บทที่ 28 จิตใจปั่นป่วน
เหอจื่อชงเริ่มมีความคาดหวังรางๆในใจ จึงพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย
เมื่อมาถึงหน้าจวนสกุลเซียวเซียวหลิงเย่เห็นสองทหารยามที่เฝ้าประตูพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าที่เขามาแล้วโดนเมินเฉย จึงรู้สึกลังเลเล็กน้อย
แต่เซียวหลิงเฟิงกลับไม่ทันสังเกตความผิดปกติของน้องชายเขาเดินนำเข้าไปพร้อมกล่าวกับทหารเฝ้าประตูว่า “ข้าชื่อเซียวหลิงเฟิงนี่คือน้องชายเซียวหลิงเย่ พวกเรามาขอพบคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเซียว เซียวหลิงอวิ๋นขอรบกวนช่วยแจ้งให้นางทราบด้วย”
เซียวหลิงเย่กำลังจะอ้าปากบอกว่าเปล่าประโยชน์ควรไปลองทางประตูหลังเสียยังดีกว่า ทว่ากลับเห็นทหารยามทั้งสองตัวสั่นเล็กน้อยสีหน้าท่าทางเผยการประจบเอาใจอย่างกระตือรือร้น เชื้อเชิญพวกเขาเข้าจวนอย่างสุภาพ
“เชิญแขกผู้มีเกียรติเข้าด้านในเถิดข้าน้อยจะรีบเข้าไปแจ้งคุณหนูใหญ่ให้โดยพลัน”
เซียวหลิงเย่เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจคนสองคนที่เมื่อเช้ายังทำท่าจองหองไม่แยแส บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นคนละคน
แปลกเกินไปแล้ว!
เขาไม่รู้เลยว่าสาเหตุที่ทั้งสองเปลี่ยนท่าทีเป็นเพราะถูกเซียวหลิงอวิ๋นข่มขวัญมาหมาดๆ
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นได้รับแจ้งจากบ่าวรับใช้ว่าแขกมานางจึงให้คนเชิญเข้ามาด้านใน และเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นผู้มาเยือนนางจึงสวมหน้ากากเด็กยิ้มไว้เช่นเคย
เซียวหลิงเย่กับเซียวหลิงเฟิงเห็นนางสวมหน้ากากเช่นนี้ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
แต่เหอจื่อชงที่เห็นหน้ากากนั้นแล้วกลับแน่ใจทันทีว่านี่คือปรมาจารย์สื่อวิญญาณตามคำร่ำลือจึงประสานมือคารวะอย่างสุภาพพร้อมกล่าว “ข้าน้อยแซ่เหอขอคารวะปรมาจารย์เซียว”
เหอจื่อชงไม่ได้เอ่ยนามจริงเพราะถึงแม้เขาจะมีชื่อเสียงไม่มากแต่ก็ยังมีขุนนางผู้สูงศักดิ์จำนวนหนึ่งที่รู้จักชื่อเขาอยู่
เสียงของเซียวหลิงอวิ๋นที่ดังแว่วผ่านหน้ากากมาใสบริสุทธิ์ชวนฟัง
“เชิญนั่ง ท่านคือผู้มีวาสนาที่ยินดีจ่ายหนึ่งแสนเหรียญทองเพื่อรับคำทำนายสามครั้งกระนั้นหรือดูจากท่าทางแล้ว เงินจำนวนนี้ท่านจ่ายไม่เสียเปล่าแน่นอน”
แต่เดิมเหอจื่อชงตั้งใจจะถามว่าขอทำนายก่อนแล้วค่อยจ่ายได้หรือไม่ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เขากลับพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าพลางถามว่า
“ปรมาจารย์เซียวทราบถึงความกลัดกลุ้มของข้าหรือไม่”
เซียวหลิงอวิ๋นไม่ตอบคำนางเพียงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้เหอจื่อชงเขียนตัวอักษรลงไปหนึ่งคำอ้างว่าเป็นการทดสอบด้วยอักษร
เหอจื่อชงแม้จะไม่เข้าใจนักแต่ขณะนี้ในหัวมีเพียงเรื่องสมุนไพรของร้านเซียนเหรินถัง จึงลงมือเขียนคำว่า ‘ยา’ (药)
เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยความประหม่าโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นเห็นคำว่า‘ยา’ นางก็พยักหน้าอย่างเข้าใจพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ดูท่าความกลัดกลุ้มในใจคุณชายเหอจะเกี่ยวข้องกับพันธะสัญญาบางประการตัวอักษร ‘ยา’ มีหมวกหญ้าด้านบนสะท้อนว่าเรื่องที่คุณชายคิดหนักนั้นเกี่ยวข้องกับสมุนไพรข้าดูจากตำแหน่งโชคลาภบนใบหน้าแล้วพบเงาอัปมงคลเร้นอยู่ สีหน้าอับหม่นคุณชายเหอคงกำลังถูกคนทรยศเล่นงาน โชคดีที่คุณชายมาเจอข้าในวันนี้หากปล่อยให้เลยไปอีกหน่อย ไม่ว่าท่านจะเลือกทางใดก็คงไม่พ้นหายนะบ้านแตกสาแหรกขาดแน่นอน”
เหอจื่อชงเบิกตากว้างมองเซียวหลิงอวิ๋นอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ทั้งที่เขาเอ่ยเพียงแซ่ และเขียนคำว่า‘ยา’ เท่านั้นแต่นางกลับสามารถวิเคราะห์สถานการณ์แม่นยำได้ขนาดนี้
อีกทั้งยังพูดชัดเจนว่าหากวันนี้เขาไม่ได้มาที่นี่ ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ต้องพินาศ!
เหอจื่อชงรีบถามด้วยความตื่นตระหนกปนระมัดระวัง
“ปรมาจารย์เซียว เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไรดี ขอท่านช่วยชี้ทางสว่างด้วย”
เซียวหลิงเย่และเซียวหลิงเฟิงที่อยู่ด้านข้างต่างก็อ้าปากค้างนึกไม่ถึงว่าเซียวหลิงอวิ๋นจะทำให้เหอจื่อชงเชื่อสนิทได้ภายในไม่กี่ประโยคเพียงเท่านี้ก็สามารถโน้มน้าวใจเหอจื่อชงได้อยู่หมัด
เซียวหลิงอวิ๋นมองเหอจื่อชงด้วยแววตาสงบนิ่งก่อนเอ่ยว่า “คุณชายเหอถูกคนทรยศผลักตกเหว แต่ยังไม่ถึงกับหมดหนทางบนบกไปต่อไม่ได้ก็ลงเรือเสีย ถึงจะประสบภัย แต่หากมองให้ดี ในวิกฤตยังมีโอกาสท่านจงจำไว้ ตัวอักษร ‘จี้’ (济) คือกุญแจแห่งโชควาสนาของท่าน หลังจากออกจากจวนเจิ้นกั๋วโหวไปแล้วจงตรงไปที่ร้านจี้เหรินถัง อุปสรรคทั้งปวงจะคลี่คลาย”
เหอจื่อชงถึงกับสูดลมหายใจลึกเขารู้ในทันทีว่าเซียวหลิงอวิ๋นไม่เพียงล่วงรู้ปัญหาของเขาหากยังบอกได้ชัดเจนว่าแก่นของเรื่องคืออะไร
แต่ว่าร้านจี้เหรินถังจะช่วยได้จริงหรือร้านนั้นมีผู้ค้าสมุนไพรประจำอยู่แล้วซ้ำยังเป็นตระกูลชื่อเสียงดีอันดับหนึ่งของแคว้นฮั่วหลี ไม่สมเหตุสมผลเลยที่อยู่ๆจะเปลี่ยนคู่ค้า
แต่เหอจื่อชงก็ยังคงพยักหน้ารับคำคิดว่าจะลองทำตามที่เซียวหลิงอวิ๋นว่าไว้ก็ไม่เสียหายบางทีปาฏิหาริย์อาจมีอยู่จริง
เขาจ้องมองเซียวหลิงอวิ๋นโดยไม่กะพริบตายังคงตกตะลึงในความสามารถของนางอยู่
เซียวหลิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลึกล้ำว่า
“หมดไปหนึ่งคือทำนายเหตุ อีกหนึ่งคือหาผล ยังเหลืออีกหนึ่งคำทำนายคุณชายเหออยากรู้เรื่องใดอีกหรือไม่”
เหอจื่อชงเห็นว่ายังเหลืออีกหนึ่งคำทำนายจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ตอนนี้เขาเชื่อในตัวเซียวหลิงอวิ๋นอย่างหมดใจแล้วดังนั้นจึงใช้เวลาคิดอยู่นานกว่าจะเอ่ยถามออกมาอย่างจริงจัง
“ข้าขอกล่าวด้วยความละอาย ข้าย่างเข้าสู่วัยยี่สิบห้าแล้วแต่งงานกับภรรยามาสิบปี กลับยังไร้บุตรสืบสกุล ถือเป็นความอกตัญญูยิ่งนักข้าอยากรู้ว่า ข้ามีโอกาสมีบุตรหรือไม่”
ในความคาดหวังของเหอจื่อชงเซียวหลิงอวิ๋นค่อยๆ พยักหน้าอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางกล่าวว่า
“คุณชายเหอเป็นคนมีสติปัญญา แต่เดิมมีคนร้ายแฝงอยู่ใกล้ตัวท่าน หากปล่อยไว้ท่านจะไม่มีบุตรไปตลอดชีวิต ทว่าทันทีที่ท่านกล้าถามออกมาโชคลาภด้านบุตรหลานของท่านก็หวนคืนมาแล้ว เช่นนี้เถิด รอสักครู่ข้าจะเขียนยันต์ไว้ให้สองชุด พกติดตัวไว้ ไม่เกินหนึ่งปีเหอฮูหยินจะต้องมีข่าวดีแน่นอน”
นางลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือหยิบหมึกจูซาและกระดาษยันต์ออกมา ก่อนวาดลวดลายมังกรร่ายฟ้าอย่างว่องไวเพียงชั่วครู่ยันต์สองแผ่นที่อวลไปด้วยพลังวิญญาณก็ปรากฏขึ้น
นางพับยันต์เหล่านั้นเก็บไว้ในถุงผ้าไหมแล้วยื่นให้เหอจื่อชงที่ยังคงอึ้งตะลึงจากภาพที่เห็นเมื่อครู่
เหอจื่อชงรับยันต์มาเงียบๆเขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยันต์หรือใจตนคิดไปเองรู้เพียงว่าขณะนี้จิตใจเขากลับปลอดโปร่งขึ้นถนัดตา
เซียวหลิงอวิ๋นกล่าวต่อว่า“คำทำนายทั้งสามจบลงแล้ว เหลือเพียงการปรับดวงชะตาบริการเสริมที่ข้าสัญญาไว้ เรื่องนี้ยังไม่เร่งรีบอีกสองเดือนข้าจะไปที่จวนสกุลเหอด้วยตนเอง คุณชายเหอเห็นว่าอย่างไร”
เหอจื่อชงย่อมไม่มีเหตุผลใดจะปฏิเสธรีบพยักหน้ากล่าวขอบคุณทันที
“ข้าย่อมเชื่อมั่นในตัวปรมาจารย์เซียว ข้าจะรีบส่งคนนำหนึ่งแสนเหรียญทองมาให้ท่านขอบคุณที่ไขข้อข้องใจให้ข้า”
เซียวหลิงอวิ๋นพยักหน้าอย่างสงบแล้วสั่งให้เซียวหลิงเฟิงไปส่งแขก
เซียวหลิงเฟิงเดินไปส่งเหอจื่อชงออกจากจวนระหว่างทางยังคงตะลึงงันไม่หาย ใครจะไปคิดว่าเพียงเท่านี้น้องสาวเขาจะหาเงินได้ถึงหนึ่งแสนเหรียญทองจริงๆ!
ทันทีที่เหอจื่อชงจากไปเซียวหลิงเย่แทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นแววตาที่มองเซียวหลิงอวิ๋นเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ
เก่งเกินไปแล้วเขานับถือพี่สาวคนนี้หมดหัวใจ เงินหนึ่งแสนเหรียญ หากเป็นเขากับพี่ชายต่อให้ต้องใช้ทั้งชีวิตก็ยังหาไม่ได้ ทว่าพี่สาวเพียงใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามกลับมีคนเต็มใจจ่ายให้ด้วยศรัทธา!
พี่สาวเก่งขนาดนี้เช่นนั้นก็ต้องช่วยท่านแม่ได้แน่นอน!
ยังไม่ต้องพูดถึงเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ที่ล่วงเลยไปจนถึงช่วงค่ำแล้วก็ยังตั้งสติกลับมาไม่ได้
ทางด้านเหอจื่อชงเมื่อออกจากจวนสกุลเซียวแล้วก็รีบไปยังร้านจี้เหรินถังตามคำแนะนำของเซียวหลิงอวิ๋น
ในใจเขายังเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจแม้จะเตรียมใจไว้ว่าเข้าไปแล้วอาจไม่มีผลอะไรเลยด้วยซ้ำ
ใครจะคิดว่าเพิ่งเดินเข้าไปในร้านจี้เหรินถังที่คลาคล่ำด้วยผู้คนพนักงานก็พาเขาไปยังเรือนด้านใน ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของผู้จัดการใหญ่หนิงแห่งร้านจี้เหรินถังตบโต๊ะดังลั่นตวาดลูกน้องว่า
“พวกเจ้าว่าอะไรนะ!สมุนไพรห้าศิลาที่ต้องใช้พรุ่งนี้ส่งมาไม่ได้เพราะเรือรั่วทำให้ยาถูกน้ำเสียหายงั้นรึข้อแก้ตัวแบบนี้ใครจะไปเชื่อ! ตลอดปีนี้ เขาไม่ส่งของตามนัดมาแล้วถึงสามครั้งสองในนั้นยังคิดจะส่งของปลอมมาหลอกข้าอีก”
“ชิวจื่อเหวินผู้นี้คิดว่าร้านจี้เหรินถังของเราต้องพึ่งเขาแค่คนเดียวในการจัดหาสมุนไพรหรือไร!หรือคิดว่าพอประจบเชื้อพระวงศ์ได้แล้วจะลอยตัวไม่ต้องกลัวใคร? ไป! ไปบอกชิวจื่อเหวินว่าเขาเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจากนี้ร้านจี้เหรินถังจะยกเลิกการร่วมมือกับเขาทั้งหมด ผลประโยชน์ที่ร้านเสียไปเพราะเรื่องนี้ข้าจะให้เขาชดใช้คืนตามจำนวน!”
เหอจื่อชงได้ยินดังนั้นถึงกับตัวสะท้านหัวใจเต้นแรงแทบทะลุอก!