เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 59 ไข่มุกสวรรค์ในท้อง

    ชวีหนานอีลุกยืน ขยับเส้นสาย เดินเตร่ไปด้านข้างศาลา มองปลาคาร์ปในสระ กล่าวอย่างเจาะจงว่า “เป็นวันที่สนุกจริง ๆ” หันกลับมามองฮัวชิงหร่าน “ไม่ทราบว่าการท่องเที่ยวของชิงหร่านครานี้เตรียมหยุดอยู่ในเขตลิ้วเหอกี่วัน? เป็นเช่นคุณหนูฮัวหรือไม่ มีแผนไปบนเขาเยี่ยนซานเพื่อจับกุมปีศาจ?” คำกล่าวนี้มีส่วนของการหยอกล้อค่อนข้างมาก บนเขาเยี่ยนซานอาจไม่เหมือนทั่วไป ผู้คนที่ขึ้นไปมีแต่ไปไม่กลับมา แน่นอน หากฮัวชิงหร่านต้องการสำรวจเขาเยี่ยนซาน ชวีหนานอีย่อมสนับสนุนเต็มที่ ให้ความช่วยเหลือทางคำพูด หากมิต้องให้เขาตัดหัวสาดเลือด เรื่องดี ๆ เช่นนี้เหตุใดจะไม่ทำ? 


    ฮัวชิงหร่านนั่งคุกเข่าไม่ขยับ ตอบกลับด้วยสีหน้าเฉยเมย “เพื่อเป็นประสบการณ์ คงต้องไปเขาเยี่ยนซานดูสักครั้ง ส่วนจะอยู่กี่วัน ชิงหร่านยังไม่ได้คิด รอพ้นความวุ่นวายเหล่านี้แล้วค่อยจากไปกระมัง”  


    ชวีหนานอีเลิกคิ้ว “เอ๋? วุ่นวายอะไร? คำนี้หมายความเช่นไร?”


    ฮัวชิงหร่านค่อย ๆ หลุบตาลง ดื่มน้ำชาหนึ่งอึก ตอบว่า “ระหว่างที่ชิงหร่านท่องเที่ยว เคยได้ยินผู้คนกล่าวว่าในเขตลิ้วเหอมีสมบัติชิ้นใหญ่ ซานเซียวที่มีขนตนนั้นคือสัตว์ร้ายที่ปกป้องสมบัติ หากต้องการทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลนี้จำเป็นต้องจับตัวซานเซียว หยิบกุญแจจากในท้องของมันออกมาจึงจะสามารถเปิดสมบัติ เปิดประตูสู่ความร่ำรวย” เขาเงยหน้า จ้องเขม็งไปที่ชวีหนานอี “หนานอี ท่านเป็นใต้เท้าของเขตลิ้วเหอ เคยได้ยินข่าวลือนี้หรือไม่?” 


    ชวีหนานอีคิดไตร่ตรองก่อนตอบ “ข่าวลือนี้แน่นอนว่าข้าเคยได้ยิน เพียงแต่เรื่องราวกลับต่างกัน ข่าวลือที่ข้าได้ยิน ในท้องซานเซียวมีไข่มุกสวรรค์หนึ่งเม็ด สามารถให้กระดูกสีขาวกลับมีเลือดเนื้อและชีวิต หากประกอบกับการบำเพ็ญเพียรระดับหนึ่ง ร่างสามารถลอยขึ้นเป็นเซียน จากนี้มีความสุขไปหมื่นปี มิต้องเข้าสู่วัฏจักรความทุกข์ทน มีชีวิตแสนสุข”


    ฮัวชิงหร่านกลอกตาลง มองช่องว่างระหว่างนิ้วของตนเอง “หนานอีเชื่อข่าวลือนี้?”


    ชวีหนานอีสองมือกอดอกเหมือนกับลวี่เยา เอนกายลงบนเสาศาลาเดียวกัน เพียงแต่ ลวี่เยาใช้ไหล่ยันกับเสา ชวีหนานอีใช้แผ่นหลังพิง เขาเลิกคิ้วยิ้ม ตอบกลับ “เชื่อหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ ที่เรียกว่าสามคนเป็นเสือ เรื่องนี้มีคนเล่ามากมาย ธรรมดาว่าต้องมีคนเชื่อ ถึงตอนนั้น ท่านใต้เท้าเช่นข้าก็มีเรื่องให้ยุ่งแล้ว” กล่าวจบชะโงกศีรษะยักคิ้วยิ้มให้กับลวี่เยา 


    ลวี่เยาถือกระถางเครื่องหอมที่ได้เป็นรางวัล มองตรงไปที่ฮัวชิงหร่านอย่างตะลึงงุนงง โดยเมินเฉยต่อชวีหนานอี


    ชวีหนานอีกล่าวในใจ ‘โอ้ มองไม่ออกเลย ท้ายที่สุดยังเป็นชอบใหม่เบื่อเก่า’




    ฮัวชิงหร่านถามอีก “หนานอีคิดว่าข่าวลือเรื่องใดใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด?”


    ชวีหนานอีแสร้งทำท่าไตร่ตรองครู่หนึ่ง ตอบว่า “ตามมุมมองของข้า เรื่องไข่มุกสวรรค์มีส่วนน่าเชื่ออยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริง มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนในคณะละครตระกูลเยี่ยนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าซานเซียวนั่นยังมิได้รับการปลุกปัญญา เป็นพวกปัญญานิ่ม ทว่าหลังจากถูกทุบตี พลันเปลี่ยนเป็นฉลาดหลักแหลมอย่างผิดแปลก บางที ไม่แน่ว่าเป็นเพราะไข่มุกสวรรค์ในร่างกายออกฤทธิ์ ข้าเคยประมือกับซานเซียวนั่น ที่น่าอายคือ ท้ายที่สุดปล่อยให้หนีไปได้ กล่าวได้ว่า ซานเซียวนั่นฉลาดหลักแหลมอย่างผิดแปลก วิทยายุทธ์ก็ล้ำเลิศ ลองคิดดู หากไม่มีไข่มุกสวรรค์จริง ซานเซียวจะสามารถฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ได้อย่างไร? อีกอย่าง ข้าเคยสืบสวนนายพรานสองคนที่จับซานเซียวนั่นได้ จึงรู้ว่าซานเซียวไม่ต่างไปจากสัตว์ร้าย แต่ความดุร้ายกลับเทียบไม่ได้ โง่ตกลงไปในกับดัก ให้ความสะดวกสบายกับนายพรานพ่อลูก ถุย...คนที่สังเกตการณ์ไข่มุกสวรรค์พวกนั้น หากไม่รีบละก็ เกรงว่าไข่มุกสวรรค์นั่นต้องถูกซานเซียวย่อยไปแล้ว” เมื่อสะบัดแขนเสื้อ แววตาของเขาเป็นประกาย “พวกเจ้าคิดดู ถึงเวลานั้นจะมีซานเซียวตนหนึ่งที่กลายเป็นเซียนยืนอยู่บนก้อนเมฆ มองลงมาดูข้าและบรรดาสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ หรือไม่? รอพวกเราจุดธูปสักการะบูชา?” 


    หน้าตาของทุกคนค่อย ๆ คล้ำลง ทว่าไหล่ของฮัวชิงหร่านสั่น เขาปล่อยเสียงหัวเราะ ครั้นเห็นทุกคนมองมาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงความไม่เข้าใจ ถามออกไป “อะไร ไม่ตลกหรอกหรือ?”


    บางคนส่ายหัว บางคนผงกหัว ท้ายที่สุดล้วนฝืนยิ้มแบบเดียวกัน เป็นสัญญาณว่าเรื่องนี้ช่างน่าขำนัก


    ภายใต้ความเคอะเขินเล็ก ๆ ฮัวหรูเหยียนขมวดคิ้วถอนหายใจกล่าว “แม้คำล่ำลือนี้ไม่รู้จริงหรือเท็จ กลับจะเอาชีวิตซานเซียวนั่นเสียให้ได้ หากไม่นับว่าเพื่อกำจัดความชั่วร้ายเหี้ยมโหดแล้ว กลัวก็แต่จะเป็นการทำร้ายชีวิตที่บริสุทธิ์ เฮ้อ..” เมื่อประกายนัยน์ตาวูบไหว ปลายหางตาก็ยกขึ้นเล็กน้อย มองไปทางชวีหนานอี “ฟังคำหนานอีนี้ คล้ายกลับท่านไม่สนใจว่าขุมทรัพย์นั่นอยู่ที่ใด?”


    ลมหายใจของชวีหนานอีหยุดชั่วขณะ รู้สึกเหมือนหัวใจของตนเต้นเร็วขึ้น ฮัวหรูเหยียนนี่ช่างกระไร! ดวงตาสีขาวตัดดำคู่นั้น บริสุทธิ์ดุจดั่งเด็กน้อยใสสะอาด แต่รอยยิ้มกลับล่อลวงให้หลงกล งดงามชวนคิดไปเอง ดูให้ดีอีกครา ฮัวหรูเหยียนยังคงเป็นก้อนน้ำแข็งที่เยือกเย็น ท่าทางของนักพรตหญิงที่จิตใจเฝ้ารอแต่จะปรนนิบัติเทพ บรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลเมื่อครู่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าลอยอยู่ในความฝัน 


    ชวีหนานอีค่อย ๆ ถอนสายตา เยาะเย้ยตนเองกล่าว “เพราะข้าล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ จึงถูกลดลงมาเป็นท่านใต้เท้าน้อยที่นี่ หากเขาเยี่ยนซานมีขุมทรัพย์มากมายอยู่จริง ผู้คนจะนำสมบัติที่โปรยไปบนฟ้าได้นี้ส่งมาไว้ในมือข้าได้อย่างไร? เหอะ...” ยื่นมือออกไป คว้าจับอากาศ “จริงหรือเท็จ แค่รอจับซานเซียวตัวนั้นได้ก็รู้แจ้งเห็นชัด” นัยน์ตาทอแสงเป็นประกายมองไปทางฮัวหรูเหยียน “ข้าตั้งตารอเลยละ”


    ฮัวหรูเหยียนกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “หนานอีเหตุใดด้อยค่าตนเอง? คนสง่างามไม่มากความเช่นหนานอีนี้ ไปที่ใดล้วนเป็นหงส์ท่ามกลางหมู่คน หรูเหยียนรอคอยอย่างมากเช่นกันที่จะได้จับมือกับหนานอี กำจัดซานเซียวชั่วร้าย สร้างบุญกุศลนี้ให้สำเร็จ”


    ชวีหนานอีพยักหน้า และคารวะไปทางฮัวชิงหร่านอีกครั้ง “อย่างไรเสียก็ขอชิงหร่านช่วยเหลือด้วย”


    ในเมื่อฮัวชิงหร่านเป็นถึงศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์จาง น่าจะมีความสามารถอยู่บ้าง จนกระทั่งวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าซานเซียวปลอมปีศาจสาวจริงนั่นใช้วิธีใดเรียกหนูจำนวนมหาศาลมาได้ หากต่อไปเสียเปรียบในด้านนี้ มันจะได้ไม่คุ้มเสีย 


    เดิมที ท่าทีของฮัวชิงหร่านทำให้เขารู้สึกเคลือบแคลง นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายคือชายลึกลับผู้นั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ฮัวชิงหร่านผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งเทพตกสวรรค์ หลายครั้งกลับแสดงออกถึงความสนใจเรื่องของปีศาจสาวอย่างคาดไม่ถึง นี่มันไม่ธรรมดาแล้ว ทว่าหลังจากผ่านการหยั่งเชิง ชวีหนานอีจึงรู้สึกว่าฮัวชิงหร่านดูไม่เหมือนชายลึกลับ 


    ชายลึกลับนั่นตามหาปีศาจสาวไปทั่ว แท้จริงคือเพื่อช่วยชีวิตหรืออย่างอื่น เวลานี้ดูแล้วไม่สามารถสรุปได้ ใจคนหนา เข้าใจยากคาดเดายากที่สุด


    อืม เขานับว่ามองออกแล้ว หากอยากจับกุมปีศาจสาวนั่นให้ได้ต้องขอให้ฮัวชิงหร่านเป็นผู้ช่วยอย่างเสียไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นลาหรือม้าคงต้องลากออกมาเดินดู คิดเช่นนี้ แววตาของชวีหนานอียิ่งทอประกายจริงใจ 


    ฮัวชิงหร่านลุกขึ้นยืน คารวะกลับแล้วกล่าว “บุญคุณอาจารย์ที่ฝึกวิชาปรุงยาจึงทำให้สามารถยังมีชีวิตอยู่ เรื่องวาดยันต์ปราบผี ชิงหร่านไม่ถนัดเรียนรู้ เกรงว่าจะทำความคาดหวังอันสูงส่งของหนานอีต้องพังทลาย”


      ชวีหนานอีโบกมือกล่าว “ถ่อมตน ๆ ชิงหร่านถ่อมตนเกินไปแล้ว หากมีวันหนึ่ง หนานอีลำบาก ถูกซานเซียวไล่ตามกอดรัดฟัดเหวี่ยง ยังหวังว่าชิงหร่านจะไม่มองดูอยู่ข้าง ๆ”


    เมื่อได้ยินอารมณ์ขันของชวีหนานอีที่เยาะเย้ยตนเอง ฮัวชิงหร่านกลับถามอย่างจริงจัง “หนานอีเคยถูกซานเซียวนั่นไล่กอดรัดฟัดเหวี่ยง?” 


    ชวีหนานอีสำลัก ยกหางคิ้วครึ่งหนึ่งขึ้น “เรื่องนี้...”


    ทุกคนล้วนรอคำถัดไปของชวีหนานอี แต่เขากลับไม่เคลื่อนไหว


    ถังโยวแม้ฟังอย่างสับสนงุนงง แต่ก็รู้ว่าชวีหนานอีหวังให้ฮัวชิงหร่านทำงานให้เช่นกัน จึงอดรำพึงในใจมิได้ ‘ที่ท่านพ่อกล่าวนั้นไม่ผิด ข้ากับชวีหนานอีเป็นญาติที่เลี้ยวโค้งนิดหน่อยจริงอย่างที่คิด เรื่องธรรมดาสามารถอาศัยผู้ที่สามารถขึ้นฝั่งได้ก็ไม่ปล่อยไปสักคนเดียว!’


    เสี่ยวหรูที่หมอบอยู่บนพื้นร่างกายทนไม่ไหวตั้งนานแล้ว เดิมนางเห็นชวีหนานอีลุกขึ้นยืนก็คิดว่าเขาจะกล่าวลา ไม่คิดว่า เขาที่พิงเสาศาลายังพูดไม่หยุด นางโกรธอัดอั้นในใจจนทนแทบไม่ไหว แต่มิกล้าขัดจังหวะคำกล่าวของท่านใต้เท้า ช่างเป็นความยากลำบากเหลือแสน ต่อให้ท่านใต้เท้างดงามเพียงใด ก็ไม่สามารถให้คนคุกเข่าอยู่เยี่ยงนี้!?


    อันที่จริงนางทนต่อไปแทบไม่ไหวแล้ว ความเจ็บปวดของเข่าดั่งเข็มทิ่มแทง นางลองขยับเข่า หวังคลายความเจ็บปวดนี้สักหน่อย ทว่ากลับเสียสมดุลอย่างกะทันหัน สะบัดถังเฉียนตกลงไปที่พื้น

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน