หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ทำไม่เป็น

            เล่มที่ 2 บทที่ 39 ทำไม่เป็น

            อันที่จริงด้วยระดับบำเพ็ญที่แท้จริงของเจียงอวิ๋นลูกบอลเพลิงที่เขาปล่อยออกได้ย่อมมิได้มีอานุภาพเพียงแค่นี้แต่ในตอนที่ดิ้นรนออกจากการพันธนาการของฟางอวี่เซวียนบนร่างกายเขาเมื่อครู่นี้เขาได้ใช้ทั้งพลังกายและพลังปานไปจนหมดสิ้นแล้ว

            หากว่าเขาสามารถปล่อยลูกบอลเพลิงที่มีอานุภาพเท่ากับระดับบำเพ็ญของตนละก็เกรงว่าเรื่องต่อจากนี้ก็คงมุ่งไปในอีกทิศทางหนึ่งแล้ว

            เพราะระดับบำเพ็ญที่แท้จริงของเจียงอวิ๋นตอนนี้คือระดับเบิกปราณขั้นเจ็ด!

            ในเวลาครึ่งปี บำเพ็ญจากคนธรรมดาไปถึงเบิกปราณขั้นเจ็ดยกระดับได้เจ็ดขั้นต่อเนื่อง ต่อให้คุณสมบัติของเขาธรรมดามากจริงๆต่อให้เส้นลมปราณของเขาเล็กและบางกว่าผู้อื่นจริงเขาก็จะต้องได้รับความสนใจและถูกจับตามองจากตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงภายในนิกายแสวงมรรคได้เป็นแน่

            แต่เสียดาย พลังปราณของเขาแทบไม่เหลือแล้ว

            “บังอาจ!”

            แม้ว่าลูกบอลเพลิงที่พุ่งออกจากมือเจียงอวิ๋นจะไร้ซึ่งภัยคุกคามแต่ภาพที่เกิดขึ้นกลับเป็นการยั่วยุฟางอวี่เซวียนจนพิโรธอย่างแท้จริงแล้ว!

            ในฐานะศิษย์สายในอันดับหนึ่งในสถานการณ์ที่เขาปรากฏตัวขึ้นแล้วกลับยังปล่อยให้น้องสาวของตนถูกเจียงอวิ๋นตบหน้าได้ก็ถือเป็นการเสียหน้าอย่างรุนแรงแล้วไม่คาดคิดเลยว่าตอนนี้เจียงอวิ๋นจะยังกล้าปล่อยการโจมตีออกมาอีกนี่เป็นการท้าทายฐานะและบารมีของเขาอย่างชัดเจน!

            ฟางอวี่เซวียนพลันยกมือขึ้น กดนิ้วใส่อากาศไปทางเจียงอวิ๋นข้างหูฝูงชนพลันมีเสียงทะลวงเวหาดังขึ้นจากนั้นบนอกซ้ายของเจียงอวิ๋นก็ได้มีรูขนาดเท่านิ้วมือเพิ่มขึ้นมาหนึ่งรู เลือดสดๆไหลทะลัก เพียงพริบตาเดียวก็ย้อมร่างกายของเขาจนกลายเป็นสีแดงฉานทั้งตัว!

            ส่วนลูกบอลเพลิงที่เขาโยนออกไปนั้นมันกลับหายไปในอากาศอย่างเงียบงันไร้ร่องรอย

            เจียงอวิ๋นกระตุกไปทั่วร่างร่างกายโงนเงนไปครู่หนึ่งก่อนจะทรุดลงไปนั่งบนพื้นอีกครั้ง แต่กระนั้นเองเขากลับยังยกมือขึ้นอีกครั้ง กดนิ้วใส่อากาศไปทางฟางยั่วหลินเช่นกันนาคาอัคคีที่มีขนาดเล็กจนแทบมองไม่เห็นตัวหนึ่งได้ถูกยิงออกจากปลายนิ้วพุ่งตรงไปทางฟางยั่วหลิน

            นาคาอัคคีตัวนี้เพิ่งบินออกจากนิ้วมือเขาได้ไม่ทันไรก็พลันสลายหายไปทันที ก่อนที่เงาร่างของฟางอวี่เซวียนจะปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงอวิ๋นกลางอากาศ

            ฟางอวี่เซวียนตอนนี้บนใบหน้ายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สองมือไพล่หลังใหม่อีกครั้งเหมือนว่าความโกรธที่ถูกเจียงอวิ๋นยั่วยุเมื่อครู่นี้ได้หายไปกับสายลมแล้วในสายตาที่มองต่ำมาที่เจียงอวิ๋นจากเบื้องสูงนั้น ไร้ซึ่งความรู้สึกดูเฉยชาไม่แยแสสิ่งใด

            ในลานกว้างตอนนี้จมสู่ความเงียบงันอีกครั้งทว่าจุดสนใจของฝูงชนเหมือนจะมิใช่ฟางอวี่เซวียนอีกต่อไปแต่มีผู้คนไม่น้อยที่จับจ้องไปทางเจียงอวิ๋นแทน

            อันที่จริง ตั้งแต่ที่เจียงอวิ๋นตบหน้าฟางยั่วหลินไปภายในนิกายแสวงมรรคก็ไม่มีเสียงใดๆ ดังออกมาอีกแล้ว

            ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์นับหลายพันคนบนลานกว้างหรือจะเป็นเหล่าผู้อาวุโสประมุขยอดเขาผู้สูงส่งทั้งหลายทุกคนเหมือนกับสูญเสียความสามารถในการพูดไปอย่างกะทันหันเพียงจับตามองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน มองดูเจียงอวิ๋นที่ถูกฟางอวี่เซวียนบีบคั้นจนล้มลงพื้นไปครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ยังลุกกลับขึ้นมาใหม่ทุกครั้งไป

            จนบัดนี้เห็นได้ชัดว่าเจียงอวิ๋นไม่เหลือพลังที่จะยืนขึ้นมาอีกแล้ว

            ต้องยอมรับว่าเจียงอวิ๋นที่พวกเขาทุกคนล้วนดูถูกผู้นี้ สามารถสร้างความตื่นตะลึงอย่างรุนแรงให้ฝูงชนได้หลายครั้งเลย

            ความห่างชั้นระหว่างระดับเบิกปราณกับระดับธรณีมงคลนั้นดุจดั่งฟ้ากับเหวต่อให้เป็นนักพรตระดับเบิกปราณขั้นเก้าก็ไม่อาจต่อกรกับระดับธรณีมงคลขั้นหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง

            ทว่าเจียงอวิ๋นกลับฝืนต่อต้านมาได้จนถึงตอนนี้

            บางทีการต่อต้านของเขานั้นเป็นความไม่เจียมตัวเป็นดั่งตั๊กแตนขวางเกวียน เป็นการหาเหาใส่หัวทว่าความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวที่เจียงอวิ๋นแสดงออกมาให้เห็นกลับทำให้ผู้คนไม่น้อยรู้สึกนับถือ

            ยิ่งกว่านั้น เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วฝูงชนส่วนใหญ่ที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเจียงอวิ๋นกับฟางยั่วหลินและสอบถามข้อมูลกันเอง ย่อมต้องพอจะคาดเดาที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดได้คร่าวๆแล้ว

            กล่าวได้เต็มปากว่าเรื่องทั้งหมดนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ เจียงอวิ๋นไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด!

            เป็นอย่างที่เขากล่าวไว้เมื่อครู่นี้ว่าเขาเพียงต้องการคุ้มครองน้องสาวของตนเท่านั้น

            แม้เขาจะตบหน้าฟางยั่วหลินไปแต่เมื่อเทียบกับการที่ฟางยั่วหลินเป็นคนหลอกศิษย์จิปาถะตัวเล็กๆ อย่างลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายแสวงมรรคแล้วการกระทำของเจียงอวิ๋นก็ถือว่าเล็กน้อยมากเลย

            แต่ถึงฝูงชนจะรู้เรื่องราวทั้งหมดและรู้สึกเห็นใจเจียงอวิ๋น ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอความเมตตาให้เจียงอวิ๋นอยู่ดี

            เพราะผู้ที่เจียงอวิ๋นกำลังเผชิญหน้าคือฟางอวี่เซวียนลูกศิษย์สายในอันดับหนึ่งของนิกายแสวงมรรคมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประมุขยอดเขาวิถีกระบี่คนต่อไปในอนาคตหรืออาจได้เป็นถึงประมุขนิกายแสวงมรรค!

            ต่อให้พวกเขาจะไม่กลัวฟางอวี่เซวียนแต่อาจารย์ของฟางอวี่เซวียนคือประมุขแห่งยอดเขาวิถีกระบี่และว่ากันว่านักพรตระดับถ้ำสวรรค์ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายแสวงมรรคผู้นี้ลำเอียงและเข้าข้างพวกเดียวกันอย่างมาก

            การล่วงเกินประมุขยอดเขาหลักนั้นอย่าว่าแต่ลูกศิษย์เลย กระทั่งประมุขยอดเขาคนอื่นๆ เกรงว่าก็คงไม่กล้าทำเช่นกัน

            ครู่ต่อมาบนร่างฟางอวี่เซวียนพลันมีแสงสีทองสว่างขึ้นมารางๆก่อตัวเป็นม่านแสงสีทองโปร่งใสครอบเขากับเจียงอวิ๋นสองคนไว้อย่างสมบูรณ์ในตอนนี้เอง เขาถึงได้เอ่ยปากอีกครั้ง “จงคุกเข่าอ้อนวอน ตัดแขนตัวเองหนึ่งข้างแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า มิฉะนั้น ข้าจะฆ่าเจ้า!”

            เจียงอวิ๋นยังคงมีเลือดไหลจากปากและอกซ้ายอย่างต่อเนื่องเสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยไม่มีชิ้นดี ร่างกายที่ถูกไฟเผาจนไหม้เกรียมทำให้เขาดูอนาถเกินบรรยาย แต่ในดวงตาเขากลับยังมีประกายอำมหิต “เจ้าไม่กล้า!”

            จะให้อ้อนวอน เจียงอวิ๋นทำไม่เป็น!

            การใช้ชีวิตในภูเขาตลอดสิบหกปีได้สั่งสอนอะไรเจียงอวิ๋นหลายๆ อย่างแต่มีเพียงการอ้อนวอนขอความเมตตาเท่านั้นที่ไม่มีสอน ยิ่งกว่านั้นเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย การอ้อนวอนจะมีประโยชน์อันใด?

            “ไม่กล้า?” เมื่อได้ยินคำตอบอันมั่นใจของเจียงอวิ๋นกลับทำให้ฟางอวี่เซวียนชะงักไปเล็กน้อย “ไฉนข้าจึงไม่กล้าฆ่าเจ้า?”

            บอกตามตรง จนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าเจียงอวิ๋นมีฐานะอะไรกันแน่ ในสายตาเขาเจียงอวิ๋นเป็นเพียงมดปลวก หากมิใช่เพราะฟางยั่วหลินถูกเจียงอวิ๋นเล่นงานหนักหน่วงเกินไปเขาไม่คิดจะปรากฏตัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงอวิ๋นแล้วสิ่งแรกที่เขาคิดขึ้นมาคือเจียงอวิ๋นมีภูมิหลังพิเศษหรือมีใครหนุนหลังอะไรอยู่หรือเปล่า?

            ไม่อย่างนั้น ไฉนอีกฝ่ายจึงไม่กลัวตน?

            คนหนุนหลัง อันที่จริงเจียงอวิ๋นก็มีอยู่จริงๆนั่นคือตงฟางโป๋และศิษย์พี่หญิงสอง

            หากพวกเขาสองคนยังอยู่ในนิกายแสวงมรรคเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ละก็ พวกเขาย่อมต้องปรากฏตัวนานแล้วเสียดายที่พวกเขาไม่อยู่

            ทว่าต่อให้สองคนนั้นอยู่เจียงอวิ๋นก็ไม่คิดจะพึ่งพาอยู่ดี เพราะตั้งแต่ที่เขาอายุได้สิบขวบ เขาก็ได้รู้แล้วว่าพึ่งใครก็ไม่สู้พึ่งตน

            เมื่อฝืนกลืนเลือดลงไปแล้วเจียงอวิ๋นก็เอ่ยพูดออกมาสั้นๆ “เพราะมีกฎ!”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า!” เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟางอวี่เซวียนก็ชะงักไปอีกครั้งจากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่นประหนึ่งว่าได้ยินเรื่องที่น่าขันที่สุดในโลกหล้า หัวร่อจนตัวโยน

            บทสนทนาของทั้งสองนั้นเพราะฟางอวี่เซวียนใช้กลิ่นอายอันทรงพลังสร้างเป็นม่านพลังสีทองขึ้นมาฝูงชนจึงไม่ได้ยินแม้แต่น้อย ย่อมไม่รู้ว่าเจียงอวิ๋นพูดอะไรออกมากันแน่ถึงได้ทำให้ฟางอวี่เซวียนหัวเราะลั่นเพียงนี้

            ฟางอวี่เซวียนหัวเราะอยู่ครึ่งค่อนวันถึงได้ส่ายหน้า“ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดเจ้าจึงบังอาจกล้าเพียงนี้! ที่แท้กฎนิกายก็คือสิ่งที่เจ้าเชื่อมั่นที่สุดนี่เอง ช่างน่าขัน น่าขันเหลือเกิน!”

            หลังสิ้นเสียง เสียงของฟางอวี่เซวียนพลันเย็นเยียบในแววตาที่ไร้โทสะไร้ความยินดีพลันมีจิตสังหารปรากฏอย่างเข้มข้น “วันนี้ข้าจะบอกให้เจ้าได้รู้เองว่า กฎนิกายที่เจ้าว่าเป็นแค่สิ่งที่สร้างไว้ใช้กับพวกอ่อนแออย่างพวกเจ้า ขอเพียงแข็งแกร่งมากพอ ไม่ว่ากฎเกณฑ์ใดๆก็ล้วนเหยียบย่ำไว้ใต้เท้าได้!”

            “ไม่เชื่อใช่ไหม? เช่นนั้นเจ้าไม่ประหลาดใจหรือ? เหตุใดจนบัดนี้แล้วจึงไม่มีผู้ใดลงมือขัดขวางข้า? เหล่าประมุขยอดเขาทั้งหลายนั่นไฉนจึงไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเจ้า?”

            “เพราะว่า ข้าแข็งแกร่งมากพอ! แม้นจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียก็ไม่มีผู้ใดมาตำหนิถือโทษข้าแม้แต่คนเดียว!”

            “แต่เสียดาย เจ้าคงไม่มีวันได้เห็นแล้ว!”

            หลังสิ้นเสียง ฟางอวี่เซวียนได้ชี้นิ้วออกมาเหมือนกับที่เจียงอวิ๋นกดฟางยั่วหลินไว้ก่อนหน้านี้กดลงไปที่ลำคอของเจียงอวิ๋นอย่างแผ่วเบา