เพียงคำพูดเดียวของิจูก็ทำให้เจียงตั่วหน้าแดงก่ำแล้วใบหน้าสีเข้มของเขาดูเหมือนจะมีสีเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งอย่างชัดเจนคนในยุคนี้ค่อนข้างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เธอพยายามกลั้นหัวเราะแล้วถามอีกครั้งว่า“คุณช่วยพูดอะไรหน่อยสิคะ ถ้าไม่้าฉันแล้วฉันก็จะไม่รั้งคุณไว้หรอก”
เจียงตั่วไม่เคยเจอผู้หญิงที่พูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้มาก่อนเขารู้สึกยังไม่ค่อยชินนัก
แต่พอนึกถึงความเร่าร้อนเมื่อเช้าในห้องใต้ดินของเธอดูเหมือน... เื่นี้ก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร
ทั้งสองคนทำเื่ที่แนบชิดกันขนาดนั้นไปแล้วเขาก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อตั้งสติได้เจียงตั่วจึงพูดด้วยเสียงแหบพร่า“ฉันอยากแต่งงานกับเธอ”
“ได้ค่ะ ในเมื่อคุณยัง้าฉัน งั้นเงินสินสอดฉันไม่คืนให้แล้วนะ”
เจียงตั่วพยักหน้าจากนั้นก็ปิดปากเงียบกริบราวกับคนใบ้ ช่วยิจูทำความสะอาดปลาอย่างตั้งใจ
ทั้งสองคนกลับมาที่ห้องครัวิจูยังไม่รีบร้อนนำปลามาทำอาหารแต่กลับเอาถั่วเหลืองที่แช่ไว้เกือบครึ่งชั่วโมงมาตำในครกจนละเอียดแทน
เจียงตั่วไม่ถนัดเื่ทำอาหารเขาไม่รู้ว่าเธอตำถั่วเหลืองไปทำไมแต่เมื่อเห็นเธอนั่งอยู่หน้าเตาโค้งตัวลงอย่างลำบาก เขาก็ยื่นมือออกไปช่วยทันที“ให้ฉันช่วยเถอะ”
ิจูส่ายหน้า“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณก่อไฟเป็ไหมคะช่วยฉันก่อไฟต้มน้ำร้อนสักกาหนึ่งหน่อยสิ ฉันไม่มีเวลาแล้ว”
เธอไม่เคยใช้เตาดินแบบชนบทมาก่อนเลยไม่รู้จะก่อไฟให้เร็วได้อย่างไร
เจียงตั่วรับปากอย่างกระตือรือร้นและเริ่มลงมือทันที...
ิจูตำถั่วเหลืองไปพลางก็เรียนรู้วิธีการก่อไฟอย่างละเอียดไปด้วยดูเหมือนการก่อไฟก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น
หลังจากตำถั่วเหลืองจนเสร็จเธอก็เติมน้ำลงไปให้เจือจางเล็กน้อยจากนั้นก็ตักแป้งข้าวโพดจากถังแป้งมาหนึ่งกระบวยใหญ่ ครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำร้อนส่วนอีกครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำถั่วเหลือง ก่อนจะนำมาผสมรวมกัน พักเตรียมไว้
ระหว่างนั้นเจียงตั่วก็นำน้ำที่ต้มเดือดในหม้อเทลงในกระติกน้ำร้อนแบบเก่าสีเขียว
หลังจากิจูทำความสะอาดหม้อแล้วเธอก็ทุบกระเทียมสองสามกลีบ หั่นขิงสองสามแผ่นตักน้ำมันหมูที่เหลือไม่มากในถ้วยเคลือบออกมาหนึ่งช้อนเหล็กใส่ลงในหม้อเพื่ออุ่นน้ำมัน พอขิง กระเทียม และพริกแห้งเจียวหอมแล้วเธอก็วิ่งไปที่ไหดินเผาสีดำใบเล็กที่มุมลานบ้าน ก่อนจะตักเต้าเจี้ยวที่หมักเองกลับมาใส่ลงไปในหม้อ
บ่ายวันนี้ตอนเธอทำความสะอาดบ้านแล้วก็เห็นไหสีดำใบเล็กสองใบวางอยู่ในที่ร่ม ตอนแรกนึกว่าเป็ไหว่างแต่พอเปิดดูแล้วก็เจอเื่น่ายินดีที่คาดไม่ถึง
ไหใบหนึ่งใส่เต้าเจี้ยวอีกใบหมักผักกาดเค็ม!
ิจูเอาปลาลงในหม้อจี่ทั้งสองด้านจนสุกแล้วเติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาวสุดท้ายก็เติมน้ำลงไปเต็มกระบวยใหญ่จากนั้นก็ปั้นแป้งข้าวโพดที่ผสมไว้เป็ก้อนครึ่งวงกลมทีละก้อนแล้วแปะไว้รอบผนังหม้อ
ปิดฝาหม้อไว้แค่นี้ก็ได้ฟีลปลาตุ๋นในหม้อเหล็กแล้ว!
เธอดึงเก้าอี้ตัวเล็กข้างโต๊ะอาหารมานั่งข้างเจียงตั่วเพื่อรอให้หม้อเดือดด้วยกัน
ทั้งสองคนนั่งเงียบๆอยู่แบบนั้น มันก็ค่อนข้างอึดอัด ดังนั้นิจูจึงเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า“เื่ที่คุณจะแต่งงาน ได้ปรึกษาคนในครอบครัวบ้างหรือยังคะถ้าเกิดคนในบ้านของคุณไม่เห็นด้วยที่จะให้คุณอยู่กับฉันล่ะ?”
เธอไม่รู้ว่าเจียงตั่วเป็คนจากที่ไหนหรือครอบครัวเป็อย่างไร เพียงแต่เคยอ่านหนังสือและดูละครโทรทัศน์มาก่อนเธอรู้แค่ว่าบัณฑิตในยุคนี้หลายคนแต่งงานตั้งรกรากในชนบทหลังจากนั้นก็จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วบัณฑิตก็จะถูกส่งกลับบ้านเกิดหลังจากนั้นก็จะมีการเปิดการค้าเสรี...บัณฑิตที่แต่งงานแล้วหลายคนได้กลับเมืองหลวง สุดท้ายก็จะเลือกขอหย่าร้าง
เจียงตั่วจัดอยู่ในกลุ่มทหารอาสาที่ถูกส่งมาจากที่อื่นซึ่งไม่เหมือนกับบัณฑิต แต่ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องกลับไปอยู่ดี
เธอไม่ได้กังวลว่าในอนาคตเจียงตั่วจะขอหย่ากับเธอเพื่ออนาคตของเขาเองเพราะทั้งสองคนไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อกันการใช้ชีวิตคู่แบบนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเป็พิเศษ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหากหย่าร้างและแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน กลับจะเป็เื่ดีสำหรับิจูมากกว่า
ถ้าตอนนั้นเธอยังกลับไปโลกเดิมไม่ได้เธอก็ยังสามารถใช้ความได้เปรียบของการ ‘รู้ล่วงหน้า’เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตในอนาคตจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อทำงานสายเดิมต่อไป หรือจะทำธุรกิจก็ตาม สรุปแล้วอย่างไรเธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสวยงามด้วยตัวคนเดียว!
เจียงตั่วพูดอย่างใจเย็นว่า“เื่แต่งงานของฉัน ฉันเป็คนตัดสินใจเอง”
แม้เขาจะพูดแบบนั้นแต่ิจูรู้สึกว่าบางเื่ควรพูดให้ชัดเจนั้แ่เนิ่นๆ จะดีกว่า
“ฉันรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้... เกิดจากความผิดพลาดของฉัน ไม่ต้องห่วงนะคะฉันไม่ใช่คนที่จะรั้งใครไว้ ถ้าคุณเสียใจก็บอกเลิกกับฉันได้ฉันจะปล่อยให้คุณเป็อิสระแน่นอนค่ะ”
เจียงตั่วมองหญิงสาววัยเพียงสิบแปดปีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ...
เขาไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ออกมาการเลิกกันไม่ใช่เื่ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง มันหมายความว่าชีวิตหลังจากนั้นเธอจะต้องถูกคนอื่นนินทาได้ตลอดเวลา
แต่ตอนนี้เธอกลับพูดคำว่าเลิกกันออกมาได้อย่างสบายๆหรือว่า...
เจียงตั่วคิดอะไรบางอย่างได้แล้วถามด้วยเสียงทุ้ม “เช้าวันนี้เธอทำเื่แบบนั้นกับฉันทำไม?”
ิจูยังไม่ทันคิดก็ถามกลับไปทันที “เื่แบบไหนคะ?”
สามวินาทีต่อมาทั้งสองคนก็เงียบไป
ิจูกลืนน้ำลายลงคอนึกถึงเหตุการณ์ในห้องใต้ดินแล้วก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
แต่...
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมคนที่เธอตามหาไม่ใช่เจียงตั่วเสียหน่อย!
“นี่... เป็อุบัติเหตุล้วนๆ ฉันเองก็ไม่คิดว่าน้ำหวานแก้วนั้นสุดท้ายคุณจะเป็คนดื่มเข้าไป” เธอไม่อยากพูดมากนักจึงสรุปทุกอย่างว่าเป็อุบัติเหตุ
ทันทีที่เธอพูดจบเจียงตั่วก็นึกถึงภาพที่ิจูเอาข้าวไปให้สวีข่ายเมื่อเช้านี้ ถ้าอย่างงั้น...
น้ำหวานแก้วนั้นเธอก็เตรียมไว้ให้สวีข่ายนี่เอง!
คนที่เธอ้าคือสวีข่ายแต่เขากลับไปดื่มน้ำหวานแก้วนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้แผนการของเธอล่มไป!
สีหน้าของเจียงตั่วค่อยๆมืดลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความเงียบที่กดดัน
สรุปแล้วทุกอย่างเป็ความเข้าใจผิดแต่ทั้งสองคนก็ได้ทำเื่แบบนั้นกันไปแล้วไม่ว่าความตั้งใจแรกของเธอจะเป็อย่างไร เขาก็ต้องรับผิดชอบ!
ส่วนข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับิจูเป็เื่จริงหรือไม่เจียงตั่วก็คงทำได้เพียงค่อยๆ สังเกตไปในภายหลัง
ิจูไม่ได้คิดจะพูดในประเด็นที่ไม่ควรเจาะลึกต่อไปมากกว่านี้แล้วเธอจึงพูดขึ้นว่า “หลังจากแต่งงานแล้วคุณก็ย้ายมาอยู่กับฉันที่นี่ดีกว่าค่ะ”
เจียงตั่วไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้สร้างบ้านที่นี่ไม่ได้ และก็คงจะไม่ได้อยู่นาน
ก่อนที่เขาจะมายังคิดเื่ที่พักหลังแต่งงานอยู่เลย ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ เขาก็ไม่ควรปฏิเสธแต่เขาจะไม่มาอยู่เปล่าๆ แน่นอน
“ได้สิ หลังจากนี้ทั้งเงินเดือน คะแนนแรงงาน และคูปองต่างๆของฉันจะยกให้เธอทั้งหมด อีกอย่าง ฉันยังมีบ้านที่บ้านเกิดพอจัดการเื่ที่นี่เสร็จแล้ว ฉันจะพาเธอกลับไปที่นั่น”
ิจูได้ยินคำพูดเหล่านี้เธอก็อดจินตนาการไม่ได้ว่า บ้านเกิดของเขาอยู่ที่ไหน?ต้องจัดการเื่อะไร? กลับไปแล้วจะทำอะไร?