บทที่ 10 โรคร้ายกำเริบ
เมื่อเว่ยฉางอันมองดูภาพการสนทนาระหว่างหรงฉีกับเว่ยเจี่ยวอิงด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ดวงตาตาที่เ็าเหลือบมองดูทั้งสองคนเพียงเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเย้ยหยัยออกมาลำคอ จากนั้นก็หันหลังเตรียมเดินจากไป เว่ยฉางอันไม่้าให้ดวงตาของตนเองเห็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียนนี้อีกต่อไป
“คุณหนูใหญ่”
แต่เมื่อเว่ยฉางอันกำลังจะก้าวเท้าเดินออกมา ข้อมือของนางก็ถูกคว้าไว้ทันที เว่ยฉางอันหันกลับไปมองพบว่าเป็มือของบุรุษที่นางรังเกียจ หรงฉี!
“มิทราบว่าองค์ไท่จื่อ ทรงมีกิจสำคัญประการใดจึงต้องรั้งแขนสตรีไว้เช่นนี้หรือเพคะ นี่เป็การกระทำที่สมควรหรือเพคะ?”
ยามนี้เว่ยฉางอันอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย จึงไม่ได้หวดหวั่นกับสิ่งใด กอปรกับนางที่กำลังอารมรณ์ไม่ดีอยู่แล้ว เมื่อหรงฉีมีท่าทีกับนางเช่นนี้นางจึงถือโทษเขาที่มิรู้จักว่าอันใดควรกระทำหรือไม่ควรกระทำก็แล้วกัน
หรงฉีเห็นสายตาที่เ็าจ้องมองมาที่มือของตน แน่นอวว่าเขาคือผู้ที่เป็ถึงองค์ไท่จื่อย่อมไม่กล้าที่กระทำให้ตนเองเสื่อมเกียรติในที่นี้แน่ แต่เหตุผลที่เผลอกระทำไปชั่วขณะ เพียงเพราะเห็นเว่ยฉางอันกำลังจะจากไป จึงรีบรั้งไว้ด้วยความร้อนใจซ้ำยังถูกเว่ยเจี่ยวอิงขวางทางไว้ จึงลืมว่าตนเองกำลังอยู่ในสถานการณ์ใด
“ขอภัยที่ล่วงเกินคุณหนูใหญ่ ข้าเพียงอยากจะสนทนากับคุณหนูใหญ่เท่านั้น มิได้มีเจตนาร้ายอันใด”
หรงฉีค่อย ๆ ดึงมือตนเองกลับมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย แต่เมื่อได้สบตาที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งของสตรีที่อยู่ตรงหน้า ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ ในใจของเขากลับรู้สึกถึงแรงปรารถนาที่อยากจะชนะนาง อยากจะได้นางมาครอบคองให้จงได้
“เกรงว่าหม่อมฉันคงทำให้องค์ไท่จื่อทรงผิดหวังแล้วเพคะ ตอนนี้หม่อมฉันร่างกายไม่ค่อยดีนัก มิอาจอยู่เป็เพื่อนสนทนากับองค์ไท่จื่อได้ มิเช่นนั้นให้น้องสาวของหม่อมฉันอยู่เป็เพื่อนองค์ไท่จื่อดีหรือไม่เพคะ?”
ทุกครั้งที่เว่ยฉางอันเห็นหน้าหรงฉีแล้วนางก็รู้สึกขยะแขยง เดิมทีตั้งใจปฏิเสธอย่างเ็า แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเว่ยเจี่ยวอิงที่ยืนอยู่ด้านหลังหรงฉี จ้องมองนางด้วยสายตาที่ดุร้ายราวกับสุนัขหวงอาหารเช่นนั้นแล้ว นางจึงเปลี่ยนท่าทีเล็กน้อย
หลังจากที่เว่ยฉางอันกล่าวจบ นางก็เผยรอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่งดวงตาคู่ที่งดงามก็เปล่งเป็ประกาย เว่ยฉางอัยเอ่ยประโยคเมื่อครู่ออกมาอย่างไร้ความรู้สึกใด ๆ ราวกับกำลังส่งต่อสิ่งของที่ไร้ค่าให้กับผู้อื่น
ก่อนที่หรงฉีและเว่ยเจี่ยวอิงจะรู้ตัว เว่ยฉางอันอาศัยร่างที่เรียวเล็กของตนเองเคลื่อนกายหลบผู้คนสองสามครั้งในฝูงชนจนไม่มีผู้ใดไล่ตามนา
งทันได้
ขณะเดียวกันเว่ยเจี่ยวอิงก็จ้องมองตามร่างของเว่ยฉางอันจากไปด้วยสายตาอาฆาตแค้น มือเล็กภายใต้แขนเสื้อก็กำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อของนาง
ความขัดแย้งที่เกิดระหว่างสามคนภายในงานเลี้ยงที่อึกทึกครึกโครมเช่นนี้อาจไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างภายในงานเลี้ยงแห่งนี้กลับอยู่ในสายตาของหรงหลีเซิงผู้ที่มองเห็นทุกอย่างภายในงานจากเรือนรับรองชั้นสองได้อย่างชัดเจน
แน่นอนว่าหรงหลีเซิงย่อมไม่พลาดฉากที่ตื่นเต้นเช่นนี้ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอย่างน่าหลงไหล แต่ทว่าดวงตาภายใต้หน้ากากกลับฉายแววความเย็นะเืจนทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องหนาวสั่นสะท้านไปทั้งกาย
“สตรีผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก นางทำให้ข้าสนใจเสียแล้วสิ”
ในความมืดมิดดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจ้องมองไปยังร่างเล็กของเว่ยฉางอันอย่างไม่คลาดสายตาราวกับเป็เงาที่ติดตามนางไปทุกที่ ดวงตาฉายแววสนุกสนาน
เสมือนเสือดำที่กำลังจับจ้องหยื่อของมันอยู่ เมื่อมันได้เจอเหยื่อของตนเองแล้วย่อมไม่ปล่อยให้รอดพ้นจากสายตา
เว่ยฉางอันที่กำลังเดินฝ่าฝูงชน จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาวสะทานขึ้นมาจากด้านหลัง ราวกับว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องอยู่จึงพยายามหลบหลีกโดยใช้ผู้คนในฝูงชนคอยเป็ที่กำบังให้ แต่เมื่อเว่ยฉางอันหันกลับไปมองด้านหลัง แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติหรือสิ่งน่าสงสัยใด ๆ
“หรือข้ารู้สึกไปเอง?”
ในขณะที่เว่ยฉางอันกำลังนางกวาดสายตามองเข้าไปในฝูงชนที่กำลังวุ่นวาย จิตใจนางก็พลันสับสนไปชั่วขณะ เริ่มสงสัยในความรู้สึกของตนเอง แต่นางรู้สึกว่าสายตาที่กำลังจับจ้องนางทั้งร้อนแรงทั้งเยือกเย็นอย่างประหลาด...
“หึ เป็เด็กน้อยที่ระวังตัวเสียด้วย”
หรงหลีเซิงที่ยังจ้องมองเว่ยฉางอันในมุมมืดของเรือนรับรองชั้นสอง แม้จะเห็นว่านางรู้สึกถึงบางสิ่ง แต่เขาก็ไม่มีท่าทีจะหลบซ่อนแต่อย่างใด ยังคงนั่งอยู่รถเข็นด้วยท่าทีสบาย ๆ เช่นเดิม ร่างกายของหรงหลีเซิงเปลี่ยนเป็ชุดสีดำที่กลมกลืนไปกับห้องที่มืดมิด
หลักจากที่เว่ยฉางอันกวาดสายตามองเข้าไปในฝูงชนแล้วกลับไม่พบสิ่งใดเลยนางก็ไม่อยากจะสนใจอีก แต่ขณะที่กำลังจะละสายตาออกจากฝูงชนกลับเห็นหรงฉีที่ทำท่าทางราวกับจะตามนางมาอีก เว่ยฉางอันจึงรีบหันหลังกลับเพื่อจะเดินจากไป
คิ้วทั้งสองข้างที่ขวมดเข้าหากัน บ่งบอกให้เห็นว่าตอนนี้นางรู้สึกรำคาญเพียงใด ที่หรงฉีคอยตามนางเช่นนี้เพียง้าให้นางประทับใจในตัวเขางั้นรึ?
หรือนางแสดงออกไม่ชัดเจนงั้นรึ?
ว่าข้า! เว่ยฉางอัน! รังเกียจเขายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน
“กรี๊ด !บุตรสาว! เ้าเป็อันใด!?”
เว่ยฉางอันที่กำลังเดินหลบหรงฉีอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องประหลาดของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นข้างขึ้นหู
เว่ยฉางอันรีบหันหน้าไปทางเสียงที่ได้ยินทันที ปรากฏว่าเป็สตรีนางหนึ่งที่แต่งกายคล้ายกับคุณหนูตระกูลใหญ่ นางกำลังหายใจหอบอย่างแรง ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดตามใบหน้า
ข้างกายของมีสตรีวัยกลางคนสวมใส่ชุดของสตรีชั้นสูงไม่ต่างกับสตรีที่อยู่ในอ้อมอกของตน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางหันมองผู้คนด้วยสายตาที่วิงวอนร้องขอความช่วยเหลือ
แม้ว่าในตอนนี้เห็นได้ชัดว่านางจะหวาดกลัวจนแทบจะขาดใจเพียงใด แต่ก็ยังไม่ยอมละทิ้งสตรีที่อยู่ข้างกายไปไหน แม้แต่ก้าวเดียว
“ผู้ใดก็ได้ช่วยเรียกหมอมาให้ข้าด้วย บุตรสาวของข้าโรคเก่ากำเริบต้องรีบหาหมอ!”
แต่ผู้คนรอบข้างล้อมวงกันเป็วงกลม แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้ เว่ยฉางอันใช้สายตาสำรวจสตรีทั้งสอง จากการแต่งกายดูเหมือนจะเป็ภรรยาของขุนนางชั้นสูงในวังหลวง หากผู้ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและรักษาหายได้ก็จะเป็คุณงามความดีอันยิ่งใหญ่
แต่หากเกิดเื่ร้ายขึ้นคงต้องเป็ศัตรูกับตระกูลขุนนางผู้นี้แน่ เมื่อผู้คนต่างก็เข้าใจเื่นี้ดีจึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยแต่ต่างพาผลักดันกันไปมา
“โปรดหลีกทาง! อย่ายืนล้อมรอบนางเช่นนี้ นี่จะทำให้อาการของคุณหนูผู้นี้แย่ลงไปอีก”
เว่ยฉางอันกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า พลางผลักผู้คนข้างหน้าออกไป
เมื่อผู้คนที่ได้ยินเสียงของสตรีเสียงหนึ่งดังขึ้น ต่างก็พากันหันกลับไปมองตามทางเสียงนั้น ปรากฏว่าเป็บุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพ
ผู้คนต่างำากันทำหน้างุนงง แต่ในไม่ช้าก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที นั่นเป็เพราะว่าคุณหนูผู้นี้ล้มป่วยลงที่จวนแม่ทัพ ในฐานะคุณหนูใหญ่ของจวนแม่ทัพ แน่นอนว่านางต้องจัดการเื่นี้
แม้แต่บุรุษที่อยู่ในเงามืดก็จ้องมองสตรีผู้มีใบหน้าเคร่งเครียดด้วยความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากที่เว่ยฉางอันมองดูอาการของคุณหนูผู้นี้แล้ว นางเคยอ่านเจอในตำราแพทย์และอาจารย์อวี้เจี่ยจื่อก็เคยเล่าให้นางฟัง ดังนั้นหากนางเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็อาการกำเริบของโรคหอบหืด
เว่ยฉางอันรุดเข้าไปแสร้งทำราวกำลังประคองคุณหนูผู้นั้น แต่ทว่าแอบเอื้อมมือไปจับจังหวะชีพจรเพื่อตรวจดูอาการปรากฏว่าอาการตรงกับที่นางคาดเดาไว้ไม่ผิด
“หลบไปให้พ้น! ผู้ใดเป็บุรุษออกจากตรงนี้ให้หมด!”
เว่ยฉางอันขมวดคิ้วด้วยท่าทางที่เ็า นางรีบออกคำสั่งเสียงแข็งใส่ผู้คนรอบข้าง ทุกต่างพากันตกตะลึงกับรัศมีเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะโต้แย้ง พวกเขาทั้งหมดทำตามคำสั่งราวกับเป็ทหารที่เชื่อฟังคำสั่งของนายพล
เมื่อเห็นว่าเหล่าบุรุษได้หลบไปแล้ว เว่ยฉางอันจึงรีบปลดเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของหญิงสาวออก แต่ก็ถูกมือเหี่ยวย่นคู่หนึ่งหยุดไว้
“เ้ากำลังจะกระทำการใด?”
ผู้ที่ห้ามเว่ยฉางอันนั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็มารดาของคุณหนูผู้นี้ ซึ่งน่าจะเป็ภรรยาของตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เมื่อนางเห็นการกระทำที่อุกอาจของบุตรสาวจวนแม่ทัพ ใบหน้าของนางฉายแววความใและความหวาดกลัวออกมาทันที นางจับมือเว่ยฉางอันไว้แน่นมิกล้าแม้แต่จะผ่อนคลายแม้แต่น้อย
ความไม่เชื่อใจในตัวเว่ยฉางอัน ปรากฏออกมาเห็นในดวงตาคู่งามของสตรีผู้นี้อย่างชัดเจน