ครั้งนี้ตั้งงวนติ้งไม่ได้ให้เฟยเฟิ่งจุดตะเกียง แต่เขานำทางไปอย่างใกล้ชิด ว่านเฟยเฟิ่งลอบสังเกตคนตรงหน้า คราวก่อนเธอไม่ได้ถามิญญาตนนั้นว่าตายได้อย่างไร ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าตามมารยาทแล้วสิ่งเหล่านี้ควรจะถามหรือไม่
บนถนนที่เชื่อมต่อทั้งเก้าหมู่บ้านไม่มีใครเดินเพ่นพ่านแม้แต่คนเดียว เฟยเฟิ่งจึงก้าวเดินอย่างสบายใจ อย่างไรเมื่อเกิดเหตุเธอก็เอาตัวรอดได้ง่ายดายแล้ว
“ก่อนที่เราจะไปถึงสหายควรบอกมาว่านี่มันเื่อะไรกัน”
“น้องชายของผมติ้งจื่อ เขาถูกจับตัวมาที่นี่ ทุกคนเข้าใจว่าเขาหนีทหาร แต่…ไม่ใช่ มันเป็การเข้าใจผิด พวกเขาจับไปผิดคน”
“ให้ไปช่วยคน ไม่ใช่ไปสะสางเื่ที่ยังค้างคางั้นเหรอ ไม่มีรึไง”
“เื่ค้างคาย่อมต้องมี แต่เื่พวกนั้นไม่สำคัญเท่าการช่วยชีวิตตั้งติ้งจื่อ!” งวนติ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ช่วยชีวิตหมายความว่ายังไง มันต้องถึงตายกันเลยเหรอ”
“พวกเขาเล่นพนันด้วยชีวิตคน ให้ต่อสู้กันจนกว่าจะเหลือผู้ชนะเพียงคนเดียว แต่เท่าที่ตามดูมาไม่เคยมีใครรอดเกินเจ็ดคืน นี่คือคืนที่หก เขาไม่เหลือเวลาอีกแล้ว”
“เข้าใจแล้ว”
“เราต้องรีบไปคืนพรุ่งนี้น้องชายผมคงไม่รอด” งวนติ้งหันมาพูดย้ำกับเฟยเฟิ่งอีกครั้ง
.
.
.
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นจนทั่วกรอบหน้างาม แม้ว่าอากาศในตอนกลางคืนจะเยือกเย็นเพียงใด แต่ด้วยความเร็วในการเดินเช่นนี้ย่อมทำให้ร่างกายอุ่นจนชื้นเหงื่อ
แต่ในที่สุดเธอก็ตามผีที่เพิ่งรู้ว่าเป็ทหารเช่นกันมาจนถึงหมู่บ้านผิงเหยียน ความรู้สึกแรกคือหมู่บ้านนี้เงียบเกินไป เงียบเหมือนกับว่าไม่มีใครอยู่ในบ้านเลยแม้แต่คนเดียว
“ต้องไปตรงไหนต่อ ไหนล่ะคนที่จะให้มาช่วย”
“เราจะอ้อมไปด้านหลัง” งวนติ้งบอกกับเฟยเฟิ่ง
โรงเก็บผลผลิตของหมู่บ้านตั้งอยู่อย่างลึกลับห่างไกลบริเวณที่มีบ้านคนไปหลาย่ตัว แต่ด้านในกลับสว่างไสวผิดกับบริเวณอื่น ทั้งยังได้ยินเสียงะโเชียร์บางอย่าง
เฟยเฟิ่งลองปีนขึ้นส่องบริเวณที่มีรูทำให้ให้ว่าผู้คนกำลังล้อมวงดูคนชกต่อยกันจนเืสาดกระเซ็น เธอรีบลงมาจากฐานที่ใช้ปีนทันที ทำให้ว่านเฟยเฟิ่งล้มก้นกระแทกพื้นต้องยอมกัดปากตนเองกลั้นเสียงร้องเอาไว้
“สหายว่าน!” ผีหนุ่มรีบเอาตัวเข้ามารับ แต่เพราะเป็ิญญาเฟยเฟิ่งจึงทะลุผ่านไปเฉยๆ
คนเป็ที่ล้มคว่ำอยู่ สังเกตว่าตามพื้นรอบโรงเก็บผลผลิตนั้นมีบุหรี่กระจัดกระจายอยู่มากพอควร จึงหยิบขึ้นมายื่นให้งวนติ้งดูอันหนึ่ง
“การพนันแบบนี้คิดว่าใครเล่าจะสามารถเอาเงินมาลง”
“แล้วฉันเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวจะช่วยได้ยังไง คนมากขนาดนี้”
“ผมแค่พามาให้เห็น เื่การช่วยเหลือหากไปบอกทางการตามตรงย่อมไม่มีคนเชื่อ แต่หากบอกให้พวกเขามาจับคนหนีทหารยังไงก็ต้องมีคนมา”
“แล้วจะพาฉันมาเสี่ยงทำไม” ว่านเฟยเฟิ่งคิดว่าตนเองนั้นแค่ไปแจ้งทางการก็เพียงพอแล้วไม่มีความจำเป็ต้องมาให้เห็นกับตาเช่นนี้เลย
แกร็บ
เสียงคนเดินเหยียบกิ่งไม้แห้งดังขึ้น เฟยเฟิ่งจึงไม่อยู่รอเอาคำตอบ รีบจับมือข้างที่เป็ลายมิติชูหาแสงจันทร์ แล้วขอว่าจะเข้าไป แรงดูดที่ยังไม่คุ้นชินก็พาเฟยเฟิ่งหายวับไปทันเวลาก่อนที่ผู้เข้าพนันจะออกมาสูบบุหรี่ กว่าที่เธอจะออกมาการต่อสู้คืนนี้ก็จบลงเหลือแต่ความเงียบเชียบเสียแล้ว
“สหายต้องเอาสร้อยสลักชื่อของติ้งจื่อไปเป็หลักฐาน กรงที่สามจากทางขวา” งวนติ้งกล่าวก่อนจะใช้ความเป็ผีของตนขยับให้เกิดเสียงหลอกล่อคนเฝ้าให้ออกไป
ว่านเฟยเฟิ่งรีบเข้าไปในโรงเก็บผลผลิตที่ด้านในมีกรงอยู่ฝั่งละสี่กรง สภาพคนที่ถูกขังดูแล้วต่างบอบช้ำ เธอรีบไปยังกรงที่สาม
“สหายตั้ง” มือเรียวสะกิดเบาบางเรียกทหารผู้ที่ใบหน้าช้ำเืช้ำหนองด้วยความอ่อนโยน
“ใคร” ติ้งจื่อตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง พยายามขืนตัวสู้กับยานอนหลับที่คนเหล่านี้ผสมน้ำให้กินทุกคืน แม้จะกระหายแค่ไหนเขาก็ไม่ยอมดื่มจนหมดอย่างคืนแรก ติ้งจื่อ้ามีสติไว้รับรู้สิ่งรอบกายบ้าง
“ฉันชื่อว่านเฟยเฟิ่ง พี่ชายของสหายเป็คนให้ฉันมาช่วย เอาสร้อยของคุณมา ฉันจะเอาไปให้ทางการเป็หลักฐานให้พวกเขาส่งคนมาช่วย”
ตั้งติ้งจื่อที่แม้จะกลัวถูกหลอก และไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายตนจึงไม่มาช่วยด้วยตนเอง แต่เพราะเสียงของเด็กสาวเป็เสมือนความหวังสุดท้ายจึงยอมถอดสร้อยที่ใส่ติดตัวมาหลายปียัดใส่มือเธอ
ว่านเฟยเฟิ่งกระซิบขอให้เขาเชื่อใจอีกครั้งจากนั้นก็รีบหนีออกมาอย่างเฉียดฉิว เธอรีบออกตัววิ่งเมื่อย่องออกมาพ้นเขตหมู่บ้านลำดับที่เก้าแห่งนั้น เธอรู้อยู่แล้วว่าที่แห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีการพนันให้คนต่อยกันจนตายซุกซ่อนอยู่
เธอไม่ได้ตรงกลับบ้านแต่เลือกจะไปยืมจักรยานบ้านเหมยหลัน่เกือบเช้า เร่งให้ตั้งงวนติ้งนำทางไปยังค่ายทหาร เฟยเฟิ่งปั่นจักรยานเกือบสองชั่วโมงแต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แต่เมื่อมาถึงเฟยเฟิ่งกลับหยุดชะงัก
“ของแบบนี้ต้องมีคนใหญ่โตอยู่เื้ั รู้ไหมว่าใครบ้าง”
“คนที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุดที่นี่เพิ่งจะย้ายมารับตำแหน่ง คืนเดียวกับที่ผมตายและน้องชายถูกจับไป และเขาไม่เคยไปที่นั่น ต่อให้มีใจคิดอย่างจะทำชั่วก็คงยังไม่ได้รู้เื่นี้”
“เขาจะอยู่ในค่ายไหม ฉันต้องขอพบใคร”
“จ้วงไป่ชิง”
“ปู่จ้วง! สบายแล้ว!” เฟยเฟิ่งยิ้มกว้างออกมาทันที
“สหายรู้จัก”
“รู้จักสิ!”
.
.
.
ว่านเฟยเฟิ่งรีบปรี่ไปยังทางเข้าค่ายทหารเพื่อขอพบคนอย่างผู้มีชัย “คุณทหารคะ ฉันมาขอพบจ้วงไป่ชิง ให้บอกว่าว่านเฟยเฟิ่งขอพบเป็การด่วนค่ะ”
“สหายหญิงมาขอพบท่านนายพลเวลานี้ ใครจะอยู่ให้เธอพบกัน” ทหารเวรหน้าประตูหัวเราะออกมา
“นั่นสิคุณปู่จ้วงก็ควรจะอยู่ที่บ้านพัก” เฟยเฟิ่งคอตก “แล้วบ้านของคุณปู่อยู่ที่ไหน ช่วยบอกหน่อยค่ะ นี่เป็เื่ด่วนจริงๆ”
“สหายอยากตายรึไง ใครเขาจะเอาที่อยู่บ้านเ้านายมาบอก แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วย เธอไปได้แล้ว ก่อนที่จะลากตัวออกไป” ทหารผู้นั้นรีบไล่เฟยเฟิ่งให้ออกไป
“งั้นฉันจะรอด้านนอก ยังไงคุณปู่ก็ต้องมาทำงาน”
ทหารเวรหน้าประตูมองหน้ากันอย่างไม่มั่นใจนัก ไม่กล้าไล่เธอไปอย่างรุนแรงเพราะคำเรียกขานว่าปู่ดูแล้วสนิทสนม แต่จะให้รอก็เป็เื่ผิดระเบียบ สุดท้ายจึงให้ว่านเฟยเฟิ่งยืนห่างกำแพงไว้สอง่ตัว และสั่งไม่ให้เข้าใกล้กว่านี้
“ปกติที่นี่เริ่มงานกี่โมง ฉันง่วงจริงๆ” เฟยเฟิ่งบ่นออกมาเมื่อยืนรอมาหนึ่งชั่วโมงเต็ม
“ถ้าทหารอย่างผมตีห้าก็ต้องเริ่มแล้ว แต่ทหารชั้นผู้ใหญ่แปดโมงอย่างเร็ว แต่เพิ่งมารับตำแหน่งอาจจะมาเร็วก็ได้ ่เปลี่ยนถ่ายงานจะเยอะที่สุด แต่หลานนายพลมาอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้ได้ยังไงกัน ถึงจะไม่กันดารเท่าไหร่ แต่ก็เป็ชนบทอยู่ดี” ิญญาข้างกายถามยาวเหยียด
“เื่มันยาว เอาเป็ว่าฉันเป็คุณหนูของฉันอยู่ดีๆ ก็ถูกกลั่นแกล้งจนเป็แบบนี้ก็แล้วกัน”
“นั่นรถประจำตำแหน่งนายพล” ตั้งงวนติ้งชี้
ว่านเฟยเฟิ่งที่ทันเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปทันที “ปู่จ้วงคะ” เธอเรียกได้เท่านั้นก็ถูกคนในรถออกมาคว้าแขนของเธอไขว้หลังไว้ “โอ๊ย ฉันเจ็บนะ ไม่เจอแค่ไม่กี่เดือนลืมหน้ากันแล้วรึไง”
“คุณหนูว่าน!” ทหารรับใช้ใกล้ชิดที่เห็นว่าคนที่พุ่งเข้ามาใกล้รถคือคนใกล้ชิดก็รีบปล่อยทันที
“หลานขึ้นรถเถอะ” จ้วงไป่ชิงเรียก
เมื่อว่านเฟยเฟิ่งขึ้นรถเธอก็เริ่มเล่าเื่ราวที่เจอในหมู่บ้านผิงเหยียนแห่งนั้นทันที พร้อมกับยื่นสร้อยคอของตั้งติ้งจื่อออกไปให้
“คุณปู่คะ เขาถึงขนาดกล้าจับทหารไปแบบนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วค่ะ! หนูกลัว ขนาดผู้ชายที่ถูกฝึกมายังเป็แบบนี้ต่อไปทุกคนจะเป็ยังไง หนูแต่งงานมาไกลแบบนี้ไม่มีใครหนุนหลัง น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ”
ว่านเฟยเฟิ่งบีบน้ำตาเล่าจนในที่สุดก็ร้องไห้ออกมาจริงๆ ร่างนี้แม้จะถูกกล่าวถึงว่าเป็สตรีร้ายกาจ แต่ใบหน้ากลับดูอ่อนหวานน่าสงสาร เมื่อมีน้ำตามาเคลือบไว้จึงยิ่งดูน่าเวทนา จ้วงไป่ชิงที่ไม่เคยมีลูกสาวหรือหลานสาวย่อมไม่มีภูมิต้านทานต่ออาการเช่นนี้ ยิ่งเฟยเฟิ่งเป็หลานสาวของลูกสะใภ้ที่ถูกใจที่สุดยิ่งเกิดความเอ็นดูเหมือนเป็หลานแท้ๆ
“ปู่เข้าใจแล้วย่อมต้องจัดการให้ ปู่ของหลานก็จริงๆ เลยเชียว แทนที่จะได้เป็สะใภ้เล็กกลับต้องมาไกลถึงขนาดนี้”
“ปู่ว่านเชื่อแต่แม่เลี้ยง หลานเหมือนตัวคนเดียว ถ้าไม่มีอาหญิง อาเขย และปูจ้วงหลานคงไม่มีทางโตมาได้จนวันนี้” เฟยเฟิ่งได้ทีรีบประจบ แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ ร่างกายที่ฝืนมาทั้งคืนก็อดทนไม่ไหววูบดับไปกลางอากาศ
“ตามหมอมาให้หลานเฟิ่ง! แล้วรีบไปช่วยเหลือทหารของเรา เร็วเข้า!”