ตอนที่ 1 เ้าสาวอัปลักษณ์
ณ ดินแดนประจิมเหนือ
เมื่อล่วงเข้าสู่ยามอู่ [1] กลางคิมหันต์ ดวงตะวันตั้งฉากเหนือศีรษะ สาดแสงแผดเผาผืนดินให้ร้อนระอุราวกับตกอยู่ในทุ่งทะเลเพลิง
ท่ามกลางความอบอ้าวเหนือผืนทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล ขบวนรถม้าซึ่งประดับประดาด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟระย้าออกเดินทางฝ่าเปลวแดดใต้เงาตะวัน และท้าทายความเหน็บหนาวในยามราตรีเป็เวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
กระทั่งการเดินทางแสนยาวนานได้สิ้นสุดลง เมื่อขบวนเ้าสาวอันเรียบง่ายเคลื่อนตัวผ่านละอองฝุ่นสีทองของทะเลทรายที่ม้วนตัวลงมากับเขตทุ่งหญ้า ผืนแผ่นดินเขียวชอุ่มของเมืองเจิ้นเป่ยก็ปรากฏอยู่รำไรที่เบื้องหน้าแล้ว
ริ้วขบวนลอดผ่านเข้าไปในประตูเมืองหน้าด่าน มุ่งหน้าสู่ถนนใจกลางเมือง สองข้างทางครึกครื้นไปด้วยผู้คนที่สัญจรในยามพลบค่ำ
่เวลาเดียวกันนั้น บนระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยม ปรากฏร่างของสตรีผิวขาวเนียนละเอียด อาภรณ์สีชาดขับให้ดูโดดเด่นจากผู้คนทั่วไปตามท้องถนน นางกำลังจดจ้องผ่านเข้าไปยังม่านหน้าต่างรถม้าเ้าสาวต่างแดน
“ไยจึงส่งหญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นไปเป็ชายาของเย่ว์อ๋อง”
ไป๋เสวี่ยเหมย ฮองเฮาแห่งต้าเว่ยกล่าวกับโอรสเพียงองค์เดียวด้วยสีหน้าหวั่นวิตก
เหยียนเฉิง โอรสลำดับที่สามของเฉียนเฟยฮ่องเต้แย้มยิ้ม เขายังคงมีท่าทีเยือกเย็น เฉกเช่นร่างกายที่ดูซูบผอมเพราะถูกรบเร้าด้วยโรคภัย ยามตอบคำถามมารดาจึงคล้ายกับผู้ที่ไม่รีบร้อน
“นางเหมาะสมที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ความอัปลักษณ์ของนางทำให้ใบหน้าหยิ่งผยองนั่นต้องอัปยศจนมิอาจสู้หน้าผู้ใด การได้เห็นความอัดอั้นตันใจของเย่ว์อ๋อง ลูกจึงจะมีความสุขได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วถ้านางพลาดถูกเ้าปีศาจนั่นสังหารไปเสียก่อนเล่า”
“เช่นนั้นก็ยิ่งดีต่อเรามิใช่หรือ” ฉินเหยียนเฉิงหมุนจอกสุรา ประกายแววตาเกิดประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง “หากเขากล้าขัดพระราชโองการก็เท่ากับว่าเย่ว์อ๋อง้าแข็งข้อ เมื่อนั้นคำเท็จทูลของเหล่าขุนนางที่ว่าเย่ว์อ๋อง้าก่อฏเพื่อชิงบัลลังก์ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น เช่นนี้ก็เหมือนกับว่าพวกเราออกแรงเพียงครึ่งเดียว แต่กลับได้ประโยชน์ถึงสองทาง ไม่ว่าเย่ว์อ๋องจะตัดสินใจเช่นไรก็นับว่าเป็ผลดีต่อเราทั้งนั้น เสด็จแม่วางพระทัยได้”
“หวังว่าหมากตัวนี้ของเ้าคงจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
ไป๋ฮองเฮาถอนใจพลางจับตาดูขบวนรถม้าเคลื่อนตัวไปจนลับสายตา
กงล้อรถม้าบดไปตามถนนได้สักระยะก็มาถึงหน้าประตูจวนอ๋อง
“ท่านหญิง พวกเรามาถึงแล้วเ้าคะ” ซูมามา หญิงรับใช้สูงวัยที่ติดตามมาพร้อมกับขบวนเ้าสาวเปิดผ้าม่านขึ้น พร้อมกับยื่นมือให้ผู้ที่อยู่ด้านในประคองในขณะที่ก้าวเท้าลงจากรถม้า ท่ามกลางสายตาสอดรู้ของผู้คนที่พร้อมใจกันมามุงดูเ้าสาว
ครั้นร่างสะโอดสะองภายใต้อาภรณ์สีแดงด้านขยับปลายเท้าลงมาแตะพื้น สายตาของชาวเมืองเจิ้นเป่ยก็แทบจะถูกสะกดให้ตกอยู่ในภวังค์
แม้ใบหน้าครึ่งล่างจะถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมสีทอง ทว่าดวงตาคมเข้มและชั้นตาเด่นชัด ผนวกกับประกายดวงตาสีน้ำตาลอ่อนและสันจมูกโด่งรั้น กลับช่วยเสริมให้ดวงหน้าโดยรวมดูเย้ายวนเหนือคำบรรยาย
ยามนางเยื้องกายก้าวย่าง ผ้าคลุมโปร่งแสงที่คลุมศีรษะไว้ก็พลิ้วไหว อาภรณ์น้อยชิ้นบนเรือนกายก็อวดทรวดทรงอย่างอรชร
่แขนเรียวยาวและหัวไหล่เผยผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียด ใต้เอวคอดกิ่วคือกางเกงปลายขาพองที่ปกปิดเรียวขายาวไปจนถึงข้อเท้า
การแต่งกายเช่นนี้อาจจะดูขัดกับจารีตของแคว้นเจิ้นเป่ยอยู่มาก แต่สำหรับผู้ที่เติบโตในชนเผ่าเขตร้อนแล้วก็นับว่าเป็เื่ปกติทั่วไป
ลู่หยาหลัน หรือท่านหญิงเผ่าเซี่ยหูและคณะผู้ติดตามเดินเท้าไปตามทางเดินหินขรุขระ จวบจนถึงหน้าประตูตำหนักบรรทมของอ๋องครองแคว้นที่กำลังจะกลายมาเป็สวามี
ทว่ายิ่งย่างกายเข้าใกล้ บรรยากาศโดยรอบกลับยิ่งเงียบสงบจนผิดวิสัย ไร้วี่แววพิธีรับตัวเ้าสาว หรือแม้กระทั่งบ่าวไพร่สักคนก็ไม่มาปรากฏให้เห็น
“เย่ว์อ๋องรับราชโองการ” ขันทีผู้ติดตามมาพร้อมขบวนเ้าสาวกางแพรไหมลายประทับพระราชลัญจกร ท่วงท่าเก้ ๆ กัง ๆ สายตาสอดส่ายไปรอบตำหนัก ก่อนจะอ่านเนื้อความด้วยน้ำเสียงอึกอัก
“ฝ่าามีพระราชประสงค์ประทานสมรสให้ท่านหญิง...”
พรึบ!
เพียงประโยคแรกที่หลุดออกจากปาก บานประตูไม้แกะสลักขัดเงาก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ทหารอารักขาที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านหน้าลู่หยาหลันถูกอาวุธลับไม่ทราบชนิดปลิวเข้าปาดลำคอ รวดเร็วเสียจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ไม่กี่อึดใจ ลำคอของชายตัวโตทั้งสี่คนก็มีละอองโลหิตพ่นออกมาเป็สาย กระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าของลู่หยาหลัน รอยแดงจุดเล็กจุดน้อยกระจายไปทั่วผ้าคลุมหน้า
กรี๊ด!
หญิงรับใช้กรีดร้องระงม ขันทีผู้ถือราชโองการละทิ้งหน้าที่เพื่อวิ่งหนีเอาตัวรอด ปล่อยให้ท่านหญิงต่างบ้านต่างเมืองและบ่าวรับใช้อีกสองสามคนต้องยืนชะงักงันก้าวขาไม่ออกอยู่ตรงนั้น
ลู่หยาหลันกลืนน้ำลายลงคอ กายนางสั่นเล็กน้อย
“ทะ...ท่านหญิง...” หญิงชราเสียงสั่นพร่าไม่แพ้กัน ฝ่ามือที่คอยประคองลู่หยาหลันกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็ไร ส่งสุรามาให้ข้า”
“เ้าค่ะ” หญิงรับใช้ผู้ที่ถือถาดทรงกลมเดินก้มหน้าเข้ามาส่งถาดให้ ฝ่ามือเล็ก ๆ สั่นเทาจนกาทองเหลืองและจอกสุรากระทบกันไปมา ลู่หยาหลันยื่นมือไปช่วยประคองมือนางไว้
“พวกเ้าถอยออกไปให้หมด”
นางขับไล่บ่าวรับใช้ที่ยังเหลือลมหายใจให้ออกไปจากบริเวณที่นางยืนอยู่ ด้วยเกรงว่าโทสะของผู้ที่อยู่ในห้องจะพรากชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไป
ก้อนความกลัวถูกกลืนลงไปในลำคอที่แห้งผาก ลู่หยาหลันเชิดหน้าขึ้นอย่างเข้มแข็งแล้วเดินผ่านประตูเข้าไป
สายลมแรงวูบหนึ่งพัดผ่านใบหน้านาง พรึบเดียวประตูตำหนักก็ปิดสนิท ครั้นนางลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นปลายมีดสีเงินวาววับยื่นเข้ามาจ่ออยู่ตรงหน้า
หากนางยังปลายเท้าไม่ทัน อีกเพียงคืบเดียว ลมหายใจของนางก็คงถูกพรากไปได้ในทันที
“ออกไป!”
น้ำเสียงเยือกเย็นที่เอ่ยขึ้น ฟังแล้วรู้สึกได้ว่ามันปะปนไปกับอาการมึนเมาจากฤทธิ์ของสุราหลายเหยือกที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้น
เย่ว์อ๋องยังคงมีใบหน้าคมคายดึงดูดสายตาของนางได้เช่นเดียวกับคราแรกที่พบกันในสนามรบ ท่วงท่าอาจหาญในขณะที่เขาจับดาบเข่นฆ่าศัตรู ยังคงตรึงตาตรึงใจนางมิลืมเลือน
แม้ว่าบุรุษเ็าผู้นี้จักสังหารขุนศึกฝีมือดีของเซี่ยหูไปหลายร้อยนาย รวมถึงทำให้บิดาและคนในเผ่าต้องตกไปเป็เชลยของต้าเว่ย แต่นางกลับลุ่มหลงเขาจนหมดหัวใจ
“หม่อมฉันคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้เพคะ หน้าที่ของหม่อมฉันคือการมีโอรสให้กับพระองค์ เพื่อแลกกับอิสรภาพของบิดาและชาวเผ่าเซี่ยหู ตามที่องค์จักรพรรดิต้าเว่ยให้สัตย์ปฏิญาณเอาไว้”
เย่ว์อ๋องถลึงตา ตวัดปลายดาบกระตุกผ้าคลุมหน้าของนางออก รอยแผลเป็สีน้ำตาลเข้มที่ลากยาวั้แ่เนินแก้มด้านขวาจรดลงมาถึงปลายคางปรากฏเด่นชัด
ดวงตาสีแดงก่ำภายใต้ความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากเชิงเทียนสว่างวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง คมมีดเย็นเฉียบวาดไปตามรอยนูนบนเรียวหน้า พลางกล่าววาจาหักหาญน้ำใจ
“หญิงอัปลักษณ์ช่างไม่รู้จักเจียมตัว กล้าใช้กลอุบายต่ำทราม ชั่วช้ายิ่งนัก”
ทั้งชีวิตนางได้ยินคำดูแคลนจนชินชา ถ้อยคำเหยียดหยามเพียงเท่านี้หาได้ระคายใจแต่อย่างใด
หากเทียบกับการได้บุรุษรูปงามผู้นี้แล้ว ไม่ว่าเขาจะขยะแขยงนางมากสักเพียงใด นางก็พร้อมที่จะยอมแลกได้ทุกอย่าง
“ท่านอ๋องก็ทรงทราบดีว่าราชโองการของฝ่าาไม่อาจขัดคำสั่งได้ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกัน ไม่สู้ยอมรับมันแต่โดยดีจะไม่ง่ายกว่าหรือเพคะ”
ลู่หยาหลันทิ้งตัวลงคุกเข่า ยื่นถาดสุราออกไปด้านหน้า
“ท่านอ๋องโปรดรับสุรามงคลเถิดเพคะ”
แววตาดุดันส่งผ่านออกมาจากสีหน้าเหี้ยมเกรียมของบุรุษภายใต้ฉลองพระองค์สีดำสนิท อาภรณ์รุ่มร่ามไร้ระเบียบสั่นไหวด้วยไฟโทสะ
ทว่าในขณะที่เขาตัดสินใจจะหยิบกาสุราขึ้นมาดื่ม ฝ่ามือเรียวเล็กของลู่หยาหลันก็พลันยื่นออกมายื้อกาสุราเอาไว้
ชั่วขณะหนึ่งที่นางก้มหน้านิ่งไป กระแสความคิดจากิญญาที่ย้ายเข้ามาสวมอยู่ในร่างก็พลันเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดูผิดแผกไปจากเดิม
“ช้าก่อนเพคะ หม่อมฉันมาคิดดูอีกที หากการทำเช่นนี้เป็การฝืนพระทัย เช่นนั้นก็อย่าดื่มสุรานี้เลยดีกว่าเพคะ”
“ไยต้องเสแสร้ง เ้าอยากให้ข้าดื่มสุราปลุกกำหนัดใจจะขาดมิใช่หรือ”
ลู่หยาหลันตาโต ปฏิเสธเสียงสูง “ปะ...เปล่านะ สุราปลุกกำหนัดอันใดกัน” ช่างเป็คำโป้ปดที่เปล่งเสียงสูงออกมาจนหาความแเีไม่ได้
“ใช่หรือไม่ เ้าก็ลองพิสูจน์เองแล้วกัน”
เย่ว์อ๋องบีบกรามนาง พยายามเปิดริมฝีปากสีชมพูหวานที่เม้มแน่นให้เปิดออก กรอกสุรารสบาดคอเข้าไปในปากนาง บังคับให้นางต้องกลืนมันลงไป
สุราหลายอึกถูกกลืนเข้าไปและอีกส่วนหนึ่งก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในโพรงปาก
ลู่หยาหลันพยายามผลักไสร่างกำยำออกไป ด้วยอาการเมามาย เย่ว์อ๋องจึงยากที่ควบคุมร่างกายเช่นปกติ ขาทั้งสองข้างเกี่ยวก่ายกันจนสะดุดล้มลงบนฟูก
ร่างบอบบางถูกฝ่ามือหนารั้งเอาไว้ ด้วยน้ำหนักของคนตัวใหญ่กว่าจึงทำให้นางโน้มตัวตาม ริมฝีปากของลู่หยาหลันประกบเข้ากับริมฝีปากของคนใต้ร่าง เป็จังหวะเดียวกับที่เย่ว์อ๋องเกิดอาการสะอึกขึ้นมา
สุราในปากของลู่หยาหลันจึงถูกถ่ายเทไปยังโพรงปากของอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ
เย่ว์อ๋องกลืนสุราอึกใหญ่ลงคอ