“วันหนึ่งภายใต้ท้องฟ้าที่สดใสโชคชะตาของฉันได้เปลี่ยนไป’’
“ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ความรู้สึกของฉันได้เริ่มแปรเปลี่ยน’’
“รอยยิ้มที่เคยมีมาได้มลายไป และแทนที่ด้วยความหม่นหมองในทุกๆครั้งที่ฉันตื่นมา’’
“จนฉันเข้าใจในที่สุดว่าไม่อาจกลับไปแก้ไขมันได้อีกแล้ว’’
พริบตาผู้คนมากมายต่างถูกดึงเข้าสู่ห้วงภวังค์และมีอารมณ์ร่วมไปกับท่วงทํานองของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว
ทําให้เสียงของเธอได้ส่งผ่านความรู้สึกมากมายมายังพวกเขา
บอกได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นเศร้า,ทุกข์,สุข หรืออะไรก็ตาม ทุกๆครั้งที่เวลาผ่านไป ความรู้สึกที่ส่งผ่านออกมาจะเริ่มแจ่มชัดขึ้น ทําให้พวกเขาเคลิบเคลิ้มไปกับมัน
มีส่วนหนึ่งที่นํ้าตาไหลออกมาและเผลอกัดฟันอดกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ชมที่มีอารมณ์ร่วมไปกับมันมากที่สุด
ห้ากรรมการผู้ตัดสินเองก็ไม่เว้นพวกเขาถูกทําให้มีอารมณ์ร่วมอย่างสมบูรณ์ แต่ด้วยความที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและได้ทําหน้าที่ตัดสินให้กับบริษัท DDY มาหลายครั้ง มันจึงทําให้พวกเขาสามารถอดทนไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกไปได้
อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่นๆทั้งห้าล้วนแสดงสีหน้าเศร้าโศกออกมา เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขารู้สึกเจ็บปวดไปกับมันราวกับตัวเองได้อยู่ในสถานการณ์ตรงหน้าไม่ปาน
กลับกันอาจารย์โหลวและแม่เฒ่าผิงไม่ได้เป็นแบบพวกเขาทั้งสองคนได้แสดงสีหน้าที่แตกต่างกันออกมา
“เป็นไปได้อย่างไร?มีเพลงที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้อยู่ในโลกได้ยังไง?’’สีหน้าของอาจารย์โหลวแสดงให้เห็นถึงความไม่อยากเชื่อเขาเหลือเชื่อเป็นอย่างมากกับเพลงตรงหน้า
บอกได้เลยว่าตลอดชั่วชีวิตของเขาแม้จะเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเขียนเพลงให้กับคนอื่นได้ แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะเคยพบเจอเพลงที่สมบูรณ์แบบอย่างนี้
เป็นไปได้อย่างไร!
ใครกันที่เขียนเพลงที่สมบูรณ์แบบอย่างนี้ขึ้นมาได้?
เขาอาจารย์โหลวทําได้เพียงแค่เก็บความตกตะลึงเอาไว้และคาดเดาไปต่างๆนานาถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่ลึกลับคนนี้
“ไม่ไม่ได้เฉพาะแค่เพลงที่สมบูรณ์…’’ ทางด้านของแม่เฒ่าผิงได้หยุดนิ่งไป และจับจ้องหญิงสาวบนเวทีด้วยแววตาที่ลึกลํ้าในความคิดของเธอ ถึงเพลงจะสมบูรณ์จนน่าตกตะลึงแค่ไหน แต่หากปราศจากนักร้องที่มีความสามารถแล้วการที่จะดึงประสิทธิภาพสูงสุดของมันออกมา ย่อมไม่สามารถเป็นไปได้
เหตุการณ์ตรงหน้านี้จึงชัดเจนเป็นอย่างมาก...ว่าหญิงสาวแซ่ฉีคนนี้มีความสามารถและพรสวรรค์!
ไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอะไรได้?
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่…
หญิงสาวแซ่ฉีที่ยืนอยู่บนเวทีได้ส่งรอยยิ้มแห่งความเศร้าหมองให้กับทุกคน
ทําให้คนจํานวนมากต่างอดกลั้นที่จะร้องไห้อีกต่อไม่ได้พวกเขาจึงร้องออกมา ด้วยนํ้าเสียงที่บางเบาเท่าที่จะทําได้
พริบตาท่วงทํานองสุดท้ายก็ได้มาถึง
“สิ่งที่ทําให้ฉันเสียใจมากที่สุดเป็นการเลือกเดินในเส้นทางที่ผิด’’
“นําพาความเศร้าทั้งหลายเข้ามาและมลายสิ่งสําคัญที่ไม่อาจทดแทนได้ให้หายไป’’
“ขอเพียงฟ้าบันดาลโอกาสอีกสักครั้งฉันจะไม่ย้อนกลับมา และก้าวผ่านไปอย่างไม่หวนคืนอีกเลย’’
“ชั่วนิจนิรันดร์…’’
เงียบ!
ราวกับโลกหยุดนิ่งหลังจากที่เสียงดนตรีและการร้องของหญิงสาวสิ้นสุดลงทุกคนต่างเงียบกริบและไม่มีใครกล้าส่งเสียงอะไรออกมาแม้แต่น้อย
บอกได้เลยว่าในเวลานี้ทุกๆคนล้วนตกตะลึงและชื่นชมหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างมาก เป็นเธอที่ทําให้พวกเขาสามารถรู้สึกได้ถึงวันวานเก่าๆอีกครั้งและยังเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนโดยสมบูรณ์อีกด้วย
แปะ แปะแปะ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่เสียงตบมือได้ดังขึ้น
พริบตาทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ก็ได้เต็มไปด้วยเสียงตบมือ ก่อนฉายให้เห็นถึงภาพที่คนจํานวนมากตบมือแสดงความยินดีพร้อมกันด้วยสีหน้าชื่นชม
“ยอดเยี่ยมมาก!’’
“ฉันขอบอกเลยว่าเธอทําได้ดีมาก!’’
“คิดไม่ผิดเลยจริงๆที่ฉันมารับชมการออดิชันในครั้งนี้!’’
“...’’
เห็นได้ชัดว่าทุกๆคนได้ยกย่องหญิงสาวและชื่นชมเธอจากใจจริง
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าเด็กคนนี้จะสามารถทําได้’’เหวินเปามองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงเล็กน้อยเขาไม่เคยคิดเลยว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นทว่าเมื่อเขาคิดเกี่ยวกับเพลงตรงหน้าแล้ว เขาก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
เพลงระดับนี้เป็นใครกันที่เขียนมันขึ้นมา?
ระหว่างที่ทุกๆคนกําลังชื่นชมและยกย่องหญิงสาวแซ่ฉี ทางด้านของเหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งต่างมีสีหน้าบูดบึ้งไปเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก
เหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งแม้จะตกตะลึงและดื่มดําไปกับเพลงตรงหน้าแต่ทั้งสองก็ยังคงไม่อยากเชื่อ กระทั่งตกใจเช่นกันว่าเพลงๆนี้หญิงสาวแซ่ฉีไปได้รับมันมาได้อย่างไร
เขียนเอง?
นั่นเป็นไปไม่ได้!
ใครๆก็รู้ว่าหญิงสาวแซ่ฉีนั้นไร้พรสวรรค์กระทั่งไม่เคยเขียนเพลงมาก่อน เหวินลิ่วกับเสวี่ยอิ้งก็ไม่เว้นทั้งสองไม่ใช่คนโง่จึงคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว ว่าเบื้องหลังของเพลงที่สมบูรณ์ที่สุดยอดขนาดนี้จะต้องมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่อย่างแน่นอน
แท้จริงแล้วอาจารย์คนนั้นเป็นใครกันแน่?
เหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งมโนถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่หากพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากคนระดับนี้ชีวิตในวงการของพวกเขาจะต้องรุ่งโรจน์อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ว่า…
เสวี่ยอิ้งได้พูดขึ้นมาซะก่อน
“พี่เหวินพี่ต้องช่วยหนูนะ หากนังนั่นชนะ นั่นจะไม่ได้หมายความว่าหนูแพ้คนเดียวแต่จะเป็นพี่ด้วยที่เสียหน้าอย่างยับเยิน’’
เธอไม่อยากจะยอมแพ้ให้กับคนที่เธอเกลียดและอิจฉามากที่สุดดังนั้นไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ชั่วร้ายแค่ไหนก็ตาม...เธอจะทํามัน!
เหวินลิ่วที่ได้ยินก็นิ่งเงียบไปสีหน้าฉายให้เห็นถึงความโกรธเคือง เขาเคืองเป็นอย่างมากที่มันไม่เป็นไปตามแผนของเขา
แล้วแบบนี้เขาควรทํายังไงดี?
วินาทีต่อมา
เหวินลิ่วฉุกคิดได้ถึงทางออก
“จริงด้วยเพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่นังนั่นเขียนเอง ดังนั้นหากเราร้องเรียนเรื่องนี้ออกไปห้ากรรมการผู้ตัดสินรวมไปถึงอาจารย์โหลวจะต้องช่วยเราอย่างแน่นอน’’
ในความคิดของเขาถึงกรณีของเธอจะเหมือนกันกับเขา แต่ของเขานั้นต่างออกไปเพราะเพลงที่เขียนขึ้นโดยอาจารย์โหลวได้ถูกเขานําไปจดลิขสิทธิ์ในชื่อของเสวี่ยอิ้งเป็นที่เรียบร้อย
ดังนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาจะมีอะไรร้องเรียนพวกเขาได้?
แต่ของเธอนั้น…คงไม่ต้องสงสัย!
“ฮี่ๆจริงด้วย เป็นไปไม่ได้หรอกที่เพลงระดับนี้จะถูกยกให้คนอื่นง่ายๆ’’ ข้างๆกันเสวี่ยอิ้งหัวเราะอย่างชั่วร้าย รอยยิ้มของเธอดูมั่นใจเป็นอย่างมากเป็นไปไม่ได้ที่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่ลึกลับ จะยกมันง่ายๆให้กับหญิงสาวแซ่ฉี
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากนําเรื่องนี้ร้องเรียนออกไปผลลัพธ์จะเป็นยังไง!
ทันทีที่ตัดสินใจได้เหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งก็มองหน้ากัน ก่อนปรากฏรอยยิ้มแห่งความชั่วร้ายออกมา
“กรรมการพวกเราขอร้องเรียน!’’
ทั้งคู่ได้ตะโกนออกไปราวกับต้องการทวงคืนความยุติธรรมอย่างไรอย่างนั้น