“อย่าเพิ่งวางใจเร็วเกินไปนัก ท่านลุงเล็กของเ้ายังอยู่ทีู่เาั์ ข้าไม่อาจจัดการกับเขาได้ แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังติดปัญหาเื่กำลังพลอยู่ก็ตาม แต่เ้าควรจะเตรียมรับมือกับเขาเอาไว้!!”
หวัง จูเหยียน กล่าว
หวัง ชง รู้สึกปวดหัวขึ้นมาไม่น้อย นับเป็ปัญหาสำหรับตระกูลใหญ่และมั่งคั่งอย่างยิ่งทีเดียว หากว่ามีเื่ใดเกิดขึ้นคนอื่นๆ ภายในตระกูลต่างก็จะมองหาคำอธิบายในทันที
“ข้าจะหาทางเอง!!”
หวัง ชง กล่าวพลางคร่ำครวญถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะทายาทตระกูล หวัง ที่ไม่เอาไหนได้ฝังลึกอยู่ในใจคนอื่นๆ มากเกินไป แม้ว่าในครั้งนี้เขาจะทำไปเพื่อตระกูลก็ตาม แต่ท่านลุงเล็กของเขาไม่ได้รับรู้ความจริงในข้อนี้ และเขาก็แตกต่างจาก หวัง จูเหยียน ซึ่งเขาไม่มีทางเชื่อใจ หวัง ชง อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีโอกาสสำหรับเขา หากว่าเขาปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยื้อออกไปนานมากพอ ความจริงทั้งหมดก็จะถูกเปิดเผย ในตอนนั้นเขาก็จะไม่มีปัญหาแม้แต่นิดเดียว
หวัง จูเหยียน พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
“จริงสิ!! ทำไมเ้าถึงออกมาจากหอตรวจการณ์ต้าหลี่พร้อมกับภิกษุต่างถิ่นเช่นนั้น!?”
จู่ๆ หวัง จูเหยียน ก็โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน พลางจ้องมองไปที่ หวัง ชง เขม็ง
“ไม่ใช่ว่าเ้าไปที่หอตรวจการณ์เพราะมีเื่อะไรอีกหรอกนะ!?”
“ไม่!! ไม่มีเื่อะไรแน่นอน!!”
เมื่อได้ยิน หวัง จูเหยียน กล่าวออกมาเช่นนั้น หวัง ชง ก็ไพล่มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังศีรษะ พร้อมกับเอนกายพิงพนักอย่างผ่อนคลาย แต่เดิมแล้วเขา้าไปพบลูกพี่ลูกน้องของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือในเื่นี้เช่นกัน แต่ทว่ามันย่อมเป็การดีกว่าเมื่อนางกล่าวถามออกมาด้วยตัวเอง
“ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้วเ้าไปที่หอตรวจการณ์ต้าหลี่ทำไม!?”
หวัง จูเหยียน ตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง นางจึงกล่าวถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดุดันขึ้นมากกว่าเดิม
หอตรวจการณ์ต้าหลี่คือสถานที่ที่ใช้พิจารณาคดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ปัญหาใดๆ ทุกอย่างจะถูกตัดสินที่นั่น เป็ไปได้ไหมว่าน้องชายของนางคนนี้ จะก่อปัญหาขึ้นอีกครั้ง!? ทั้งๆ ที่ปัญหาระหว่างตระกูล เหยา ยังไม่จบลงเช่นนี้หรือ!?
คิดมาถึงจุดนี้ หวัง จูเหยียน ก็ยิ่งจ้องเขม็งไปที่ั์ตาของ หวัง ชง อย่างดุดัน ราวกับว่านางกำลังจ้องมองไปที่ตัวซวยประจำตระกูลก็ว่าได้
“มันก็...จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก ข้าเพียงแค่ติดเงินพวกเขาเท่านั้น!!”
หวัง ชง กล่าวพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
“เ้าเป็หนี้พวกเขาจริงรึ!?”
หวัง จูเหยียน กล่าวถามออกมาด้วยความเคลือบแคลง
“มันเป็เื่จริง!!”
หวัง ชง กล่าวตอบอย่างหนักแน่น
“ฮู่วว......!!”
เมื่อได้ยินว่า หวัง ชง เพียงแค่เป็หนี้พวกเขา หวัง จูเหยียน ก็ถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะกล่าวถามออกมาว่า “เ้าเป็หนี้พวกเขาเท่าไหร่!? สิบตำลึงเงิน หรือยี่สิบตำลึงเงิน!?”
ขณะที่กล่าวออกมาเช่นนั้น มือข้างหนึ่งของนางก็เลื่อนไปหยิบก้อนเงินออกมาสองถึงสามก้อน
“นี่.......ข้าเกรงว่าเท่านี้มันจะไม่พอ!!”
หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยความอึดอัด
“เท่าไหร่!? อย่าบอกนะว่าเ้าติดหนี้พวกเขาเป็ตำลึงทอง!?”
หวัง จูเหยียน ประหลาดใจไม่น้อย แต่นางก็ยังคงเปิดพื้นที่นั่งออก และหยิบก้อนทองออกมา บิดาของนางเป็ลูกชายคนโตของตระกูล หวัง ดังนั้นหากเทียบกันแล้ว ครอบครัวของนางจึงร่ำรวยกว่าครอบครัวของเขาไม่น้อย
หวัง ชง ส่ายศีรษะอีกครั้ง
“นี่เ้าไม่ได้ติดหนี้เพียงแค่สิบหรือยี่สิบตำลึงทองงั้นรึ!?”
“ร้อยตำลึงทองงั้นรึ!?”
“หวัง ชง!! เ้าอย่าบอกข้าว่าเ้าเป็หนี้พวกเขาเป็พันตำลึงทองนะ!!”
……….
หลังจากที่กล่าวถึงเงินจำนวนนี้ออกมา หัวใจของ หวัง จูเหยียน ก็สั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรง หนึ่งพันตำลึงทองนั้นมากพอที่จะทำให้ตระกูล หวัง ร่วงหล่นสู่ความยากจนได้ด้วยซ้ำ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามขายทรัพย์สินของตระกูล หวัง ออกไป ก็ยังเป็เื่ยากที่จะรวบรวมเงินจำนวนนี้มาได้
“ไม่ใช่แค่นั้น!! แต่มันเป็เก้าหมื่นตำลึงทอง!!”
หวัง ชง ส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับยื่นฝ่ามือออกมาแสดงให้เห็นว่ามันเป็เงินก้อนใหญ่มาก
“อะไรนะ!!”
ร่างกายของ หวัง จูเหยียน สั่นสะท้าน ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็สีขาวซีด แม้ว่าครั้งแรกที่นางได้ยินว่า หวัง ชง ได้สร้างปัญหาให้กับบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา นางก็เพียงแค่โกรธขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินว่า หวัง ชง เป็หนี้ถึงเก้าหมื่นตำลึงทองเช่นนี้ มันก็ทำให้นางสูญเสียความสงบ สติแทบขาดสะบั้น
พวกเขาจะสามารถรวบรวมเงินจำนวนมากเช่นนั้นได้อย่างไร!? แม้ว่าพวกเขาจะขายทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหวังไปก็แล้วก็ตาม
ทั้งหมดคงได้เงินกลับมาไม่ถึงหมื่นตำลึงทองด้วยซ้ำ
“ฮ่าๆ!! พี่หญิงรอง ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น!! ข้าจะไปเป็หนี้คนอื่นได้อย่างไร!?”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เ็าของ หวัง จูเหยียน และรู้สึกเหมือนนางกำลังด่าทอเขาอยู่ หวัง ชง ก็รีบลุกขึ้นและหัวเราะตัวงอทันที
“เ้าแค่ล้อเล่นงั้นรึ!?”
หวัง จูเหยียน ตกตะลึงไม่น้อย “เ้าจะบอกว่าไม่ได้เป็หนี้พวกเขาใช่ไหม!?”
“ถูกต้อง!!”
หวัง ชง โบกมือไปมาพลางหัวเราะ
“เ้าเด็กเหลือขอ!! มันจะดีกว่าหากเ้าไม่เอาแต่เล่น!! ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเ้าซะ!!”
หวัง จูเหยียน โพล่งออกมาด้วยความโกรธ ขณะเดียวกันนั้นความตึงเครียดภายในหัวใจของนางก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
น้องชายของนางคนนี้ให้นางเป็กังวลอย่างมาก นางกลัวว่าเขาจะเป็หนี้ผู้อื่นหัวโต
“อย่างไรก็ตาม ข้ามีเื่อยากจะขอความช่วยเหลือจากพี่หญิงรอง ภิกษุต่างถิ่นทั้งสอง้าถลุงโลหะบางอย่าง แต่ว่าเนื่องจากอยู่ในต่างถิ่นเช่นนี้พวกเขาจึงไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ ข้าเห็นว่ามันเป็การค้าที่น่าจะทำกำไรได้ดี ข้าจึงเสนอตัวช่วยพวกเขา พี่หญิงรอง ท่านเป็คนกว้างขวางในเมืองหลวง ท่านจะช่วยแนะนำช่างตีเหล็กให้ข้าได้ไหม!?”
หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
ช่างตีเหล็กเป็อาชีพที่แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ มาก พวกเขาสามารถทำให้เหล็กกลายเป็สิ่งที่สวยงาม และสิ่งที่อันตรายได้ในเวลาเดียวกัน
นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้สถานะของช่างตีเหล็กนั้นสูงส่งกว่าคนทั่วไปมาก และคนทั่วๆ ไปก็ไม่อาจว่าจ้างพวกเขาได้เช่นกัน ดังนั้น หวัง ชง จึงได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้กับลูกพี่ลูกน้อง หวัง จูเหยียน คนนี้ไป อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีบางส่วนที่เขาไม่อาจบอกกับนางได้อยู่ดี
“เ้าพาภิกษุต่างถิ่นทั้งสองไปที่หอตรวจการณ์ต้าหลี่เพราะเื่นี้รึ!?”
หวัง จูเหยียน กล่าวถามออกมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
“ท่านคิดว่าจะมีเื่อื่นอีกหรือ!?”
หวัง ชง กล่าวตอบด้วยคำถาม
“หากว่าเป็เื่นี้ก็ไม่มีปัญหา พี่หญิงรองคนนี้จะช่วยเ้าเอง!!”
หวัง จูเหยียน หยุดเล็กน้อยพร้อมกับมองไปที่ หวัง ชง ด้วยความประหลาดใจ
“เ้าสารเลวน้อย ข้าไม่คิดเลยว่าที่เ้าออกมาข้างนอกเช่นนี้เพราะ้ามาหารือเื่นี้กับภิกษุต่างถิ่นทั้งสอง!!”
การที่ หวัง ชง ้าแสวงหากำไรนั้นนางไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด อีกทั้งมันยังแสดงให้เห็นอีกว่าน้องชายของนางเติบโตขึ้นไปอีกก้าวแล้ว
“ฮี่ๆ!! พี่หญิงรอง นี่เป็คำถามที่ท่านควรจะถามใจท่านเองมากกว่า!! เอาล่ะ ท่านคงจะยุ่งมากแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า!!”
หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มพลางเปิดประตูของรถม้า และะโออกไปทันที โดยที่มีเสียงของ หวัง จูเหยียน ดังไล่หลังเขามา
“เ้าเด็กเหลือขอ!! เ้าควรทำตัวให้ดีกว่านี้หน่อย อย่าได้สร้างปัญหาขึ้นอีกละ!!”
“ข้าเข้าใจแล้ว!!”
หวัง ชง หันหน้ากลับมาทางรถม้าพร้อมกับะโขึ้น ขณะที่โบกมือไปมาเล็กน้อย
หวัง ชง หันหลังกลับเมื่อเห็นว่ารถม้าของลูกพี่ลูกน้องห่างออกไปจนสุดสายตาของเขาแล้ว
“ดูเหมือนว่าข้าคงต้องระวังเื่นี้ให้มากขึ้น!! แม้ว่านางจะเป็คนแข็งแกร่ง และกล้าหาญ แต่ทันทีที่นางได้ยินจำนวนหนี้ของข้ามันก็ทำให้นางตะลึงจนตาค้างทันที หากข้าบอกนางว่านั่นเป็ความจริง และการที่ข้าไปที่หอตรวจการณ์ต้าหลี่ก็เพื่อทำสัญญาเื่นี้ นางคงจะไม่ปล่อยข้าไว้!?”
หวัง ชง ครุ่นคิด
เงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองนั้น เขาตั้งใจจะบอกกับนางอย่างตรงไปตรงมา แต่นับว่าโชคดีอย่างมากที่เขารีบเปลี่ยนคำพูดออกมา เมื่อเขาพบว่าสถานการณ์เริ่มแย่ลง
ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงเผชิญกับปัญหาใหญ่อีกครั้ง
หลังจากยืดร่างกายเล็กน้อยแล้ว หวัง ชง ก็กลับไปที่รถม้าของเขาซึ่งรออยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ทันที
“นายน้อย!!”
เมื่อเขาเปิดประตูรถม้าใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏออกมาทันที พวกเขาก็คือ เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง ก่อนหน้านี้ หวัง จูเหยียน ได้บอกให้พวกเขากลับไปก่อนโดยไม่ต้องรอ แต่จากสิ่งที่เป็อยู่ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ได้กลับไปก่อนเท่านั้น แต่ยังลอบตามหลังรถม้าของ หวัง จูเหยียน มาอย่างลับๆ อีกด้วย
“อืม!!”
หวัง ชง พยักหน้าเล็กน้อย เขาไม่ได้แปลกใจกับการปรากฏตัวของผู้พิทักษ์ทั้งสองแต่อย่างใด
“ไปที่โรงเตี๊ยมแปดเทพ!!”
***** เพี๊ยะ *****
เสียงแส้ดังขึ้นพร้อมกับที่รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไปตามเส้นทางโดยที่ไม่ใช่เส้นทางเดียวกับที่ หวัง จูเหยียน มุ่งหน้าไป แต่มันเป็เส้นทางที่นำไปยังโรงเตี๊ยมแปดเทพ
..........
โรงเตี๊ยมแปดเทพนั้นมีความงดงาม และความสว่างสดใสยิ่งกว่าโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลจนไม่อาจนำมาเทียบกันได้
สำหรับคนทั่วไปแล้ว ที่นี่เป็สถานที่ที่พวกเขาทำได้เพียงมองเข้ามาด้วยความชื่นชมเท่านั้น
เหตุผลที่เป็เช่นนั้น มันเป็เพราะว่าโรงเตี๊ยมแปดเทพไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปได้
ภายในต้าถังมีเพียงบุตรหลานของตระกูลที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าไปได้ มันเป็สัญลักษณ์ของความมั่งคั่งประจำเมืองหลวงก็ว่าได้
ต้องบอกว่าแม้แต่องค์ชาย และองค์หญิง แห่งราชวงศ์ บางครั้งก็จะมาประทับที่นี่ด้วยซ้ำ
ภายในโรงเตี๊ยมแปดเทพนั้นถูกแบ่งออกเป็ระดับชั้นอย่างชัดเจน แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วภายในนั้นจะเป็เหล่าเด็กๆ จากหลายๆ ตระกูลก็ตาม แต่พวกเขาก็จะถูกแบ่งออกตามชนชั้นที่พวกเขาถือกำเนิดเป็แวดวงเล็กๆ แตกต่างกันออกไป
คนต่างแวดวงกันนั้นจะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน หวัง ชง ที่ได้รับอิทธิพลมาจากโลกที่เขาจากมานั้น ไม่ชื่นชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้มากที่สุด
หลังจากที่มาที่นี่เพียงสองถึงสามครั้งใน่ชีวิตที่แล้ว เขาก็ไม่ได้มาที่นี่อีกเลย เขาไม่้าสหายที่มีลักษณะนิสัยเช่นนั้น
เหตุที่ หวัง ชง ออกไปเที่ยวเตร่กับ หม่า โจว และคนอื่นๆ ก็เป็ผลมาจากเหตุผลนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันนั้นแตกต่างกันออกไป เงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองนั้นไม่ใช่จำนวนเล็กๆ น้อยๆ หากว่าเขา้าระดมเงินให้ได้มากเช่นนั้นเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการแจกจ่ายแร่ไฮเดอราบาดมานั้น มันก็ไม่มีที่ใดที่เหมาะสมไปกว่าเหล่าคุณชายและคุณหนู ที่มายังโรงเตี๊ยมแปดเทพแล้ว
“นายน้อย ชง พวกเรามาถึงแล้ว!!”
ในขณะที่เขกำลังจบไปกับห้องความคิดอยู่นั้น เสียงของ เสิน ไห่ ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
หัวใจของ หวัง ชง สั่นสะท้านขึ้นขณะที่เขากลับสู่ความเป็จริง เมื่อรถม้าได้หยุดลงที่จุดหมาย
“รออยู่ที่นี่ ข้าจะเข้าไป!!”
หวัง ชง กล่าวพร้อมกับเปิดประตู และก้าวออกไปทันที
“โรงเตี๊ยมแปดเทพ!!”
หวัง ชง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เขามองเห็นโครงสร้างขาดใหญ่ราวกับูเาที่ฉาบไปด้วยสีม่วงแดง จริงๆ แล้วมันเป็ตำหนักสูงที่โอบล้อมไปด้วยลานกว้าง
แต่ทว่าลานกว้างที่โอบล้อมอยู่ถูกครอบคลุมเอาไว้ด้วยหลังคาทรงสูงจึงทำให้มันดูยิ่งใหญ่มาก
ที่นี่ก็คือ โรงเตี๊ยมแปดเทพ
หวัง ชง กวาดสายตามองออกไปรอบๆ เขามองเห็นรถม้าหลายร้อยคันอยู่นอกโรงเตี๊ยมแปดเทพ รถม้าทุกคันถูกออกแบบมาอย่างประณีต อีกทั้งการเรียงตัวที่เป็ระเบียบยิ่งทำให้ดูมั่งคั่งขึ้นอย่างมาก
หวัง ชง รู้ดีว่ารถม้าเหล่านี้เป็รถม้าของตระกูลที่มีชื่อเสียงของต้าถัง
“.......ทั้งหมดมันคือเงิน!!”
หวัง ชง ก้าวออกไปข้างหน้าพลางหัวเราะเบาๆ
ก่อนที่ หวัง ชง จะได้เข้าไปภายในโรงเตี๊ยมแปดเทพนั้น เขาสามารถได้ยินเสียงอึกทึกดังขึ้นมาจากภายในอย่างชัดเจน หากว่าลองสังเกตอย่างละเอียดแล้วนั้น มันเป็เสียงของการเรียกใช้เสี่ยวเอ้อในการสั่งสิ่งต่างๆ เห็นได้ชัดว่าที่นี่คึกคักอย่างมาก
หวัง ชง ดึงตราประจำตัวของเขาออกมาเล็กน้อยเพื่อให้เห็นได้ง่าย จากนั้นเขาก็ก้าวขึ้นไปตามบันไดจนถึงชั้นสามของโรงเตี๊ยม
เสียงฝีเท้าของ หวัง ชง นั้นแ่เบามาก และเขาก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ แต่อย่างใด
“ข้ามาแล้ว!!”
หวัง ชง พึมพำออกมาด้วยรอยยิ้ม ขณะที่กวาดสายตามองออกไปทั่วชั้นสามของโรงเตี๊ยม บนชั้นนี้เต็มไปด้วยโต๊ะจำนวนมาก และเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ที่นี่คือสถานที่ที่เหล่าตระกูลชั้นสูงของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ใช้ร่วมดื่มสังสรรค์และสนทนาต่อกัน
คนนับร้อยมารวมกันที่นี่เพียงเพื่อพูดคุยกันด้วยเื่จิปาถะ หรือเพื่อมาดื่มสุรากับเหล่านารีเท่านั้น
“เ้าหนู เว่ย น่าจะอยู่ที่นี่!!”
หวัง ชง พึมพำอีกครั้งพร้อมกับมองไปยังมุมตะวันออกเฉียงใต้ของชั้นสาม ตรงจุดนั้นถูกห้องล้อมเอาไว้ด้วยคนจำนวนมาก โดยที่มีเสียงเชียร์ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
หวัง ชง เดินเบียดผู้คนไปยังมุมตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้เขามองเห็นสังเวียนการต่อสู้เล็กๆ ซึ่งถูกจัดตั้งเอาไว้
บนสังเวียนมีเด็กหนุ่มสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ หนึ่งในนั้นเป็คนที่มีใบหน้ากลมและมีอายุใกล้เคียงกับ หวัง ชง
ส่วนอีกคนนั้นมีอายุมากกว่า เขาน่าจะมีอายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปี อีกทั้งความสามารถในการต่อสู้ของเขายังสูงกว่าคู่ต่อสู้ของเขามาก ทุกครั้งที่เขาเริ่มเคลื่อนไหวจะสามารถทำให้คู่ต่อสู้ของเขาล้มลงไปได้ทุกครั้ง นั่นทำให้เขาได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมโดยรอบอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกันนั้น แม้ว่าอีกคนที่มีใบหน้ากลมจะถูกอัดจนล้มกี่ครั้ง เขาก็ยังคงลุกขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูทุกครั้งอย่างไม่หวั่นเกรง
“สหายคนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยจริงๆ!!”
หวัง ชง มองไปยังเด็กหนุ่มที่มีใบหน้ากลมพลางหัวเราะเบาๆ ในใจของเขา เด็กหนุ่มที่กำลังถูกอัดจนล้มลงไปหลายครั้งคนนี้มีชื่อว่า เว่ย ฮ่าว หรือมีอีกชื่อที่คนอื่นๆ เรียกว่า เ้าหนู เว่ย
“หากว่าข้าไม่ได้มาที่นี่ ดูเหมือนว่าเ้าคงต้องกินผักกาดขาวไปอีกสองเดือนแน่!!”
หวัง ชง มองไปยัง เว่ย ฮ่าว ด้วยรอยยิ้มเยาะ
................