ฉันแค่อยากเล่นเกมเงียบ ๆ

    ตอนที่ 36 เติมเต็มจำนวน

    ตัวละครสีเลือดหยิบผลึกแม่ทัพโครงกระดูกขึ้นมา ทันใดนั้นพลังที่แข็งแกร่งก็พุ่งทะลวงเข้าร่างกายของโจวเหวินราวกับหัวเจาะ บุกเบิกเส้นทางใหม่อย่างรุนแรง


    หลังจากพลังรุนแรงนี้ค่อย ๆ จางหาย ก็มีข้อความแจ้งเตือนแสดงขึ้นบนหน้าจอเกม ‘ดูดซับผลึกแม่ทัพโครงกระดูก ตื่นรู้สกิลระดับตำนาน หอกทะลวงเกราะ’


    เดิมทีโจวเหวินเตรียมใจรับมือกับการบาดเจ็บ แต่กลับราบรื่นอย่างเหนือความคาดหมาย


    โดยทั่วไป ร่างกายระดับธรรมดาจะสามารถผสานกับผลึกสกิลระดับธรรมดาเท่านั้น ถ้าฝืนผสานกับสกิลระดับตำนาน ร่างกายจะเผชิญกับพลังมหาศาล กรณีเบาคือเส้นลมปราณเสียหาย กรณีหนักคือเสียชีวิตทันที


    โจวเหวินมั่นใจว่าร่างกายของตัวแข็งแกร่งกว่าระดับธรรมดาทั่วไปอย่างมาก อีกทั้งอยู่ในเกมยังไม่ต้องกลัวตาย เขาจึงกล้าดูดซับผลึกแม่ทัพโครงกระดูก แต่ไม่คิดว่ากระบวนทั้งหมดจะราบรื่นมาก นอกจากความเจ็บปวดตอนบุกเบิกเส้นทางลมปราณ ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอื่นให้กับร่างกาย


    “ในเกมเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ก็เป็นผลจากคัมภีร์สะกดเซียนนะ” โจวเหวินสรุปสาเหตุไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี


    โจวเหวินมองข้อมูลในเกม หอกทะลวงเกราะเป็นสกิลระดับตำนานขั้นหนึ่ง แต่หอกทะลวงเกราะเป็นสกิลประเภทหอก ต้องใช้อาวุธประเภทหอกถึงสามารถปลดปล่อยอานุภาพสูงสุดออกมา


    “หลี่เสวียน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” โจวเหวินกำลังจะเปลี่ยนดันเจี้ยน ไปรังมดเพื่อลองดูว่าจะฆ่ามดบินปีกเงินได้ไหม แต่จู่ ๆ กลับได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากหน้าคฤหาสน์ พร้อมกับเสียงกริ่งที่ดังไม่ขาดสาย


    หลี่เสวียนน่าจะไม่อยู่ ในคฤหาสน์มีแค่โจวเหวินคนเดียว


    ถึงแม้โจวเหวินได้ยินเสียงกริ่งแล้ว แต่อีกฝ่ายมาหาหลี่เสวียน ส่วนหลี่เสวียนก็ไม่ได้อยู่บ้าน เขาจึงไม่คิดออกไปเปิดประตู เพียงนั่งเล่นเกมอยู่บนโซฟาต่อ


    “หลี่เสวียน ฉันรู้ว่านายอยู่ในบ้าน ถ้ายังไม่ออกมาอีก ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ” ผู้หญิงคนนั้นกดกริ่งอยู่พักหนึ่งอย่างไม่ยอมแพ้


    โจวเหวินแค่ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่สนใจเธอสักนิด เสียงกริ่งนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย เขายังคงเล่นเกมต่อไป


    เดิมทีโจวเหวินคิดว่าเดี๋ยวผู้หญิงก็จะกลับไปเอง ใครจะไปรู้ว่าเธอตะโกนอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็หยุดลง แต่ผ่านไปแค่สองวินาที ก็ได้ยินเสียงปังดังขึ้น ตามด้วยเสียงครืนสองครั้งติดกัน ผู้หญิงคนนั้นพังประตูเข้ามา


    เธอพุ่งตรงเข้ามาในคฤหาสน์ เมื่อเห็นว่าห้องรับแขกไม่มีคน ก็เดินขึ้นชั้นบน


    ดูเหมือนเธอจะคุ้นเคยกับที่นี่มาก เดินตรงไปที่ห้องของหลี่เสวียน จากนั้นถีบประตูออกโดยที่ไม่เคาะประตู


    “หลี่เสวียน วันนี้ไม่ว่านายจะหลบยังไงก็เปล่าประโยชน์” เมื่อเห็นว่าในห้องไม่มีคนอยู่เหมือนกัน เธอก็เดินไปตามทางเดิน แล้วไล่ถีบประตูออกทีละห้อง


    เมื่อถีบไปถึงห้องที่สอง เธอก็เห็นโจวเหวินที่กำลังนั่งพิงหัวเตียงเล่นเกม


    เมื่อเธอเห็นว่ามีคนอยู่ก็รู้สึกดีใจ แต่เมื่อเห็นว่าไม่ใช่หลี่เสวียน สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างผิดหวัง พร้อมกับจ้องโจวเหวินถามว่า “นายเป็นอะไรของนาย ฉันตะโกนเรียกอยู่ตั้งนาน นายไม่ได้ยินเหรอ”


    “ได้ยินแล้ว” โจวเหวินพลางเล่นเกมพลางตอบ โดยที่ไม่ได้เงยหน้ามองเธอ


    “ได้ยินแล้วทำไมไม่ตอบ” เธอพูดด้วยความโมโหเล็กน้อย


    “ก็เธอมาตามหาหลี่เสวียน ไม่ใช่ฉัน ฉันจะตอบทำไม” โจวเหวินตอบส่ง ๆ


    เธอเถียงไม่ออก จ้องโจวเหวินอีกครั้งแล้วถาม “หลี่เสวียนล่ะ”


    “ออกไปข้างนอกแล้ว” โจวเหวินตอบ


    “ฉันรู้แล้วว่าเขาออกไปข้างนอก ฉันหมายถึงว่าเขาไปที่ไหน” เธอรู้สึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่มีมารยาทเลย


    “ไม่รู้” โจวเหวินตอบอย่างง่าย ๆ เพราะเขาไม่รู้จริง ๆ


    เธอทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่โทรศัพท์ในกระเป๋ากลับดังขึ้น เธอรับสายแล้วพูดแต่ไม่กี่คำ ดูเหมือนจะเรื่องด่วน เธอหันหลังเตรียมจากไป


    แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็เหมือนนึกบางอย่างได้ หันหลังเดินกลับมาตรงหน้าโจวเหวิน คว้าแขนของเขาแล้วดึงเขาลุกขึ้น “นายตามฉันมา ถือว่าช่วยฉันสักครั้ง อย่างน้อยก็ช่วยให้จำนวนครบคน” 


    “เธอเป็นใคร ฉันไม่รู้จักเธอ” โจวเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย อยากสะบัดมือของเธอออก


    “นายอยู่ที่นี่ได้ยังไง ต้องเป็นพวกเพื่อนเสเพลของหลี่เสวียนแน่เลย ไม่รู้จักแม้กระทั่งฉันที่เป็นพี่สาวของเขางั้นเหรอ นายเกาะหลี่เสวียนเที่ยวกินเที่ยวดื่ม หลี่เสวียนเป็นคนออกให้ทุกอย่าง นายแค่ช่วยเหลือพี่สาวของเขาสักหน่อยไม่ได้หรือยังไง” เธอพลางพูดพลางดึงโจวเหวินออกไปข้างนอก ดูเหมือนร้อนใจมาก


    โจวเหวินพูดอะไรไม่ออกทันที ถึงแม้เขาไม่ใช่เพื่อนเสเพลตามที่เธอบอก แต่เป็นเรื่องจริงที่เขาอาศัยอยู่กับหลี่เสวียน ดูเหมือนว่าคำพูดของเธอจะไม่ผิดหมดเสียทีเดียว


    “ปล่อยนะ ฉันเดินเองได้ เธอจะให้ฉันช่วยอะไร” โจวเหวินคิดว่าถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็ควรจะช่วยเหลือสักหน่อย ถือว่าเป็นค่าเช่าแล้วกัน


    เธอได้ยินแล้วไม่ได้ปล่อยมือ เดินไปพูดไปว่า “นายวางใจเถอะ แค่ให้นายไปเติมจำนวนคนให้เต็มเท่านั้น ไม่ได้หวังว่านายจะช่วยอะไรได้อยู่แล้ว ขอแค่นายไม่ทำให้วุ่นกว่าเดิมก็พอ”


    โจวเหวินถูกเธอพาออกจากคฤหาสน์ โดยที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของพี่สาวหลี่เสวียน


    หน้าคฤหาสน์มีมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันหนึ่งจอดอยู่ เธอหยิบหมวกกันน็อกที่แขวนอยู่บนรถโยนให้โจวเหวิน จากนั้นขึ้นคร่อมรถแล้วพูดว่า “ขึ้นมา”


    โจวเหวินเห็นเธอใส่รองเท้าหุ้มข้อ สวมเสื้อยืดคู่กับกางเกงยีน รูปร่างสูงโปร่ง ผมดำยาวลอนเป็นธรรมชาติ เห็นแล้วมีกลิ่นอายห้าวหาญ แตกต่างจากผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่โจวเหวินเคยเจอ


    แต่โจวเหวินไม่มีความคิดอะไรอื่น หลังจากสวมหมวกกันน็อกก็ขึ้นไปนั่งข้างหลังพี่สาวของหลี่เสวียน


    “จับให้แน่น” เนื่องจากมีหมวกกันน็อกแค่ใบเดียว หลังจากเธอเอาให้โจวเหวินจึงไม่เหลือไว้ใส่เอง เมื่อขับบิ๊กไบค์ออกไป ผมยาวลอนก็พลิ้วไสวตามลม และสัมผัสโดนตัวโจวเหวินเป็นระยะ


    ตามท้องถนนของลั่วหยางสามารถพบเห็นเหล่าผู้แข็งแกร่งขี่สัตว์เลี้ยงคู่หูเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยในจังหวัดกุยเต๋อ


    ใช้รถยนต์และสัตว์เลี้ยงคู่หูสัญจรบนถนนร่วมกัน เป็นภาพที่เห็นแล้วรู้สึกเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด


    สัตว์เลี้ยงคู่หูเริ่มมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ต่อสหพันธ์ งานมากมายที่มนุษย์และเครื่องจักรยากจะทำได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยพวกมันช่วยเหลือ


    การมีสัตว์เลี้ยงคู่หูที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงสามารถทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ


    เธอขับมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วสูง แทรกผ่านช่องว่างระหว่างรถยนต์บนถนน แม้จะดูหวาดเสียว แต่การควบคุมรถของเธอกลับดูสมดุลอย่างน่าประหลาดใจ ไม่มีการเบรกกะทันหันเลย


    โจวเหวินนั่งอยู่ด้านหลัง โดยที่มือทั้งสองข้างยังคงถือโทรศัพท์เล่นเกม โชคดีที่เธอขี่รถนิ่งมาก ไม่ได้ส่งผลต่อความนิ่งในการควบคุมของเขาเลย


    หลี่เว่ยยางขี่มอเตอร์ไซค์อยู่พักหนึ่ง ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ไม่ได้รู้สึกเลยว่าโจวเหวินจับเอวของเธอ เธอจึงเริ่มรู้สึกดีต่อโจวเหวิน


    โดยปกติเธอไม่ค่อยชอบเพื่อนพ้องเสเพลของหลี่เสวียน ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งนี้เวลาบีบคั้น เธอคงไม่พาโจวเหวินมาเติมเต็มจำนวน เดิมทียังคิดว่าโจวเหวินจะฉวยโอกาสตอนนั่งซ้อนโอบเอวของเธออย่างเปิดเผย แต่เธอไม่รู้สึกเลยว่าโจวเหวินได้จับเอวของเธอ แม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็ไม่ได้สัมผัสโดน ดูเหมือนว่าตั้งใจรักษาระยะห่าง


    “ไม่คิดว่าบรรดาเพื่อนของหลี่เสวียน จะมีคนที่รู้จักแยกแยะความเหมาะสม” หลี่เว่ยยางคิดในใจ พลางหันไปมองโจวเหวินที่นั่งอยู่ข้างหลัง แต่ทันทีที่หันไปมอง ความรู้สึกดีเหล่านั้นก็สลายหายไป


    เดิมทีเธอคิดว่าโจวเหวินเป็นคนที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ แต่หันไปมองถึงได้รู้ว่า โจวเหวินอาศัยเวลาถือโทรศัพท์เล่นเกม อีกทั้งยังเล่นอย่างเพลิดเพลิน จดจ่อราวกับอยากหมุดหัวเข้าไปในเกม


    “ดูเหมือนว่าฉันจะคิดมากไปเอง บรรดาเพื่อนของหลี่เสวียนจะมีสุภาพบุรุษอยู่ได้ยังไง” หลี่เว่ยยางคิดในใจอย่างเย้ยหยัน


    คล้ายกับเรื่องฉันแค่อยากเล่นเกมเงียบ ๆ ที่คุณอ่าน