละกำลังมีมากขึ้น สามารถวิ่งวนรอบบ้านได้หลายสิบรอบโดยไม่เหนื่อยหอบจากร่างกายที่แค่ยกขวานสับฟืนยังไม่ขาด มาบัดนี้ สามารถใช้สองมือยกขวานสับท่อนฝืนได้มากกว่าสิบท่อน

    การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความพอใจให้กับทุกคนแม้เทียบกับคนในวัยเดียวกัน หนิงหรงยังนับว่าอ่อนแอเกินไประดับพลังยังอยู่เพียงระดับ1 ขั้นต่ำสุดของพื้นฐานเท่านั้น...

    ‘ขอเพียงไม่ลดละสักวันต้องประสบความสำเร็จ’ นั่นคือคำที่ ท่านอาวุโสย่าหลง ปรมาจารย์ด้านการปรุงยาซึ่งช่วยข้าทะลวงปราณเป็นคนสุดท้าย ได้กล่าวกับข้าไว้ เขาเคยบอกว่าผู้มีกายาเทพระดับพลังจะก้าวหน้าได้ช้า ทว่าก้าวด้วยความมั่นคง พื้นฐานของร่างกายที่แข็งแกร่งจำเป็นที่ปราณต้องใช้จำนวนมากกว่าจะเติมเต็มผ่านระดับขั้น

    รัศมีปราณที่แผ่ออกจากร่างของหงหนิงหรงตอนนี้เป็นสีขาวสว่างมองเห็นได้ชัดในเวลากลางคืนแต่เมื่อใดที่เลือนสู่ ระดับสองปราณจะเปลี่ยนเป็นเป็นสีเหลือง ทุกๆครั้งที่เกิดการเลื่อนระดับชั้นร่างกายจะแข็งเกร็งไม่สามารถขยับตัวได้ดังนั้นต้องมีผู้คุ้มกัน อีกทั้งผู้เลื่อนระดับยังต้องทำสมาธิรวบรวมปราณทั้งร่างไปรวมตัวกันที่จุดตันเถียน เหนือสะดือขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่ปราณค่อย ๆ เปลี่ยนสี