ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่330 นครกลางน้ำ

   ระหว่างเรือ แล่น เตรียมจะเข้าไปเทียบท่า ภายใน นครกลางน้ำ อี้เฉิน ครั้นได้ยินผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับ กลุ่มคนดินแดนเบื้องล่างขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะเอี้ยวหู น้อยๆ ของเขาออกไปฟังเรื่องราวต่างๆ อยากจะรู้หนึ่งปีมานี่ คนดินแดนเบื้องล่างที่เขาส่งขึ้นมา จะเป็นเช่นไรบ้าง
 


"ข้าได้ยินมาว่า จอมยุทธ์ของ 4สำนักใหญ่ รังแก กดดัน สำนักเล็กๆ ที่รับเหล่าศิษย์ คนดินแดนเบื้องล่าง ที่กลายเป็นข่าวโด่งดัง เมื่อหนึ่งปีก่อนอีกแล้ว แถมครานี้ยังรุนแรงไม่น้อยถึงกับ กีดกันพวกเขา ไม่ให้เข้าไปฝึกฝน ภายในแท่นศิลาโลกปราณจิต พวกสำนักใหญ่ พวกนี้ กัดไม่ปล่อยจริงๆ" ชายหนุ่มกล่าวออกมา ประหนึ่งเห็นมากับตาของตนเอง

 


หญิงสาวอีกคน เอ่ยพูดออกมาสมทบในทันที "เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าว่ากลุ่มคนพวกนั้นมันก็สมควรโดนแล้ว ถึงกับทำให้4สำนักใหญ่ ต้องอับอายขายหน้าประชาชีขนาดนี้ ชื่อเสียงที่สั่งสมมา นับพันๆ ปี ต้องด่างพร้อย เพราะพวกมดปลวกพวกนี้ หากเป็นพวกเจ้าก็คงรับไม่ได้เช่นกัน"



   ชายหนุ่มที่นั่งพิงราวกั้นลำเรือ เอ่ยพูด เปิดประเด็นขึ้นมาในทันใด เขาเองก็อยากจะรู้ ผู้คนจะคิดเห็นเช่นไร "แล้วพวกเจ้าเชื่อเรื่อง พวกกลุ่มคนดินแดนเบื้องล่าง เล่าขาน ออกมาหรือไม่ ว่าเทพสวรรค์ของ4สำนักใหญ่ ที่ลงไปยังดินแดนเบื้องล่าง ถูกใครบางคนฆ่าสังหารจนสิ้น เห็นว่ากันว่าคนผู้นั้น ยังอายุไล่ๆ พวกเรา"

 


ทันใดที่คำพูดเหล่านี้ ถูกโยนลงไปท่ามกลางบทสนทนา ผู้คนก็ต่างพากัน ครุ่นคิดใบหน้าจริงจังไม่น้อย

 


"ข้าว่ามันก็แค่เรื่องหลอกเด็ก ข้าได้ยินจากปากของเหล่าจอมยุทธ์ รุ่นใหม่ มากับหูของข้า ดินแดนนั้นต่ำต้อยจะตาย แม้แต่เทพสวรรค์ยังไม่มี" ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม กล่าวออกมาด้วย ความจองหอง น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

 


ครั้นที่หลายๆ คนได้ยินก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้นไม่น้อย ขานพยักหน้ารับ ในทันที

 


กลุ่มอื่นๆ ที่ได้ยินเรื่องสนุก ก็ต่างออกความคิดเห็นของตน แต่ความคิดเห็นนั้นไปทางเดียวกับชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม

 


ทว่าอี้เฉินที่ได้ยิน เขากลับหน้ามืดทะมึน ยิ่งโกรธเคือง4สำนักใหญ่เป็นอย่างมาก ดวงตาที่เหลือข้างเดียวแดงก่ำ ด้วยความบ้าคลั่ง ปากกัดกรามไว้แน่น จนมีเลือดไหลซึมออกมาเป็นสาย ก่อนจะยกฝ่ามือ เช็ดเลือดเหล่านั้นออกไป

 


…เพียงไม่กี่อึดใจ อี้เฉินก็เห็นปราการธรรมชาติ ใสราวกับแก้วแทบมองไม่เห็น อดไม่ได้ที่จะชื่นชมมัน สมแล้วที่ถูกเรียกขานว่า ปราการธรรมชาติ ทั้งกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ที่รุนแรงเป็นอย่างมาก แม้แต่เทพสวรรค์ก็ไม่อาจ ฝ่าเข้าไปง่ายๆ
อี้เฉินรู้ซึ้งในทันทีครั้นเมื่อเจอ กฎเกณฑ์ฟ้าดิน กับตัวเอง ว่าปราการธรรมชาติ แห่งนี้ น่าพรั่นพรึงถึงเพียงใด

 


   ครั้นเมื่อ อี้เฉินเห็น นครกลางน้ำ อยู่ในสายตาชัดๆ ถนัดตา ดวงตาของเขาถึงกับเบิกออกกว้าง ครั้นเห็นแพเรียงราย ออกไปทั่วทิศ ไกลสุดลูกหูลูกตา ช่างเป็นภาพงดงาม ที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แม้แต่สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ยังมีให้เห็นภายในแม่น้ำแห่งนี้ เรือสัญจรรอบๆ เองก็มีอยู่ด้วยกันไม่น้อย



เหล่าเด็กน้อยที่เล่นน้ำก็มีให้เห็น อยู่ประปราย พวกเขาต่างโบกมือ น้อยๆ ของพวกเขา ออกมาทักทายคนต่างถิ่นที่เดินทางเข้ามา ใจกลางเองก็มีแผ่นดินใหญ่ แม้แต่สำนักใหญ่ ยังถูกตั้งอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ ส่วนที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นยอดเขา ที่มีแท่นศิลาโลกปราณจิต เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล

 


ครั้นเมื่ออี้เฉินลงจากลำเรือมาได้ เขาเดินตรงไปที่ยอดเขาที่สูงที่สุดในทันที กลุ่มคนที่มาพร้อมๆ ตัวเขาเองก็มีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกับตัวเขา กรูกันไปยังสถานที่แห่งนั้น ด้วยความไม่เร่งรีบ

 


อี้เฉิน ครั้นเห็นสายตาของหญิงสาว นามว่า ยี่ผิง อดไม่ได้ที่จะหลบเลี่ยงสายตาจากนาง กลุ่มของนางเองก็ หยุดชะงักเช่นกันครั้นเห็น คุณหนูของพวกเขาหยุดนิ่ง หันหลังกลับมา โบกมือให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง อดที่จะประหลาดใจไม่ได้



"เจ้ายังไม่เข้ามาอีก"ยี่ผิง นางหนังตากระตุกเล็กๆ ครั้นเห็นชายหนุ่มอัปลักษณ์ ไม่สนใจตัวนาง เดินจ้ำอ้าว ไปด้วยความเร่งรีบ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 


ชายหนุ่มร่างกายกำยำ เดินเข้ามาขวางทาง อี้เฉินในทันที "เจ้าไม่ได้ยิน ที่คุณหนูของข้าเรียกขานอย่างนั้นหรือ"

 


อี้เฉิน ที่เห็นว่าเขาไม่อาจหลบไปได้อีกต่อไป ถึงกับถอนหายใจออกมายาว " แม่นาง ท่านต้องการจะถามอะไร อย่างนั้นหรือ โปรดเอ่ยพูดมันออกมา"


 

   ยี่ผิง นางอดไม่ได้ที่จะทำปากมุ่ย เดินเข้ามาบีบไหล่อี้เฉินไว้แน่น "เจ้าคงไม่ใช่ตามพวกเรามาหรอกนะ" ทันใดที่นางเอ่ยคำพูดนั้นออกมา กลุ่มของพวกนางก็ต่างหน้ามืดทะมึน จิตสังหาร น้อยๆ แพร่กระจายออกมา กดดันชายหนุ่มผมขาวในทันที แม้แต่ผู้คนที่อยู่รอบๆ ยังถอยห่าง กลุ่มของพวกเขา กลัวว่าจะโดนลูกหลง

 


   อี้เฉิน ที่รู้สึกถึงแรงบีบจากฝ่ามือของนาง อดไม่ได้ที่จะยกฝ่ามือของเขาออกมา แกะนิ้วมือขาวเนียนละเอียดของนางออก ผู้คนที่เห็นอยู่โดยรอบ หนังตากระตุกถี่ยิบ ครั้นเห็นชายหนุ่มผมขาวไม่มีท่าทีหวาดกลัว เมื่ออยู่ต่อหน้าขั้นพลังเทวะ อย่าง ยี่ผิง "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเองก็มาสถานที่แห่งนี้เพื่อจะมาฝึกฝน ภายในโลกปราณจิต เช่นกัน"

 


ยี่ผิง ที่ถูกชายหนุ่มจับนิ้วมือขาว เนียน ของนางลูบไล้ไปมา นางรู้สึก จักจี้ คันยิบๆ ขึ้นมาในทันที ก่อนจะตบฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอี้เฉิน เผลอลืมตัวไปหน่อย เสียง"เพี๊ยะ!!" ดังก้อง จนใบหน้าอี้เฉินร้อนฉ่า หันไปทิศอื่นในทันที ก่อนยี่ผิง จะกล่าวพูดออกมาด้วยความตกใจ "โทษที ข้าเผลอไปหน่อย"

 


อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะยกฝ่ามือจับใบหน้าที่ร้อนฉ่าของเขาเอาไว้ ก่อนจะเดินลัดเลาะขึ้นไปด้านบนยอดเขาในทันที ไม่แม้จะสนใจนางอีกต่อไป

 


คนอื่นๆ ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ครั้นเห็นชายหนุ่มไม่มีท่าทีโกรธเคือง แต่ดูๆแล้ว เขาก็งอน ยี่ผิง ราวกับเป็นเด็กอยู่ไม่น้อย อดไม่ได้ที่จะชื่นชมชายหนุ่ม หากเป็นผู้อื่นเกรงว่าคงเกิดเรื่องไปแล้วเป็นแน่

 


ยี่ผิง นางเข้าไปขอโทษอยู่หลายครา แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีท่าทีว่าจะสนใจ นางไม่เคยง้อใครเช่นนี้มาก่อน ปากถึงกับกัดฟันจนแน่น ลึกๆ น่าจะเปลี่ยนจากตบ เป็นต่อยเสียจริงๆ "เจ้าจะเข้าไปฝึกได้อย่างไรเล่า เจ้าบ้านนอก ในเมื่อเจ้าไม่มีป้ายยืนยันตน" ปากอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชวนชายหนุ่ม อัปลักษณ์
"เจ้ามากับพวกเราสิ เดียวข้าจะพาเจ้าเข้าไป"

 


ครั้นอี้เฉินได้ยิน เขาหยุดชะงักกับคำพูดของนางในทันที "ที่เจ้าพูดจริงหรือ"

 


ยี่ผิง พยักหน้ารับชายหนุ่ม อัปลักษณ์ คนอื่นๆ เองก็ไม่คิดคัดค้าน หากได้ไอ้หมอนี่มาเป็นโล่ป้องกันก็คงดีไม่น้อย ดูท่ามันจะหนังเหนียวไม่น้อย

 


     ยี่ผิง นางเองก็รู้สึกแปลกใจในตัวชายหนุ่มอยู่บ้าง หากเขามีแค่ปราณพลังภายนอก แล้วยังจะคิดฝึกฝนอีกงั้นหรือ อดที่จะยอมรับ ในความไม่ย่อท้อ ต่อโชคชะตา ของเขาจริงๆ ใบหน้าที่เคยบึ้งตึง เปื้อนยิ้มผุดพลายขึ้นมา ให้เห็นในทันที ราวกับชายหนุ่มผู้นี้ได้จุดไฟ ในตัวของนางขึ้นมาอีกครั้น ชื่นชมชายหนุ่มที่เดินอยู่เบื้องหน้า จ้ำอ้าวไปด้วยความไม่ทุกข์ร้อน

 


เมื่อเทียบกับตัวนาง ที่ต้องแบกรับกับเผ่าสงคราม ที่กำลังทำศึกหนัก หากนางไม่รีบแข็งแกร่งโดยไว เกรงว่า เผ่าสงคราม จะต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง แม้แต่การจะถูกลบหาย ออกจาก เผ่าพันธุ์บนโลกใบนี้ ก็ยังมีความเป็นไปได้ หากพ่ายแพ้ ต่อสงคราม

 


ครั้นเมื่อเปลวไฟถูกจุดขึ้นมาอีกครา นางจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าจะแข็งแกร่งขึ้นให้จงได้ 'ท่านพ่อรอข้าก่อน หวังว่าท่านจะยื้อสงคราม ไม่ให้บานปลายได้นะ'

 


...ครั้นเมื่อพวกเขาเดินทางไปไม่กี่ชั่วอึดใจ ก็มาอยู่ด้านบนส่วนยอดเขา มองเห็น สะพานหินขนาดใหญ่ ที่ถูกโซ่ฉุดรั้งไว้เป็นทางยาวขึ้นไปส่วนยอด ให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย ครั้นเมื่อก้าวเท้าลงไป ยังสะพานสายนั้น อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสั่น หวาดกลัวในใจลึกๆ
เมื่อมันถูกลมพัดไหวจนสั่นคลอน พาให้ใจผู้ที่เหยียบมัน สั่นสะท้าน เสียงโซ่ที่กระทบกันเองก็ดังกู่ก้อง เมื่อลมหวน พัดพาเข้าใส่ยอดเขา ที่เต็มไปด้วยร่องกัดเซาะ ก่อเกิดเป็นเสียงหวีดหวิว น่าหวาดหวั่น ราวกับ เสียงภูตผีที่ร้องโหยหวน ร่ำไห้ อดที่จะคิดไม่ได้ ว่านี่คือสะพานแห่งความตาย

 


ปากอุทานออกมาด้วยความตกใจ ครั้นเมื่อก้าวเท้าเหยียบย่ำลงไป "นี่มันสถานที่บ้าอะไร เหตุใดมันถึงดูน่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ แถมแรงกดดัน บนเส้นทางเดินนี่อีกมันคืออะไรกันแน่"

 


แต่เมื่อพวกเขาเห็นชายหนุ่ม อัปลักษณ์ เดินนำหน้าพวกเขาฝ่าแรงกดดัน ออกไป อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย ลงคอไปคำใหญ่ พวกเขาคิดถูกจริงๆ ที่ให้ชายหนุ่มผมขาวมาพร้อมกับพวกเขา เพียงไม่นานตัวของอี้เฉินก็แหวก ฝูงชนให้พวกเขาในกลุ่ม เดินเข้าไป ด้วยความไม่ย่อท้อ

 


ยี่ผิง ที่เห็นยังรู้สึกประหลาดใจ ครั้นเมื่อเดินตามหลัง ชายหนุ่ม อัปลักษณ์ ไปติดๆ พวกเขากลับ ไม่ค่อยรู้สึกถึงแรงกดดัน ประหนึ่ง ชายหนุ่ม ที่อยู่เบื้องหน้ารับแรงกดดัน ทั้งหมดไว้

 


   กลุ่มฝูงชนเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน จู่ๆ แรงกดดัน ที่พวกเขาได้รับ อยู่ๆ ก็ราวกับหายไปไม่มีแรงกดดันนั้นอยู่อีกต่อไป ริมฝีปากยกยิ้มน้อยๆ ก้าวเดิน ตามกันมาด้วยความระมัดระวัง


   ทว่าอี้เฉินในยามนี้ เขาอดที่จะตกใจตนเองไม่ได้ กายาของเขาเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ราวกับ กระดูกสันหลังที่เปลี่ยนแปลงของเขา ดึงดูดแรงกดดัน ที่มากมหาศาล เข้ามาในกายา กระดูกศักดิ์สิทธิ์ ภายในร่างส่องแสงทอประกายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สั่นไหวอยู่ภายในร่างอย่างรุนแรง ความศักดิ์สิทธิ์เองก็ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะกระอักเลือดออกมาไม่หยุดก็ตาม แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

 


...ผ่านไปนับพันลมหายใจ อี้เฉินถึงจะก้าว มาถึงอีกฝั่งได้สำเร็จ ทว่าเขาอยากย้อนกลับไปเดินใหม่อีกครา หันหลังกลับไปมองทางที่เขาผ่านมา อย่างไม่วางตา

 


   ยี่ผิง ที่เห็นถึงกับกัดกรามแน่น ครั้นเห็นอี้เฉินมีสายตาเว้าวอน ประหนึ่งว่ามันสนุกดี กลับไปเดินใหม่อีกครั้ง นางถึงกับหนังตากระตุกน้อยๆ เอ่ยบอกกล่าว ชายหนุ่ม อัปลักษณ์ ในทันที "เจ้าเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนริมฝีปากของเจ้าออกเสีย ข้าเห็นแล้ว สะอิดสะเอียน อีกอย่างเราไม่มี เวลามาเดินเล่นยังสถานที่แห่งนี้ หรอกนะ"

 


คนอื่นๆ เองก็ยกยิ้มให้อี้เฉินด้วยใบหน้าเหยเก ครั้นเมื่อรู้ว่า ชายหนุ่มคิดจะเดินย้อนกลับไป ก่อนจะโบกมือ น้อยๆ ให้เขาตามมา

 


"พวกเจ้านี่ช่างไม่รู้ ถึงความวิเศษของสะพานสายนั้น เสียแล้ว" อี้เฉินกล่าวไล่หลังพวกเขาไปในทันที ทว่าพวกเขากลับไม่มีท่าทีว่าจะสนใจสะพาน เฮงซวย นั้นแม้แต่น้อย เดินจ้ำอ้าว ขึ้นไปด้านบนอย่างไม่รีรอ

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน