กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 76 กลับเขาหมอกฟ้า(2)

            ณตำหนักใหญ่ของนิกายบนหุบเขาหมอกฟ้ายามนี้บรรยากาศเงียบสงบนักเย่ฉีนั่งอยู่ด้านในตำหนักหลับตาทำสมาธิใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเขากลับมาตอนนี้นิกายมังกรนพเก้าไม่เพียงแค่เผชิญหน้ากับโลกมนุษย์แล้วแต่ยังมีโลกทั้งเก้ารวมไปถึงขุมอำนาจมากมายในจักรวาลเรื่องของพระราชวังชนเผ่าโบราณนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ

            อย่ามองว่าในช่วงสงครามเขตแดนมีคนมาไม่มากนั่นก็เพราะคนที่เหลือล้วนไม่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมสงครามเขตแดนทว่าสงครามเขตแดนนั้นมีระยะเวลาสามปีในระหว่างนี้ไม่ว่ากระบวนการแข่งขันจะจบลงรวดเร็วแค่ไหนเขตแดนก็จะยังปิดอยู่จนกว่าจะครบสามปีหลังจากนั้นเขตแดนระหว่างโลกจะเปิดออกอย่างอิสระร้อยปีถือเป้นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

            ในช่วงเวลานี้คือโอกาศที่ผู้คนทั้งจักรวาลจะเดินทางระหว่างโลกรวมไปถึงการช่วงชิงวาสนาด้วยในจักรวาลอันกว้างใหญ่นั้นมีคนไม่มากนักหรอกที่สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระตลอดเวลาดังนั้นเมื่อสงครามเขตแดนจบลงจะต้องมีคนจำนวนมากมุ่งหน้ามายังโลกมนุษย์อย่างแน่นอน

            “ประมุขน้อยมีคนจากสมาพันธ์เจ็ดดารามาขอพบท่านขอรับ”

            เสียงของกู่หยาดังขึ้นปลุกให้เย่ฉีลืมตาตื่นเรื่องของไท่เหล่ยในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นกวนใจเขามาสักพักแล้วคัมภีร์ลับของจักรพรรดิหยางนั้นเป้นความลับสุดยอดของจักรวาลที่ไม่เคยเปิดเผยออกมาเย่ฉีค่อนข้างมั่นใจว่าจนกว่าเขาจะไปถึงระดับเก้าดาราซึ่งจะแสดงคุณสมบัติที่แท้จริงของวิชาลับออกมานั้นไม่ควรจะมีใครมองเรื่องนี้ออกทว่าไท่เหล่ยแค่เห็นสามดาราของเขาก็เดาเรื่องนี้ออกแล้วสมาพันธ์เจ็ดดาราจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิหยางอย่างแน่นอน

            “ให้พวกเขาไปรอที่ศาลาริมผา”

            “ขอรับ”

            กู่หยาจากไปก่อนที่เย่ฉีจะลุกขึ้นยืนสมาพันธ์เจ็ดดารานั้นปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่ยุคของราชันย์มังกรจบลงดังนั้นเย่ฉ๊จึงไม่รู้จักคนพวกนี้อย่างไรก็ตามในงานพิธีเขาได้พบท่านหญิงจวิญเซียงแล้วสตรีผู้นี้แม้ภายนอกดูธรรมดาแต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลยยามพูดคุยกับราชันย์เหล่านั้นแม้วาจาจะอ่อนน้อมแต่แววตาของนางกลับไม่ได้หวั่นเกรงแต่อย่างใดกระทั่งกับจิวยี่นางก็ไม่ได้ถูกรัศมีของเขากดทับ

            “น่าสนใจข้าก็อยากรู้นักว่าขุมอำนาจใหม่ที่ผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับโลกระดับสูงในยุคนี้จะมีอำนาจมากแค่ไหน”

            เย่ฉียิ้มเล็กน้อยพลางเปิดประตูเดินออกจากตำหนักพริบตานั้นด้านหลังของเขาก็ปรากฏเงาของจิวยี่ที่กำลังป้องปากหาวอย่างงัวเงีย

            “สมาพันธ์เจ็ดดารานั้นไม่ธรรมดาเลยนางหนูคนนี้ก้าวถึงระดับราชันย์แล้วแต่ก็ยังเป็นแค่หนึ่งในผู้นำชั้นสูงของสมาพันธ์เท่านั้น”

            เสียงของจิวยี่ดังขึ้นอย่างไม่ใส่ใจเข้าเป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไปมาได้อย่างอิสระในจักรวาลนี้อันที่จริงครั้งล่าสุดที่จิวยี่ปรากฏตัวออกมาก็คือสี่พันปีก่อนเขามักเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเรื่องของสมาพันธ์เจ็ดดารานั้นเขาเองก็รู้ไม่มากเช่นกัน หากไม่ใช่เหล่าราชันย์ที่คลุกคลีอยู่กับสายสัมพันธ์ระหว่างขุมอำนาจแล้วถือเป็นเรื่องยากที่จะรู้เรื่องภายในของขุมอำนาจชั้นสูงระดับนี้

            “ข้ารู้ดีว่าควรทำเช่นไรเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

            “ฮ่าๆเจ้าคิดอะไรน่ะ? ต่อให้เจ้าจะเปิดสงครามกับสมาพันธ์เจ็ดดาราข้าก็จะเป็นกระบี่เปิดทางให้เจ้า”

            จิวยี่หัวเราะออกมาพลางกล่าวอย่างไม่ยี่หระเย่ฉีได้ยินก็ส่ายหัวพลางกล่าวออกมาอีกประโยคหนึ่ง

            “พันธะของเจ้าจบลงไปนานแล้วตอนนี้ข้าคือมนุษย์หาใช่ราชันย์มังกร”

            หลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบลงไม่กล่าวสิ่งใดอีกคนหนึ่งเดินนำส่วนอีกคนเดินตาม ระยะทางจากตำหนักไปถึงยอดเขาไม่ได้ไกลมากนักแม้จะเดินเท้าก็ใช้เวลาแค่ครึ่งก้านธูปเท่านั้นเมื่อเย่ฉีมาถึงก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งนั่งรออยู่ในศาลาไม้ริมผานอกจากท่าหญิงจวินเซียงแล้วยังมีพวกราชาเหมยมากับนางด้วย

            “ยินดีต้อนรับสหายต่างแดนหากการรับรองของเราบกพร่องไปบ้างโปรดอย่าได้ถือสา”

            เย่ฉียิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวขึ้นขณะเดินไปยังศาลาผู้อาวุโสกู่หยาที่รับรองท่านหญิงจวินเซียงหันมาคารวะเย่ฉีครั้งหนึ่งก็นำคนของนิกายออกไปยืนรอด้านนอกรอบๆศาลาในตอนนี้มีแค่พวกเย่ฉีห้าคนเท่านั้นที่อยู่บนศาลา

            “ประมุขน้อยเย่ข้าเรียกท่าเช่นนี้ได้กระมัง? ข้าคือไท่จวินเซียงเป้นผุ้อาวุโสของสมาพันธ์เจ็ดดารา”

            “เย่ฉีประมุขนิกายมังกรนพเก้า”

            มองท่านหญิงจวินเซียงทักทายอย่างมีมารยาทเย่ฉีย่อมตอบรับกลับเช่นกันส่วนราชันย์เหมยและเหยาหมิงจื้อจุนนั้นในเมื่อพวกเขานิ่งเงียบเช่นนั้นก็ทำเหมือนกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตนไปก็แล้วกัน

            “ท่านหญิงจวินเซียงมาพบข้าหากมีสิ่งใดที่ต้องการก็เชิญกล่าวออกมาเถิด”

            “ประมุขน้อยจริงจังเกินไปแล้วสมาพันธ์เจ็ดดาราถือเป็นหนุ่งในขุมอำนาจยุคใหม่เดิมทีมาเยือนโลกมนุษย์ครั้งแรกก็เพื่อผูกมิตรกับนิกายมังกรนพเก้าตำนานของประมุขรุ่นแรกนั้นเป็นที่โจษจันไปทั่วจักรวาลอย่างไรก็ตามตอนนี้ดูเหมือนจะเกิดเรื่องบางอย่างที่ทำให้พวกเราต้องทบทวนเรื่องนนี้อีกครั้ง”

            ท่านหญิงจวินเซียงกล่าวออกมาอย่างสบายๆทั้งใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มอันงดงามคำพูดของนางชัดเจนแล้วว่ามีปัญหา ทว่าเย่ฉีก็ไม่ใช่คนอ้อมค้อมทุกสิ่งที่เขาทำล้วนไม่คิดหลบซ่อนแต่อย่างใด คนอย่างเขากล้าฆ่าคนก็กล้าที่จะยอมรับ

            “สมาพันธ์เจ็ดดาราต้องการสิ่งใดก็พูดออกมาตามตรงเถอะรุ่นเยาว์ของท่านเป็นข้าที่สังหารเองส่วนเรื่องราวเป็นมาอย่างไรท่านสามารถถามดูจากน้องชายเขาได้”

            เย่ฉีกล่าวเสียงเรียบสายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของท่านหญิงจวินเซียงทั้งสองล้วนสบตากันอย่างนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ท่านหญิงจวินเซียงจะถอนสายตากลับไปอย่ามองว่าการสบตาครั้งนนี้เป็นเรื่องง่ายๆ แม้ทั้งสองจะไม่ได้ปล่อยกลิ่นอายออกมาแต่ผู้มีอำนาจระดับนี้ย่อมมีรัศมีในตัวเองเย่ฉีที่สามารถจ้องตานางโดยไม่สะทกสะท้านได้เช่นนี้ก็ยิ่งทำให้นางสงสัยในตัวตนของเขามากขึ้นไปอีกอย่าลืมว่าที่นี่มีราชันย์จากโลกระดับสูงอยู่ไม่น้อยแต่ก็ไม่มีใครลงมือกับเย่ฉีเพราะเรื่องที่ก่อขึ้นในแดนศักดิ์สิทธิ์มิใช่หรือ?

            “ไท่เหล่ยคือหลานชายของข้าเขาคือหนึ่งในรุ่นเยาว์สายหลักของสมาพันธ์เจ็ดดาราและมีฐานะไม่ธรรมดาแน่นอนว่าการที่ท่านสังหารเขาในการแข่งขันย่อมไม่ใช่เรื่องผิดแต่ข้าเองก็ต้องมีคำอธิบายให้กับสมาพันธ์โดยเฉพาะบิดาของเขาที่ควบคุมอิทธิพลส่วนหนึ่งของสมาพันธ์”

            เย่ฉียิ้มออกมาเล็กน้อยคำพูดของสตรีนางนี้ฉลาดไม่เบาเลยนางไม่ได้แสดงเจตนาเป็นศัตรูแต่ก็ยังต้องการคำอธิบายจากเขาการพบกันตรั้งนี้เกรงว่าคงเป็นการทดสองของนางเพื่อตัดสินใจว่าจะลงมือกับนิกายมังกรนพเก้าหรือไม่ทว่าเย่ฉีใช่คนที่ต้องให้คำอธิบายแก่ผู้อื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? สังหารรุ่นเยาว์ไปคนนหนึ่งก็ต้องให้เขากล่าวขอโทษงั้นหรือ?นี่มันออกจะเพ้อเจ้อเกินไปหน่อยแล้ว!

            “เรื่องนี้ท่านหญิงไม่ต้องกังวลหลังจบสงครามเขตแดนข้าจะส่งคนไปอธิบายเรื่องนี้กับสมาพันธ์เจ็ดดาราเอง”

            “ประมุขน้อยหมายความว่ายังไง?”

            ท่านหญิงจวินเซียงพลันขมวดคิ้วสมาพันธ์เจ็ดดาราไม่ใช่สนามเด็กเล่น ที่นั่นคือหนึ่งในขุมอำนาจใหญ่ของจักรวาลนี้บอกตามตรงว่าต่อให้เป็นเย่ฉีนางก็ไม่คิดว่าจะมีคุณสมบัติได้พบกับผู้อาวุโสของสมาพันธ์เลยด้วยซ้ำการที่นางไม่ใช้ไม้แข็งตั้งแต่แรกก็เป็นเพราะท่าทีของราชันย์เหล่านั้นที่มีต่อเย่ฉีหากยังไม่กระจ่างในเรื่องนี้นางก็ไม่คิดจะลงมือกับอีกฝ่ายเพราะรุ่นเยาว์เพียงคนเดียวบุคคลที่มีฐานะระดับนางต่อให้ไท่เหล่ยจะเป็นหลานชายแท้ๆก็ยังไม่มีค่ามากเท่ากับสมาพันธ์

            “ก็ตามที่ข้าพูดนั่นแหละจิวยี่ หลังจบสงครามเขตแดนเจ้าก็ไปเยือนสมาพันธ์เจ็ดดาราสักครั้งแล้วกัน”

            เย่ฉีกล่าวออกมาอย่างสบายๆทว่าทางฝั่งท่านหญิงจวินเซียงนั้นฟังแล้วกลับรู้สึกแปลกๆเพราะท่าทีที่ราชันย์กระบี่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแสดงออกมานั้นกลับเชื่อฟังเย่ฉีอย่างว่าง่ายนั่นคือราชันย์มีชื่อคนหนึ่งเลยนะ แค่เย่ฉีออกปากเขาก็ยอมทำตามอย่างเชื่อฟังแล้ว?

            อีกอย่างครั้งนี้ท่านหญิงจวินเซียงก็คิดว่าไม่เลวเหมือนกันนางเพียงต้องการคำอธิบายให้กับสมาพันธ์ไม่ได้คิดเป็นศัตรูกับเย่ฉีอย่างจริงจังโชคดีที่การตายของไท่เหล่ยนั้นถูกคิดว่าเป็นการวิวาทของรุ่นเยาว์เท่านั้นหากนางรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับวิชาลับของจักรพรรดิหยางก็เกรงว่านางคงเปิดศึกกับเย่ฉีอย่างไม่ลังเลย

            “ก็ดีหากมีราชันย์กระบี่ออกหน้าเรื่องนี้ก็คงไม่เป็นปัญหา”

            ท่านหญิงจวินเซียงคิดเล็กน้อยก็พยักหน้ากล่าวออกมาหากหลี่หลิงเทียนมาได้ยินคำพูดของนางเขาคงคิดว่านางสติไม่ดีแน่นอนเรื่องนี้จะไม่มีปัญหาได้อย่างไร? นางไม่รู้หรอกว่าจิวยี่นั่นแหละคือตัวปัญหา!

            สุดท้ายการสนทนาก็จบลงอย่างราบรื่นส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะไม่รู้แน่ชัดถึงตัวตนของเย่ฉีอย่างไรก็ตามแม้ท่านหญิงจวินเซียงจะไม่แสดงท่าทีอะไรแต่ราชันย์เหมยกับเหยาหมิงจื้อจุนกลับไม่พอใจอย่างมากพวกเขามาที่นี่ก็เพราะต้องการกวนน้ำให้ขุ่นและร่วมมือกับท่าหญิงจวินเซียงกดดันเย่ฉี

            “เอาล่ะธุระของข้าจบแล้วหากราชันย์เหมยกับเหยาหมิงจื้อจุนมีธุระกับประมุขน้อยก็เชิญพวกท่านกล่าวได้เลย”

    ตอนนี้ท่านหญิงจวินเซียงไม่แสดงท่าทีอะไรแต่ยังโยนระเบิดมาให้ราชันย์เหมยกับเหยาหมิงจื้อจุนอีก? ทั้งสองเหลือบมองไปยังสตรีผู้งดงามด้านข้างก็ได้แต่กัดฟันกรอดๆ นางต้องการใช้พวกเขาหาเรื่องเย่ฉีโดยที่ตัวเองคอยดูอยู่ห่างๆทว่าเหยาหมิงจื้อจุนกับราชันย์เหมยไหนเลยจะยอมเป็นเบี้ยให้ผู้อื่นง่ายๆ

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน