ภายใต้เงาครึ้มของพฤกษาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังลานประลอง เย่เฉินทรุดฮวบลงพิงโคนต้นไม้ใหญ่ที่ขรุขระ ลมหายใจของเขาขาดช่วงและร้อนระอุประดุจเปลวเพลิงที่พ่นออกมาจากเตาหลอมที่กำลังจะแตกสลาย โลหิตดำข้นหนืดที่กระอักออกมาเมื่อครู่ยังคงเปรอะเปื้อนอยู่ที่มุมปาก ทว่าสิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือสิ่งที่กำลังบังเกิดขึ้นภายในร่างของเขาในยามนี้
วารีทิพย์พิสุทธิ์ที่ควรเป็นโอสถสวรรค์ล้ำค่า บัดนี้กลับกลายเป็นแม่น้ำน้ำแข็งที่เยือกเย็นสุดขั้ว ไหลบ่าเข้าปะทะกับเพลิงอสูรที่ร้อนแรงดุจลาวาภูเขาไฟภายในเส้นชีพจรที่บอบช้ำ
"อึก... อาาา!"
เย่เฉินขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน กลิ่นไหม้จางๆ ลอยออกมาจากผิวหนังของเขาพร้อมกับไอน้ำที่ระเหยขึ้นมาเป็นสาย ประหนึ่งน้ำเย็นที่ถูกสาดรดลงบนเหล็กเผาไฟจนแดงฉาน ความเจ็บปวดจากการที่ร่างกายกลายเป็นสมรภูมิของสองขั้วพลังนั้นสาหัสยิ่งกว่าถูกกระบี่นับพันเล่มสับฟัน
ทว่าท่ามกลางความทรมานที่แทบจะพรากสติสัมปชัญญะ แขนขวาที่เคยพิการและแห้งเหี่ยวกลับบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอันน่าสยดสยอง ผิวหนังสีซีดที่เคยตายด้านเริ่มปริแตกและลอกหลุดออกมาประดุจเปลือกไม้แห้ง เผยให้เห็นผิวเนื้อใหม่เบื้องล่างที่มีสีเทาเข้มดุจศิลาและอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่เหนือล้ำกว่ามนุษย์สามัญ อักขระโบราณสีดำสนิทที่เคยซ่อนเร้นลึกอยู่ในกระดูกเริ่มปรากฏร่องรอยเด่นชัดขึ้นมาบนผิวหนัง มันส่องประกายสีม่วงหม่นลึกลับ ตอบรับกับพลังของวารีทิพย์อย่างหิวกระหาย
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง นิมิตบรรพกาลพลันพุ่งทะลวงเข้าสู่ดวงจิตของเย่เฉินประดุจสายฟ้าฟาด! เขาเห็นภาพแผ่นดินที่ลุกเป็นไฟ เห็นเงาร่างปีศาจยักษ์ตนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดขุนเขาที่สุมทับไปด้วยซากศพของเหล่านักพรตและจอมยุทธ์ผู้ทรงศีลนับหมื่นตน เงาร่างนั้นเพียงแค่เหยียดแขนขวาที่สลักลวดลายอักขระสีดำออกไป พลังปราณของคนทั้งหล้าก็คล้ายถูกสูบกลืนเข้าไปในฝ่ามือนั้นจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงซากแห้งกรังและความว่างเปล่า
*'ข้า... หิวเหลือเกิน...' *
เสียงกระซิบที่แหบพร่าและเยือกเย็นดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันมิใช่เสียงของมนุษย์ ทว่าคือความหิวโหยอันเป็นนิรันดร์ที่ถูกจองจำมาเนิ่นนานนับพันปี เย่เฉินเบิกตากว้าง นัยน์ตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเข้มข้นจนเกือบกลายเป็นสีโลหิต เขาล่วงรู้ได้ทันทีว่าอักขระมรณะนี้มิได้เพิ่งบังเกิดขึ้น แต่มันคือ "ตราประทับกลืนกิน" ที่ซ่อนเร้นมากับคัมภีร์เทพอสูรที่เขาครอบครอง และบัดนี้ หยาดน้ำทิพย์วารีพิสุทธิ์ได้กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขเปิดกรงขังของมันออก!
ม่านหมอกยามเย็นเริ่มโรยตัวหนาข้นปกคลุมพฤกษาโบราณจนดูพร่าเลือน ทว่าท่ามกลางความสงัดเงียบของป่าอาถรรพ์ กลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบกลับแผ่ซ่านออกมาจากเงามืด ปักษาที่เคยส่งเสียงร้องพลันพากันเงียบกริบดุจรับรู้ถึงภัยพิบัติ
สวบ... สวบ...
เสียงฝีเท้าที่เบาหวิวดุจปุยเมฆดังขึ้นจากสามทิศทาง ปิดล้อมโคนต้นไม้ใหญ่ที่เย่เฉินทรุดร่างอยู่ไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ร่างสามร่างในชุดรัดกุมสีแดงเข้มประดุจโลหิตแห้งกรังปรากฏกายขึ้นท่ามกลางสายหมอก ใบหน้าของพวกมันถูกปกปิดด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปเขี้ยวอสูรที่ดูดุดันอำมหิต
"หน่วยเขี้ยวโลหิต..."
เย่เฉินเค่นเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาที่แดงก่ำเหลือบมองผู้มาเยือนอย่างยากลำบาก เขาจำสัญลักษณ์รูปเขี้ยวบนอกเสื้อของพวกมันได้ดี พวกมันคือสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์และเหี้ยมโหดที่สุดของผู้อาวุโสหลิวหยวน หัวหน้าหน่วยสังหารก้าวออกมาเบื้องหน้า มือของมันกุมด้ามง้าวมหึมาที่พาดอยู่บนบ่า แววตาหลังหน้ากากจ้องมองสภาพอันสมเพชของเย่เฉินด้วยความโอหัง
"เย่เฉิน... เดิมทีท่านผู้อาวุโสบัญชาให้ข้าดับลมหายใจเจ้าเสีย แต่เมื่อเจ้าบังอาจกลืนกินวารีพิสุทธิ์ลงไปทั้งจอก คำสั่งจึงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย..." มันขยับง้าวลงมาปักกระแทกพื้นดินจนเกิดเสียงดังกัมปนาท "ข้าจักปลิดชีพเจ้าเสียก่อน แล้วผ่าท้องของเจ้าเพื่อรีดเอาน้ำทิพย์ที่ยังมิทันย่อยสลายกลับไปถวายท่านผู้อาวุโส!"
นักฆ่าอีกสองคนชักกระบี่สั้นที่อาบไล้ด้วยปราณสีแดงฉานออกมา ขยับเข้าหาเย่เฉินอย่างย่ามใจ ประดุจฝูงหมาป่าที่กำลังจะรุมทึ้งพยัคฆ์ที่บาดเจ็บจนสิ้นฤทธิ์
"ลงมือ!"
หัวหน้าหน่วยตวาดก้องพร้อมเหวี่ยงง้าวมหึมาขึ้นฟ้า รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานกดทับจนยอดหญ้ารอบกายเย่เฉินราบคาบ ง้าวเหล็กกล้าเล่มมหึมาจามลงมาตามแรงเหวี่ยงประดุจขุนเขาที่ถล่มลงจากเก้าชั้นฟ้า อากาศรอบด้านถูกฉีกกระชากจนเกิดเสียงหวีดหวิวแสบแก้วหู เป้าหมายของมันคือศีรษะของเย่เฉินที่ยังคงนั่งนิ่งมิไหวติง
ทว่า ในจังหวะที่คมง้าวอยู่ห่างจากกระหม่อมเพียงไม่กี่ชุ่น... เย่เฉินพลันเงยหน้าขึ้น!
นัยน์ตาที่เคยพร่ามัวบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยแสงสีทองเข้มข้นจนเกือบเป็นสีเลือด แขนขวาที่เคยพิการและห่อหุ้มด้วยปราณทมิฬสีม่วงดำถูกยกขึ้นรับคมง้าวอย่างเนิบนาบ
เคร้งงง!!!
เสียงศัสตราปะทะกับบางสิ่งที่แข็งแกร่งดุจศิลาพันปีดังกัมปนาทสะท้านป่า ฝ่ามือขวาของเย่เฉินที่บัดนี้อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสีเทาและอักขระโบราณที่เรืองแสงวาบ กลับกุมคมง้าวเหล็กกล้าไว้อย่างแน่นหนาด้วยมือเปล่า! คมศัสตราที่ควรจะบั่นคอเขากลับมิอาจระคายผิวเนื้อแม้เพียงเศษเสี้ยว
"เป็นไปได้อย่างไร!" หัวหน้าหน่วยสังหารเบิกตากว้าง มันพยายามจะกระชากง้าวกลับ ทว่าศัสตราคู่กายกลับนิ่งสนิทราวกับถูกหลอมรวมเข้ากับแผ่นดิน
ในวินาทีนั้นเอง กลิ่นอายมรณะสีม่วงดำเริ่มไหลซึมออกจากฝ่ามือของเย่เฉินเข้าสู่ตัวง้าว ความเยือกเย็นที่กัดกร่อนดวงวิญญาณแผ่ซ่านไปตามเนื้อเหล็กอย่างรวดเร็ว แก่นแท้แห่งธาตุเหล็กถูกสูบกลืน เสียงโลหะปริแตกดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะขยายตัวเป็นรอยร้าวระแหงทั่วทั้งเล่ม
ง้าวชั้นเลิศที่หลอมจากเหล็กเย็น บัดนี้กลับเริ่มสลายกลายเป็นผงธุลีสีดำละเอียดปลิวไปตามสายลมทีละน้อย เริ่มจากปลายคมง้าว ลามสู่ด้ามไม้ชิงชัน จนมาถึงมือของนักฆ่าที่สั่นสะท้านด้วยความหวาดผวา
"ศัสตรา... ศัสตราของข้า!" หัวหน้าหน่วยสังหารร้องอุทานด้วยความเสียขวัญ รีบปล่อยมือจากด้ามง้าวที่กำลังกลายเป็นผงธุลี ทะยานร่างถอยร่นออกไปไกลด้วยความตื่นตระหนกถึงขีดสุด
เย่เฉินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ แขนขวาของเขาห้อยตกลงข้างลำตัว ไอสีม่วงดำที่แผ่ออกมานั้นกลับเข้มข้นขึ้นจนบดบังแสงจันทรา "เศษเหล็กพวกนี้... มิอาจบรรเทาความหิวโหยของข้าได้เลย"
ความเงียบงันปานป่าช้าเข้าปกคลุมทั่วบริเวณชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของเหล่านักฆ่าหน่วยเขี้ยวโลหิตที่เหลืออยู่ พวกมันจ้องมองกองผงธุลีด้วยความสยดสยอง ประดุจได้เห็นภาพนิมิตแห่งขุมนรก
"หนี... หนีเร็วเข้า! มันมิใช่มนุษย์แล้ว!"
นักฆ่าคนหนึ่งร้องตะโกนเสียงหลง ทว่าก่อนที่ปลายเท้าของมันจะได้แตะพื้นเพื่อทะยานหนี แขนขวาของเย่เฉินกลับกระตุกวูบ! ร่างทะมึนพุ่งพรวดออกไปดุจเงาอสูรที่รวดเร็วกว่าสายตาของมนุษย์จะจับภาพได้ทัน ฝ่ามือขวาคว้าหมับเข้าที่ลำคอของนักฆ่าผู้นั้นอย่างแม่นยำ
แรงบีบอันมหาศาลบดขยี้กระดูกคอจนส่งเสียงลั่นโกรกกราก ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสถูกผิวเนื้อ ไอสีม่วงดำพลันพุ่งพล่านทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรของเหยื่อเคราะห์ร้าย!
เย่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด เขาพยายามจะสั่งให้มือขวาคลายออก ทว่าเขากลับพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัว เขามิอาจควบคุมแขนข้างนี้ได้เลยแม้แต่น้อย! แขนขวาของเขาเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณความหิวโหยที่ดำมืด ราวกับมันเป็นสัตว์ร้ายบรรพกาลที่ใช้ร่างกายของเขาเป็นเพียง 'ร่างทรง'
"หยุด... ข้าสั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้!"
เย่เฉินคำรามก้องในห้วงคำนึงทว่าไร้ผล ร่างของนักฆ่าที่เคยกะทัดรัดและเปี่ยมด้วยพละกำลัง กลับเริ่มเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา ผิวหนังพองซีดและยุบตัวลงประดุจซากศพที่ถูกสูบน้ำหล่อเลี้ยงจนแห้งผาก พลังปราณ โลหิต และแก่นแท้แห่งชีวิต ถูกสูบกลืนผ่านฝ่ามือขวาไหลบ่าทะลักเข้ามาในร่างของเย่เฉินอย่างตะกละตะกลาม
ในเสี้ยววินาทีนั้น เย่เฉินสัมผัสได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่ไหลวนเข้ามาในอก มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมและโอหังอย่างประหลาดที่ค่อยๆ กัดกินมโนสำนึก ความร้อนระอุจากพลังวิญญาณที่ช่วงชิงมาทำให้เขารู้สึกทรงอำนาจดุจเทพเจ้าที่สามารถบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง ทว่าความเย้ายวนของพลังนั้นกลับทำให้เขาหวาดกลัวจนร่างสั่นสะท้านถึงขั้วหัวใจ
เมื่อพลังชีวิตหยดสุดท้ายถูกสูบกลืนจนสิ้น ซากศพแห้งกรังกระแทกพื้นและแตกสลายกลายเป็นผงคลีดินในพริบตา เขามองดูฝ่ามือขวาของตนเองด้วยความขยะแขยง อักขระสีดำเริ่มขยับเขยื้อนลามสูงขึ้นมาตามท่อนแขนประดุจเถาวัลย์ปีศาจ
นักฆ่าคนสุดท้ายที่เห็นสหายกลายเป็นผงธุลีถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ปัสสาวะราดรดกางเกงด้วยความหวาดกลัวลนลาน มันโขกศีรษะลงกับพื้นดินซ้ำแล้วซ้ำเล่าอ้อนวอนขอชีวิต ทว่าแขนขวาของเย่เฉินกลับยกขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วที่อาบด้วยไอสีม่วงดำชี้ตรงไปยังเหยื่อรายสุดท้าย
"พอกันที!" เย่เฉินกัดฟันกรอด ใช้มือซ้ายที่เพิ่งสมานตัวเอื้อมไปกระชากข้อมือขวาของตนเองไว้สุดกำลัง เขาต้องใช้เจตจำนงทั้งหมดที่มีเพื่อยื้อยุดกับความกระหายของแขนตนเอง "ข้ามิใช่ทาสรับใช้ของเจ้า!"
ท่ามกลางการยื้อยุดระหว่างเจตจำนงของมนุษย์และความหิวโหยของปีศาจ นักฆ่าคนสุดท้ายอาศัยจังหวะนี้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นและวิ่งเตลิดหนีเข้าไปในเงามืดของป่าลึกดุจสุนัขจนตรอก
"พอได้แล้ว... เย่เฉิน"
น้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากหลังม่านหมอก ร่างระหงของซูหลิงเอ๋อร์ก้าวออกมาจากหลังพฤกษาใหญ่ เสียงกระดิ่งเงินที่บั้นเอวของนางดังกังวานใสแผ่วเบา คลื่นปราณอันบริสุทธิ์นั้นแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของเย่เฉิน ช่วยดึงสติสัมปชัญญะที่กำลังจะจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกให้กลับคืนมา
นัยน์ตาสีทองที่วาวโรจน์ด้วยความอำมหิตค่อยๆ หม่นแสงลงและแปรเปลี่ยนกลับเป็นสีดำขลับ ไอสีม่วงดำที่ห่อหุ้มแขนขวาพลันสลายตัวและม้วนกลับเข้าไปใต้ผิวหนังประดุจสัตว์ร้ายที่ยอมถอยกลับเข้าถ้ำ
เย่เฉินทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง หอบหายใจรวยริน ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
ซูหลิงเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้ ก้มมองดูซากศพที่แห้งกรังและกองผงธุลีเหล็กที่เคยเป็นศัสตรา ใบหน้าที่งดงามและเยือกเย็นอยู่เสมอของนางพลันซีดเผือดดุจกระดาษ
"ร่องรอยการสูบวิญญาณเช่นนี้... บันทึกโบราณของตระกูลข้ามิได้กล่าวเท็จ นั่นคือ 'หัตถ์อสูรกลืนวิญญาณ' สิ่งอัปมงคลที่เคยทำให้ทวีปนี้กลายเป็นขุมนรกเมื่อหนึ่งพันปีก่อน"
ซูหลิงเอ๋อร์ย่อตัวลงตรงหน้าเขา นัยน์ตาหงส์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม "จงฟังข้าให้ดีเย่เฉิน... เจ้าจงหาผ้ามาพันปิดบังแขนข้างนี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด ห้ามเปิดเผยพลังของมันต่อหน้าผู้ใดอีกเป็นอันขาด หากเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงแห่งยอดเขาชั้นในจับสัมผัสกลิ่นอายกลืนวิญญาณนี้ได้ เจ้าจักมิได้ถูกเพียงแค่ตามล่า... ทว่าพวกมันจะร่วมมือกันลบเจ้าออกไปจากใต้หล้านี้ทันที แม้แต่ข้าก็มิอาจกางร่มปกป้องเจ้าได้"
คำเตือนของนางแฝงความหวาดหวั่นอย่างปิดมิได้ เย่เฉินก้มลงมองแขนขวาของตนเอง บัดนี้มันมิได้บวมพองหรือเหี่ยวแห้งพิการอีกต่อไป ผิวหนังสีเทาเข้มกลับคืนสู่สภาพเรียบเนียน ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับทำให้เขาต้องขบกรามแน่น
อักขระสีดำสนิทที่เคยซ่อนเร้น บัดนี้ได้ประทับฝังลึกลงบนผิวเนื้ออย่างถาวร มันเริ่มร้อยเรียงกันจากปลายนิ้วขวา เลื้อยพันขึ้นมาตามท่อนแขน ข้ามหัวไหล่ และไปหยุดลากเส้นสายอยู่ที่บริเวณอกซ้าย... ตรงกับตำแหน่งหัวใจพอดิบพอดี
มันคือรอยสักแห่งอสูร... พันธนาการมรณะที่เริ่มรัดกุมรอบหัวใจเขาอย่างเงียบเชียบหากเขาพ่ายแพ้ต่อความหิวโหยของมันเมื่อใด รอยสักนี้คงจะกลืนกินหัวใจของเขาจนสิ้น!
[จบตอนที่ 64]