“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบตกลงแบบไม่ต้องคิดอะไรเวลาตั้ง14ปีมันนานมากจนบางทีมันเป็ความชินชาไม่ใช่ว่ารอคอยเพียงแต่ความรู้สึกในวันนั้นมันยังอยู่ในหัวใจตลอดเวลา แม้จะมีใครผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ยังไม่มีใครสักคนที่จะทำให้หัวใจเต้นแรงได้ขนาดนี้
“สั่งอะไรนิดหน่อยมาทานนะไม่เจอกันนานมากมีอะไรอยากพูดเชิญครับปานระพี”
หญิงสาวเริ่มนั่งตัวตรงแข็งทื่อก้มหน้าลงต่ำจนอีกคนสงสัยในอาการคนตรงหน้าไม่ได้
“หน้าแดงมากมะกี้ดื่มมาหรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ”
“นั่งเกร็งทำไมกลัวครูเหรอครับ”
“อายมากกว่าค่ะ”
“อายอะไรกันครับผ่านมาตั้ง14ปี” ชายหนุ่มยิ้มแล้วภาพลูกศิษย์แก้มป่องผมบ๊อบสั้นเต่อที่นั่งจ้องเขาตาแทบไม่กะพริบตาก็ลอยเข้ามาในความคิดทันที
“ก็ตอนเด็กคือหนู..หนู…” เสียงตะกุกตะกักทำให้พัศนัยอดยิ้มไม่ได้ชายหนุ่มเลยรีบแทรกพูดขึ้นอย่างรู้ทันว่าอีกคน้าจะพูดอะไรต่อ
“เื่ที่เราพับนกให้ครู แถมเขียนจดหมายสารภาพความในใจเหรอครับ”คนคิ้วหนาจ้องหน้าคนที่กำลังหลบสายตาเขาในตอนนี้ราวกับ้าคำตอบอะไรบางอย่างปานระพีได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ
“มีใครรู้เื่จดหมายเอ่อหมายถึงเื่ที่เราสารภาพกับครูบ้างไหม” พัศนัยซักด้วยความอยากรู้ หญิงสาวไม่ตอบเพียงแค่ส่ายหน้าไปมา
“อ้าวใบ้กินซะแล้วลูกศิษย์คนสวยของครู”พัศนัยยิ้มพร้อมกับแกล้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนอีกคนแทบหยุดหายใจ
“หนูเกร็งค่ะพี่บีมเอ้ยครูบีมค่ะ”
“อ้าวตกลงอยากเรียกพี่บีมได้ครับเรียกพี่บีมได้เลย”
“จริงๆสมัยก่อนหนูเรียกลับหลังว่า ครูพี่บีมค่ะ” ปานระพีเงยหน้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุขจนอีกคนอดยิ้มตามไม่ได้
“ให้เรียกพี่บีมแล้วหายเกร็งนะครับ”
“ค่ะดีขึ้นไม่เกร็งค่ะ เรียกครูบีมแล้วรู้สึกผิดชอบกล”
“ไม่คิดมากครับการที่พี่บีมตอบเราไปในตอนนั้นพี่บีมมีเหตุผลครับ”ชายหนุ่มหยุดนิ่งแล้วพูดต่อทันที
“พี่บีมกลัวเราจะคิดแต่เื่ความรักอยากให้ตั้งใจเรียนครับ”
“ค่ะคิดว่าเข้าใจค่ะตอนนั้นหนูยังเด็กมากค่ะ”
พัศนัยรู้สึกผิดที่เคยพูดกับลูกศิษย์ด้วยประโยคที่ดูทำร้ายจิตใจแบบนั้นแต่ด้วยความหวังดีจริงๆเด็กวัยรุ่นถ้ามีความรักมักจะสนใจแต่เื่ความรักจนบางทีทิ้งการเรียนไปเลยก็มี
“เราเป็เด็กจะมาบอกรักครูได้ยังไงล่ะปานระพี”
“หนูรู้สึกแบบนี้จริงๆค่ะ หนูผิดเหรอคะครู”
“ผิดครับ ครูกับศิษย์”
“หนูขอโทษค่ะ แต่ช่วยรับกล่องใบนี้ไปด้วยนะคะ”
“ครับครูจะรับไว้นะ แต่อย่าลืมเรายังเด็กมากนะปานระพี”
“เด็กมีหัวใจเด็กผิดเหรอคะครู”
“ผิดครับ เก็บไปคิดครับชีวิตอีกยาวไกลครับ”
หญิงสาวตรงหน้าเขาตอนนี้คือเด็กผู้หญิงคนนั้นจริงๆ เขายังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดีไม่มีวันลืมเพราะเป็ลูกศิษย์คนแรกที่มาสารภาพรักกับเขาแบบนั้น
“ถ้าเรามีโอกาสเจอกันบ้างหลังจากเรียนจบบางทีอาจไม่เป็แบบนี้นะ”พัศนัยพูดจบก็ชำเลืองมองคนตรงหน้าว่าจะตอบเขาว่าอย่างไร
“เด็กมอมแมมใครจะสนใจคะ”
“เราหมายถึงใครเหรอปานระพี”พัศนัยทำสีหน้าสงสัยเล็กน้อย
“ส่องกระจกค่ะเห็นเลย”ไม่พูดอย่างเดียวปานระพียื่นกระจกใบจิ๋วให้ทันที
“อ้อ!ตานี่เองเหรอว่าเราเป็เด็กมอมแมม เดี๋ยวพี่บีมจัดการให้เองครับ” พัศนัยส่องกระจกไปขำคนตรงหน้าไปด้วยเขาเองก็คิดแบบนั้นจริงๆด้วย ก็ตอนนั้นมอมแมมจริงๆต่างกับตอนนี้อย่างกับคนละคน
“ว่าตัวเองก็เป็นะคนเรา แล้วนกที่หนูพับให้ยังอยู่ไหมคะ” ปานระพีมองหน้าพัศนัยก่อนจะนิ่งสักพักแล้วรีบพูดตัดพ้อทันที
“ถ้าไม่อยู่ทิ้งไปแล้วไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะ เข้าใจดีค่ะ” ความน้อยใจวิ่งเข้าสู่หัวใจอีกครั้ง
“ใครจะทิ้งได้ลงคอหนออยู่สภาพเดิมครับ แต่เก็บไว้บ้านพ่อแม่นะ”คนฟังเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพูดตลกแกมประชดเล็กน้อย
“เชื่อดีไหมคะพี่บีมว่ายังอยู่สภาพเดิม”
“อ้าว!ทำไมไม่เชื่อครับไม่เคยคิดจะทิ้งเลยครับเก็บใส่ตู้ไว้อย่างดีครับ”
“้าให้เชื่อก็เชื่อค่ะ”
“ถามจริงๆนะเคยพับนกให้ใครไหม?” เสียงย้ำเน้นเหมือน้าให้ตอบความจริงจนอีกคนััได้
“ไม่เคยค่ะคนแรกเลยจนป่านนี้ยังไม่เคยทำแบบนั้นให้ใครสักคน”
“แสดงว่าพี่บีมเป็คนโชคดีที่สุดใช่ไหมครับ”พัศนัยอมยิ้มพร้อมกับเบนหน้าหนีสายตาคนที่กำลังจ้องเขา
“เด็กน้อยอารมณ์เด็กๆแบบนั้น”คำพูดของพัศนัยทำให้ปานระพีสีหน้าเศร้าไม่ทันไรน้ำตาก็คลอเบ้าพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“เด็กกว่าแล้วไงคะ เด็กไม่มีหัวใจหรือไง” ดวงตาคู่งามที่จ้องพัศนัยเต็มไปด้วยน้ำตาที่พร้อมจะไหลอาบแก้ม
“พี่บีมหมายถึงเมื่อก่อนครับตอนนี้เราโตแล้วครับ”
“หนูรอรอมาสิบสี่ปี รอทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยแต่ก็ยังรอค่ะ”