
...."แหวนธาราสวรรค์" มันคือสมบัติเซียนระดับบรรพกาล มันสามารถกักเก็บสะสมพลังปราณได้ดั่งบึงใหญ่ๆ (ราวเขื่อนในยุคปัจจุบัน) เจ้าของสามารถสะสมพลังปราณไว้มากๆเพื่อเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นหรือสำหรับวิชาเซียนขั้นสูงที่ต้องใช้พลังปราณมากๆได้ ยิ่งถ้าเป็นปราณธาตุน้ำ เล่ากันว่ามันสามารถจุสะสมพลังปราณไว้เทียบเท่าทะเลสาปขอบเขตหนึ่งเลยทีเดียว บนโลกนี้เท่าที่รู้มีเพียง 4 วงเท่านั้นและล้วนอยู่ในมือเซียนของแคว้นระดับสูงทั้งนั้น วงนี้คือวงที่ 5 ที่สำคัญคือมันถูกนำมาประมูล! หากข้าได้มันมาย่อมเกิดประโยชน์สูงมากสำหรับผู้มีปราณวารีอย่างข้า
แต่....เงินข้าไม่มีเงินพอที่จะช่วงชิงมันมาได้ ทำยังไงดี?
เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ ปราณวารี? ใช่! ข้าเพิ่งได้ "หยดน้ำสวรรค์" สมบัติประจำตระกูลหลงมานี่ หอประมูลนี้ตั้งบนน้ำ ขอลองดูหน่อยว่าข้าจะพอเรียกสัตว์ตัวใหญ่ๆสักตัวมาสร้างความวุ่นวายได้ไหม?
หลินเซียนหลับเพ่งจิตเข้าไปด้านในตนเองเพื่อเปิดใช้หยดน้ำสวรรค์ในห้วงแห่งจิตเต๋า พลังของหยดน้ำสวรรค์นั้นมีผลกับแค่สัตว์น้ำ ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีใครสัมผัสถึงคลื่นปราณนี้ได้เลย
"1 ล้านเหรียญ มีผู้ใดสู้ราคาไหม?"
"นับ 1"
หลินเซียนมีเหงื่อหยด เขาขยายวงคลื่นพลังหยดน้ำสวรรค์ออกไปไกลหลายลี้แล้ว
เจอแล้ว! เจ้านี่แหละ! รีบมาเดี๋ยวนี้!!
"นับ 2"
" 2 ล้าน!"
ชายผ้าคลุมดำถึงกับถอดสีหน้า ทุกๆคนในหอประมูลตกใจกับตัวเลขนี้มาก หันไปมองกันหมด
ผู้ที่เสนอราคานี้คือชายที่มีองครักษ์เป็นนักดาบนั่นเอง
"2 ล้านเหรียญ มีผู้ใดสู้ราคาไหม?" ปรมาจารย์กวงไห่ประกาศ
"นับ 1" .....
"นับ 2" หลายคนมองด้วยความเสียดายแต่ก็ส่ายหน้าสู้ราคาไม่ไหว
"3! ขาย!"
ชายผู้สูงสง่านั้นเดินออกไปกับองครักษ์นักดาบ เขาสวมหมวกฟางและใช้ผ้าปิดบังใบหน้าช่วงล่าง
"โครม!"
หอประมูลสั่นสะเทือน
"น.....นั่น!" ชายคนหนึ่งชี้ขึ้นไปที่หน้าต่างด้านบนหอประมูล มันช่างเป็นดวงตาขนาดใหญ่เหลือเชื่อมองเข้ามา
ปลาหมึกยักษ์ ร่างกายมันสูงใหญ่ดุจภูผา สูงกว่าเก้าจั้ง (ราวๆ 30 เมตร)
หนวดมหึมาของมันแต่ละเส้นใหญ่เทียบเท่าต้นไม้พันปี ยาวนับ หลายสิบฉือ โบกสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง
หอประมูลกลางน้ำที่ส่องแสงระยิบระยับราวปราสาทสวรรค์ บัดนี้กลับถูก หนวดมหึมานับสิบสายโอบรัดราวกับมังกรหลายตัวพันรอบเขตแดน
เพียงแรงบีบและการเขย่าเบาๆ ของมัน กำแพงหินศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการเสริมค่ายกลนับสิบชั้นกลับ แตกร้าวดังเสียงกระดูกหัก
เสียง “ครืนนน!!!” ดังกึกก้อง
หนวดเส้นหนึ่งฟาดลงใส่หลังคาหอประมูล ราวอสนีบาตกระแทกพื้นฟ้า
หลังคาที่เคยงดงามวิจิตรแตกกระจาย ปลิวว่อนราวกระดาษบางๆ
เสาไม้เซียนที่ถูกแกะสลักยันต์โบราณกว่าร้อยปี ถูกสับจนขาดสะบั้น
เศษไม้ เศษหิน และก้อนเหล็กหลอมกลายเป็นเพียงฝุ่นปลิวอยู่กลางอากาศ
หอประมูลซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง บัดนี้สั่นสะเทือนและเริ่มถล่มลงต่อหน้าต่อตา!
เหล่าผู้คนทั้งเซียนและมนุษย์ต่างส่งเสียงกรีดร้องหนีตาย
ภาพของหนวดมหึมาที่โบกสะบัดปกคลุมท้องฟ้า ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกสัตว์อสูรกลืนกิน
ปรมาจารย์กวงไห่และท่านเซียนระดับหยวนอิงทั้งสองจากลัทธิหยินหยางรีบเหาะออกไปด้านนอกเพื่อขับไล่ปลาหมึกยักษ์
ทางสะดวกแล้ว จังหวะนี้หลินเซียนรีบเอาผ้าปิดบังใบหน้า เขาสวมหมวกฟางใส่แล้วรีบกระโจนไปกลางหอประมูล เพื่อชิงแหวนธาราสวรรค์
เคร้ง! อ๊ากกก! องครักษ์นักดาบตัดแขนข้างหนึ่งลอยขาดกระเด็น
นั่นคือแขนของเซียนอาวุโสสกุลเผย เขาเองก็รีบเข้ามาแย่ง และมาถึงไวกว่าหลินเซียนเสียด้วย
ดาบของนักดาบเมื่อถูกชักออกมา มันมีปราณสีดำสนิทโพยพุ่งจนทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ
"ดาบมารทมิฬ!" เซียนอาวุโสตกใจ เขารีบเหาะหนีไปทันทีโดยไม่สนใจจะแย่งแหวนธาราสวรรค์อีกต่อไปแล้ว
นักพรตหญิงจากสำนักหิมะโปรยและชายลึกลับสวมผ้าคลุมที่กำลังจะเข้ามาเห็นดาบมาร ก็ถึงกลับผงะหันหลังหนีไปทันที
ละอองน้ำมากมายกลายเป็นควันน้ำบดบังวิสัยทัศน์นักดาบหลินเซียนเหาะพุ่งออกจากควันละอองน้ำ ดวงตาเป็นประกายปราณวารีหมุนวนรอบกายเบื้องหน้าเป็นกระบี่จากปราณวารี 10 เล่ม ดั่งสายน้ำเชี่ยวทะลักจากฟ้าสู่ทะเลกระบี่ทั้งสิบพุ่งออกไปพร้อมกัน คลื่นพลังถาโถมรุนแรงขณะเดียวกัน กระบี่จากปราณวายุอีก 2 เล่มกรีดฝ่าอากาศ สร้างพายุหมุนโอบล้อมร่างเสียงกรีดฟ้าราวสายฟ้าฟาดสะท้านสะเทือนทั้งหอประมูลที่กำลังถล่มนักดาบหันไปทางหลินเซียน ง้างดาบมารทมิฬในมือส่องแสงดำมืดคล้ายหมอกอสูรเพียงกวาดดาบครั้งเดียว คลื่นพลังมืดกลืนกินกระบี่วารีสลายไปครึ่งหนึ่ง (5 เล่ม)หลินเซียนกัดฟัน เปลี่ยนกระบี่วารีที่เหลือแตกกระจายเป็นเกล็ดน้ำเล็กๆหลายสาย ฟาดซัดเข้าใส่อีกครั้งนักดาบมารเพียงสะบัดข้อมือ ดาบทมิฬกวาดไปพลาง หมอกดำกลืนกินทุกหยดปราณเสียงปะทะ “ฉัวะ! ฉัวะ!” ดังรัว ดาบทมิฬแข็งกร้าวประหนึ่งกำแพงฟ้าดินหลินเซียนกู่ร้อง กระบี่วายุทั้ง 2 เล่มเสริมแรงหมุนวน ก่อเกิดพายุอบตัวหอบซากหินและโต๊ะไม้เข้าโจมตีทว่าเพียงคำรามหนึ่งเดียวจากนักดาบมาร พลังดาบมืดแตกซ่านสลายพายุราวกับฝุ่นละอองหลินเซียนตัวสะท้าน โลหิตเอ่อขึ้นมุมปาก เขายังฝืนร่ายกระบี่สุดท้ายพุ่งแทงตรงหัวใจทว่าดาบมารสะบัดเพียงครั้งเดียว กระบี่ก็แตกสลายเป็นละอองแรงสะท้อนมหาศาลซัดหลินเซียนกระเด็นกระแทกพื้นอย่างรุนแรงเสียง “ครืน!” ดังสนั่น กำแพงรอบหอประมูลแตกร้าวตามแรงสะเทือนเขาพยายามยันตัวขึ้น แต่เข่าอ่อนแรงจนแทบทรุดเงามืดของนักดาบมารทาบลงมาบนร่าง แววตาสะท้อนแววโหดเหี้ยมดาบมารทมิฬค่อยๆ เงื้อขึ้น แสงมืดแผ่ซ่านจนผู้ชมรอบด้านขนลุกซู่คมดาบร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว เย็นเยียบเฉียดผิวคอชั่วขณะเดียวกัน เสียงทุ้มสง่าดังก้อง“พอแล้ว!”มือขาวสะอาดเหยียดออกมาขวางกลางอากาศดาบมารทมิฬหยุดค้างตรงลำคอหลินเซียน ราวถูกตรึงด้วยพลังสวรรค์ลึกล้ำเงาร่างชายสูงสง่าในชุดยาวโบกสะบัด แววตาสงบเย็น แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันดุจสวรรค์กดทับ โลกทั้งใบเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ"เด็กหนุ่มเอ๋ย เจ้าอยากได้แหวนนี่มากจนชีวิตเจ้าไม่สำคัญแล้วหรือ?""ข....ข้า....!!" หลินเซียนกัดมุมปากจมมีเลือดออก เขาเจ็บแค้นในความไร้ความสามารถของตัวเอง ความยากจน คำว่า "ไอ้ขยะ" โผล่เข้ามาในใจอย่างกดขี่"ข้าไม่อยากเป็นขยะ!"ชายสูงสง่ามองแววตาหลินเซียน ในแววตานั้นมันมีความหมายอะไรลึกซึ้งมากมาย ก่อนที่เขาจะหยิบแหวนธาราสวรรค์ยื่นให้หลินเซียน"เจ้าเอาไปเถอะ เราให้""ท...ท่าน...ทำไม?"ชายสูงสง่าหัวเราะ "เพราะเราก็เคยเป็นขยะแบบเจ้า ฮ่าๆ"หลินเซียนทั้งซาบซึ้งทั้งประหลาดใจจนมีหยดน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว "ต....แต่....ราคาสูงขนาดนี้ ข้าไม่มีสิ่งมีค่าใดจะตอบแทนท่านได้เลย""เราไม่ชอบพูดซ้ำ จงรีบเอาไป ก่อนที่เราจะเปลี่ยนใจ!"หลินเซียนรับแหวนนั้นมา เขาโค้งคาราวะชายสูงสง่าผู้นั้น ก่อนจะเหาะออกไป
"ฝ่าบาท ทำไมท่านช่วยเขา?" นักดาบองครักษ์ถาม"เพราะแววตานั่น มันคล้ายเรามาก""ไปกันเถอะ! สถานที่นี้ไร้สิ่งอันควรค่าแก่สายตาเราอีกต่อไป”"ชายสูงสง่ากำลังจะก้าวเดินไป ก็มีของสิ่งหนึ่งวางไว้ เบื้องหน้ามันคือปิ่นหยก !!ชายสูงสง่าแสดงอาการตกใจ เขารีบหยิบปิ่นหยกนั้นขึ้นมา และก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา"ถึงจะต่ำขยะแค่ไหน ข้าก็ไม่เคยเอาเปรียบใคร แต่ทั้งตัวข้ามีเพียงสิ่งนี้ของแม่ข้าที่พอจะแลกเปลี่ยนกับท่านได้""วันหน้าหนี้ส่วนที่เหลือ ข้าจะหามาชำระคืนให้ท่านจนกว่าจะครบ ข้าสัญญา"ชายสูงสง่ามองปิ่นหยกแล้วมีหยดน้ำตาไหลออกมา"ฝ...ฝ่าบาท" นักดาบตกใจกับอาการของผู้เป็นนายเขามองไปทางทิศที่หลินเซียนมือกุมปิ่นหยกไว้ที่อกแน่น"จ....เจ้า...คือบุตรของนาง....""ใกล้เพียงคืบ แต่ไกลสุดขอบฟ้า""นั่นสิ....ทำไมเราถึงไม่รู้นะ เจ้าเหมือนนางเถึงเพียงนี้...."
