บทที่2สายเืสุดท้ายแห่งตระกูลหลง
*** “ท่านเล่าเื่ราวของเง็กเซียนฮ่องเต้และพญามัจจุราชราวกับไปเห็นมากับตาของตัวเอง ท่านมีอายุมาเกือบพันปีแล้วหรือไง ดูจากหน้าตาท่านคงไม่เกินสามสิบหรือสี่สิบปีท่านหลอกข้ามิได้หรอก ท่านเอานิทานหลอกเด็กไปเล่าให้ผู้อื่นฟังเถอะ ข้าไม่เชื่อเื่เทพเซียนอะไรทั้งนั้นเพราะั้แ่เกิดมาข้าเคยเห็นแต่พวกนักพรตกำมะลอ”
เสียงของเด็กชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ดูไปมันพึ่งอายุประมาณหกขวบ เคล้าหน้าหล่อเหลาคมคายั้แ่เด็ก และเป็คนที่ช่างพูดช่างเจรจามันอยู่ในชุดหนังวัวขัดหยาบ ซึ่งเป็ชุดประจำหมู่บ้านยากจนแถวเขตชายแดนเขาเถาิซาน
เป็บุรุษที่ดูคล้ายอยู่ใน่วัยกลางคนแบมือแล้วกล่าว
“ค่าจ้างเป็หมั่นโถวที่เ้าเคยบอกไว้เล่า”
เด็กน้อยสบทเสียงดังออกมา
“เพ้ย เล่าเื่หลอกลวงผู้อื่น เหตุใดยังจะได้ค่าตอบแทน”
กล่าวจบเด็กชายก็วิ่งหนีจากไปทันทีบุรุษที่ดูใบหน้ายังอยู่ใน่วัยกลางคนได้แต่ส่ายศีรษะน้อยๆ ก่อนล้วงเอาขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงวิถีแห่งผู้กล้าในหัวสมองก็ครุ่นคิดถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบุคคลที่มันเคารพเทิดทูนทั้งสอง พร้อมตั้งปณิธานว่าจะใช้ชีวิตไปกับการทำความดีปัดเป่าโพยภัยให้กับผืนปฐี และไล่ล่าสิ่งที่อาจเป็จุดกำเนิดแห่งมารร้ายดั่งในจารึกประวัติศาสตร์จนกว่าชีวิตของมันจะถึงคราวหมดสิ้นอายุขัย***(เนื้อเื่จากตอนจบเซียนเทพยุทธ์)
แต่พอคิดถึงสองบุคคลที่ยิ่งใหญ่นั้นได้คิดถึงภาพการล่มสลายของตระกูลเฟยที่เดือนก่อนมันพึ่งไปส่งิญญามาคิดถึงสิ่งที่ตนมิสามารถทำอะไรได้ดั่งปณิธานที่ตั้งไว้ ทำนองบทเพลงวิถีแห่งผู้กล้าที่มันชื่นชอบบรรเลงจึงหยุดชะงักลงในหัวของมันมีแต่โทษตัวเองว่า แม้แต่สายเืของบุคคลทั้งสอง ตนยังมิอาจปกป้องคุ้มครองได้ใยจะสามารถปกป้องผืนปฐีแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง มันอยู่มานับพันกว่าปีบรรลุถึงขั้นเซียน แต่โลกและพลังธรรมชาติก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ววิถีแห่งเซียนที่ไม่มีพลังธรรมชาติหนุนเสริมก็มีประโยชน์แค่เพียงเป็คนที่ตายยากเท่านั้น
“ท่านนักพรตข้าต้องขออภัยแทนหลานที่ซุกซนของข้าด้วย บิดามารดามันเสียั้แ่ที่มันยังเป็ทารกจึงไม่มีใครคอยสั่งสอน ข้าเองก็ไม่มีเวลา”
บุรุษชาวบ้านในชุดหนังวัวเก่าเกอะผู้หนึ่งกล่าวขึ้นบุรุษที่ดูเหมือนอยู่ในวัยกลางคนก็ลดขลุ่ยไม้ไผ่ในมือลง แล้วกล่าว
“ไม่เป็ไร เด็กชายต้องซุกซนบ้างเป็ธรรมดาข้ามิได้ถือสา”
บุรุษชาวบ้านผู้นั้นกล่าวต่อ
“ขอบคุณที่ไม่ถือสา...เอ่อ ว่าแต่ท่านนักพรต ข้าจะขอยืมแรงท่านซักเล็กน้อยได้หรือไม่”
“ยืมแรงเื่ใดหรือ?”
บุรุษชาวบ้านยื่นห่อผ้าขนาดเท่าตัวทารกให้แก่มัน
“พอดีมีสตรีท้องแก่คลอดลูกแล้วตายทั้งแม่ทั้งลูกตามความเชื่อหมู่บ้าน หากทำพิธีร่วมกันจะเป็อัปมงคล พอดีเห็นท่านเป็นักพรตข้าจึงอยากฝากศพทารกหญิงผู้นี้ไปทำพิธีฝังยังเขาเถาิซาน”
กล่าวจบมันก็ยื่นถุงหมั่นโถวสามลูกให้แก่บุรุษผู้ถือขลุ่ยไม้ไผ่นั้นด้วยแล้วกล่าวต่อ
“นี่สำหรับค่าตอบแทนอาจจะดูเล็กน้อย แต่สำหรับหมู่บ้านที่ยากจนอย่างพวกเราแล้วหมั่นโถวแต่ละลูกล้วนมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด”
บุรุษที่ถูกเรียกเป็นักพรตผู้นั้นมิได้กล่าวปฏิเสธเมื่อมิใช่เื่ที่เหนือบ่ากว่าแรงและมิได้ผิดศีลธรรมอันใดมันก็พร้อมที่จะช่วยชาวบ้าน จึงสอดขลุ่ยไม้ไผ่เก็บลงยังสายรัดเอวข้างลำตัวแล้วรับศพทารกหญิงและถุงหมั่นโถวนั้นมา ก่อนเดินทางมุ่งสู่เขาเถาิซานไป
บุรุษชาวบ้านผู้นั้นประสานมือขึ้นคารวะ
“ขอบพระคุณท่านนักพรตที่ช่วยเป็ธุระ”
................................................
เหลาสุราเมฆาพริ้วแห่งเมืองจิ่งเหอแคว้นเถาโจว ว่ากันว่ามีสุราดีแลเลิศรสมากที่สุดในปฐี จึงเป็จุดศูนย์รวมของเหล่าพ่อค้าวานิชย์นักเดินทาง แลเหล่าจอมยุทธ์จากทั่วทุกสารทิศให้มาแวะเวียนหากเดินทางผ่าน และสถานที่แห่งนี้ก็มักถูกใช้เป็ที่นัดหมายเพื่อประชุมหารือของผู้นำพรรคหรือสำนักที่อยู่เมืองละแวกโดยรอบซึ่งวันนี้เองเหลาสุราเมฆาพริ้วก็ถูกเลือกให้เป็สถานที่จัดประชุมของเจ็ดพรรคใหญ่แห่งปฐีเจ็ดพรรคใหญ่ที่เป็ผู้นำด้านการฝึกญาณเต๋าและเชนที่ยังหลงเหลือ เป็เจ็ดพรรคที่ยังสามารถลอยหน้าลอยตาบนผืนปฐีแห่งนี้อยู่ได้
ที่พวกมันยังดำรงอยู่ได้มิใช่ว่าพวกมันสามารถต้านทานนิกายเทวะวจนะจนมีรากฐานที่ยิ่งใหญ่ แต่พวกมันได้ถวายตัวเป็สุนัขรับใช้ให้แก่เทวะวจนะต่างหากจึงไม่ถูกสังหารให้ตกตายอย่างเช่นผู้ฝึกญาณเต๋าและเชนอื่นๆทว่าบัดนี้ผู้ฝึกญาณทั่วปฐีล้วนตกตายจำนวนมหาศาล ค่ายพรรคน้อยใหญ่ล่มสลายไม่หลงเหลือผู้ที่เหลือรอดต่างหนีหายเร้นกายอย่างยากลำบาก เมื่อปฐีไร้ซึ่งผู้ฝึกญาณ พวกมันที่เป็ผู้ฝึกญาณกลุ่มสุดท้ายบนปฐีซึ่งเป็สุนัขรับใช้จึงถูกเบนเป้ามาเสียเอง
บุรุษชราวัยหกสิบห้าผู้มีดวงตาเล็กหยี หนังบนใบหน้าหย่อนยาน หน้าผากมีร่องลึกสามเส้น มันตบฝ่ามือลงยังโต๊ะ
“มันใช้งานพวกเราให้จัดการผู้ฝึกญาณทั้งปฐีแล้วบัดนี้ยังคิดจะทำลายพวกเราทีหลังหรือ"
บุรุษชราอายุใกล้เคียงกันแต่มันมีรูปร่างอ้วนท้วม ใบหน้ากลมดั่งหมั่นโถว มันรีบกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าแตกตื่น
“เ้าอย่าบ่นเสียงดังไปเดี๋ยวคนของนิกายมาได้ยินเข้า"
บุรุษชราวัยห้าสิบเศษร่างผอมสูง ใบหน้าตอบลึก สวมชุดคลุมหนังวัวส่ายศีรษะ
“บ่นไปจะได้ประโยชน์อันใด”
บุรุษวัยสี่สิบเศษผู้มีร่างกำยำสูงใหญ่ ใบหน้าเหลี่ยม ริมฝีปากหนา ตากลมกว้าง ผมเผ้าเคราดกดำ มันยกจอกสุราดื่มรวดเดียวหมดก่อนกล่าว
“ถูกต้องในเมื่อพวกเรามิอยากตกตายหรือมิอยากถูกบีบคั้นให้มีชีวิตอยู่มิสู้ตาย เช่นนั้นมีแต่ต้องทำตามข้อเสนอของมัน”
บุรุษชราวัยหกสิบห้าผู้มีดวงตาเล็กหยียังกล่าวด้วยความไม่ยินยอม
“ใช้งานพวกเราเยี่ยงทาสเยี่ยงสุนัขสุดท้ายยังมีข้อเสนอบ้าๆ ให้พวกเราทำลายพลังญาณที่ฝึกปรือมาตลอดทั้งชีวิต เท่านั้นไม่พอยังบีบคั้นให้พวกเราส่งเครื่องบรรณาการที่มากมายมหาศาลอีกหากทำเช่นนั้นมันจะต่างจากพรรคที่ล่มสลายไปแล้วอย่างไร”
บุรุษวัยย่างห้าสิบใบหน้าคมเข้ม มีร่องแห่งวัยใกล้ชราให้เห็นเล็กน้อย ผมเผ้าหนวดเคราของมันมีสีขาวแซมดำปรากฎมันวางจอกสุราลงแล้วจ้องมองบุรุษชราตาเล็กหยี ก่อนกล่าว
“หรือท่านจะเลือกความตาย"
บุรุษวัยย่างห้าสิบอีกผู้แต่มันยังดูเป็บุรุษหนุ่มเ้าสำอางค์ ทำตัวไม่คล้ายคนใกล้ย่างเข้าสู่วัยชรา มันกล่าวเสริม
“แม้ไร้ซึ่งพลังญาณแต่ก็พอมีเคล็ดกระบวนท่าหลงเหลือให้เหนือกว่าคนธรรมดา แม้ต้องส่งเครื่องบรรณาการอันขูดรีดขูดเนื้อแต่ก็ยังมีช่องทำมาหากิน พวกเรายังโชคดีกว่าตระกูลเฟยและตระกูลหลงมาก สองตระกูลอันยิ่งใหญ่นั่นไม่มีโอกาสอื่นนอกจากความตายพวกเราหากเทียบกับสองตระกูลใหญ่แล้วยังดีกว่าราวฟ้ากับเหว”
สตรีวัยสี่สิบเศษแต่ยังคงเคล้าความงามมุมปากมีใฝขนาดเล็กซึ่งเปรียบดั่งใฝแห่งเสน่ห์แลดูโดดเด่น นางกล่าวว่า
“ท่านเ้าสำนักหวังลองตรึกตรองให้ดีๆหากพวกเราเจ็ดพรรคใหญ่มีผู้ใดผู้หนึ่งปฏิเสธข้อเสนอ มหาเทวะผู้นั้นได้สังหารพวกเราทั้งหมดโดยไม่ปราณีแน่”
บุรุษชราวัยหกสิบห้าผู้มีดวงตาเล็กหยี ผู้ที่แสดงความคิดเห็นไม่ยินยอมมาแต่แรกนิ่งงันไป ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานสุดท้ายมันก็ได้แต่ผงกศีรษะด้วยความจนใจ
เหลาสุราเมฆาพริ้วยังมีโอกาสสุดท้ายให้พวกมันเจ็ดพรรคใหญ่แห่งเต๋าและเชนได้ตัดสินใจดำรงอยู่แต่ที่ป่าไผ่กลางขุนเขาที่รกชัฏในเขตเขาเถาิซาน ขุนเขาที่กว้างใหญ่ที่สุดในปฐีผู้ที่ดำรงอยู่ในที่แห่งนั้นกลับไม่มีโอกาสที่จะได้เลือกใช้ชีวิตอีกต่อไปแล้ว แม้พวกมันจะมิใช่ผู้ฝึกญาณไม่ใช่พวกมารนอกรีต แต่พวกมันมีสายเืของตระกูลหลงไหลเวียนอยู่ พวกมันจึงถูกไล่ล่าแลมีโทษตายั้แ่ที่ยังมิทันลืมตาตื่นมองดูโลก
อุตส่าห์หลบหนีมาไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียวไม่ฝึกพลังญาณ ไม่ใช่สายเืหลักของผู้นำตระกูลหลงที่ถูกสังหารล้าง มาใช้ชีวิตกับครอบครัวเล็กๆที่พึ่งให้กำเนิดทารกน้อยแฝดหญิงที่น่ารักคู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังมิอาจหลบพ้นจากการไล่ล่าของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามหาเทวะผู้กอบกู้ได้
“พวกท่าน้าชีวิตของข้าสองสามีภรรยาก็เอาไปแต่จงไว้ชีวิตเด็กทารกสองคนที่พึ่งลืมตาดูโลกด้วยเถอะ ข้าขอร้อง”
สองสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากกลางขุนเขาเถาิซานต่างร้องไห้คุกเข่าขอชีวิตให้แก่บุตรทั้งสองของตน
“ข้าตามหาพวกเ้าเหล่าผู้สืบสายโลหิตแห่งตระกูลหลงที่หลุดรอดมาอย่างเนิ่นนานแลลำบากยิ่งเช่นนั้นคิดว่าข้าจะใจดีอยู่หรือ ตระกูลเฟยสหายของพวกเ้าได้ล่มสลายไปแล้ว พวกเ้าก็ควรจะสิ้นไปตาม…หากพวกเ้าเลือกที่จะมิให้กำเนิดบุตร บางทีผาอดีตก็คงจะไม่กระตุ้นเตือนแลพวกข้าก็คงหาไม่พบ เป็พวกเ้าที่โชคร้ายเอง โชคร้ายที่มีบุตร และโชคร้ายที่เกิดมามีสายเืของเทพมารจอมวายร้ายแห่งอดีตกาลไหลเวียนเช่นนั้นจึงจำเป็ต้องถูกกวาดล้างโดยไม่ละเว้น!”
บุรุษวัยสามสิบเศษผู้มีใบหน้าหยาบกร้านแลมีดวงตาที่บอดข้างเดียวกล่าวขึ้น ก่อนที่มันจะชักดาบหัวตัดลายพยัคฆ์ข้างลำตัวขึ้นมาแล้วกล่าวต่อ
“หากกวาดล้างตระกูลหลงได้ก่อนฝ่ายอื่นเทวะวจนะฝ่ายยุทธ์ของพวกข้าก็จะมีความดีความชอบ ท่านธรรมบาลยุทธ์ ผู้นำของพวกเราก็จะได้ผลงานก่อนธรรมบาลคนอื่นๆเ้าคิดว่าข้าจะปล่อยผลงานชิ้นเอกหลุดมือหรือ!”
บุรุษที่กำลังอุ้มทารกน้อยชี้นิ้วอันสั่นพร่าเครียดแค้นไปยังบุรุษตาบอดข้างเดียว
“พวกเ้ามันก็ดีเพียงเปลือกนอกแต่ภายในล้วนไร้คุณธรรม บอกตนเป็ผู้กอบกู้ แต่เอาความแข็งแกร่งกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัว บอกว่าอยู่เพื่อความผาสุขของผู้คน แต่พวกเ้าทำเพื่อความผาสุขของตนเองต่างหากตระกูลหลงข้าที่พวกเ้าบอกว่าเป็มารแลถูกสาปแช่งจากผู้คนยังไม่เคยทำเื่ชั่วช้าเช่นเทวะวจนะอันบัดซบ!"
บุรุษตาเดียวมีโทสะจนใบหน้าแดงก่ำ
“สามหาวกล้าลบหลู่นิกายเทวะวจนะเรา ตายสิบชาติก็ยังไม่สาสม!”
ก่อนที่มันจะเงื้อดาบหัวตัดลายพยัคฆ์ฟันเข้าใส่สี่พ่อแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า
บุรุษผู้สืบสายเืคนสุดท้ายแห่งตระกูลหลงผู้นั้นยื่นทารกน้อยในมือให้แก่ภรรยาตน
“พาลูกทั้งสองหนีไป!”
พร้อมะโเข้ายื้อยุดฉุดแย่งดาบหัวตัดจากมือของบุรุษตาเดียว
แต่บุรุษตาเดียวนับว่ามิธรรมดามันเพียงแผ่พุ่งพลังยุทธ์ออกรอบกายก็สามารถกระแทกร่างของบุรุษผู้นั้นจนล้มลง บุรุษผู้นั้นไม่มีพลังญาณไม่เป็วรยุทธ์ จึงล้มลงไปนอนกระอักโลหิตมิอาจลุกขึ้นยืนได้อีก
“ท่านพี่"
สตรีผู้เป็ภรรยาร้องเสียงหลงพร้อมกับฝีเท้าที่ชะงักลงแต่บุรุษผู้เป็สามีนางผู้นั้นยังกัดฟันฝืนะโก้อง
“ไป!”
ผู้เป็ภรรยาโอบอุ้มสองทารกน้อยด้วยความรักก่อนตัดสินใจพุ่งทะยานใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาหลบหนีทั้งน้ำตา
บุรุษตาเดียวเงื้อดาบหัวตัดขึ้น
“นับว่าภรรยาเ้ายังมีดีอยู่บ้าง”
ก่อนที่ดาบหัวตัดจะฟันลงสะบั้นชีพของบุรุษผู้นั้น!
“สายเืตระกูลหลงเหลือเพียงทารกแฝดคู่นั้นแล้วตามสังหารมัน!”
บุรุษตาเดียวเก็บดาบพร้อมกับสั่งการแล้วกลุ่มคนชุดดำด้านซึ่งมีสัญลักษณ์รูปอักขระก่อรูปเป็ดวงอาทิตย์บริเวณกึ่งกลางด้านหลังนับสิบคนจึงพุ่งติดตามสตรีและทารกแฝดทั้งสองไป
สตรีนางนั้นมิใช่ยอดฝีมือแต่ก็พอเป็กระบวนยุทธ์อยู่บ้างจึงนำพาลูกน้อยทั้งสองหลบหนีไปได้เร็วกว่าหญิงชาวบ้านทั่วไปนางะโหลบหนีเรียบมาตามป่าไม้แลไหล่เขา หนทางน่าหวาดเสียวอันตราย แต่เพราะอันตรายนางจึงได้เลือกหนีมาด้วยนางคิดว่ายิ่งหนทางยากลำบาก ยิ่งจะทำให้การไล่ล่ายุ่งยากขึ้นด้วย ทว่าผู้ติดตามไล่ล่านางมิใช่คนธรรมดาแต่พวกมันเป็คนของนิกายเทวะวจนะ ต่อให้หลบหนีบนกลีบเมฆา พวกมันก็สามารถติดตามนางไปได้ทุกที่เช่นนั้นหลบหนีได้ไม่นาน นางก็ถูกพวกมันตามทัน!
ฝ่ามืออันหยาบกร้านฟาดถูกไหล่ขวาของสตรีนางนั้นจนนางเสียหลักล้มคะมำลงนางต้องคอยประคองทารกน้อยทั้งสองมิให้ได้รับอันตราย จึงกลับกลายเป็ว่าตนได้รับาเ็กว่าที่ควรจะเป็ฝ่ามือััถูกหัวไหล่ด้านหลัง พลังยุทธ์ก็พลันแผ่พุ่งะเืไปถึงอวัยวะภายใน อีกทั้งฝ่ามือของคนผู้นั้นยังอาบไปด้วยพิษร้ายจึงทำให้นางเ็ปทรมานแทบขาดใจ โดนพิษแทรกซึมไปตามรอยฟกซ้ำแทบตกตายในบัดดล มิหนำซ้ำยังมีพิษร้ายบางส่วนสะกิดเข้าที่หัวคิ้วซ้ายของทารกหญิงผ่านรอยเล็บของเ้าของฝ่ามือในตอนที่มันชักกลับทารกหญิงที่ถูกมารดาโอบอุ้มฝั่งขวาจึงร้องให้โฮออกมาด้วยความเ็ปแลตื่นใ
ด้านมารดาของนางทั้งถูกฟาดด้วยฝ่ามือที่เปี่ยมไปด้วยพลังยุทธ์ทั้งถูกพิษแทรกซึมยากต่อต้าน จึงทำให้ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ทารกน้อยทั้งสองที่โอบอุ้มจึงหลุดมือคนล้มคะมำยังริมหน้าผา ทารกหญิงที่นางโอบอุ้มฝั่งซ้ายตกลงยังป่าด้านข้าง โชคดีที่มีพุ่มหญ้ารองรับจึงมิได้รับาเ็เท่าใดนักทว่าทารกหญิงที่ถูกอุ้มอยู่ฝั่งขวากลับโชคร้ายยิ่ง เพราะนอกจากนางจะถูกพิษร้ายแล้วร่างของนางยังหลุดมือมารดาร่วงตกยังหน้าผาลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้น!
“ลูกแม่!!”
สตรีนางนั้นร้องไห้จนแทบขาดใจั์ตาของนางเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกและจิตใจกระตุกวูบเย็นเฉียบ นางรีบทิ้งตัวคิดคว้าเอาร่างของบุตรสาวแต่สุดท้ายก็คว้าเอาได้เพียงธาตุอากาศอันว่างเปล่า
“ไม่!!!”
ผู้ที่ฟาดฝ่ามือเข้าใส่นางก็คือบุรุษตาเดียวผู้นั้นก่อนที่คนชุดดำด้านนับสิบจะตามมาถึงและปิดล้อมรายรอบตัวของนางเพื่อป้องกันมิให้นางหนีไปอีกบุรุษตาเดียวกล่าวว่า
“นั่นคือชะตากรรมของสายเืตระกูลหลงที่จะได้รับทารกน้อยถูกพิษกลืนชีพของข้า ทั้งยังตกหน้าผาสูงเช่นนี้คงไม่มีโอกาสมีชีวิตรอด นางได้ติดตามบิดาของนางไปยังปรโลกแล้วเช่นนั้นข้าจะสงเคราะห์ให้พวกเ้าสองแม่ลูกได้ติดตามพวกมันไป!"
สตรีนางนั้นกัดฟันฝืนทนต่อความเ็ปเจียนตายนางแม้มิอาจตัดใจจากการสูญเสียบุตรสาว ทว่านางก็ต้องปกป้องบุตรสาวอีกคนที่เหลืออยู่จึงล้มกายม้วนตัวไปโอบอุ้มบุตรสาวในโพรงหญ้าขึ้นมา
“เ้าพวกสารเลว!”
ด่าคำหนึ่งก่อนคนจะคว้าท่อนไม้มาร่ายรำเป็เพลงกระบี่แต่ด้วยพิษร้ายที่แทรกแซง ทำให้เพลงกระบี่ต้องหยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง นางฟาดไม้ถูกบุคคลชุดดำด้านผู้หนึ่งสลบไปแต่ก็มิอาจเร่งเร้าพลังยุทธ์ขึ้นมาได้อีก เพราะยิ่งเร่งเร้าพลังยุทธ์ พิษกลืนชีพก็ยิ่งแพร่กระจายเร็วขึ้น
บุรุษตาเดียวะโกร้าว
“ไร้ประโยชน์เ้ามิอาจเปลี่ยนชะตาของตนเองได้หรอก!"
กล่าวจบมันก็ชักดาบหัวตัดออกมาก่อนที่จะะโหมุนเป็เกลียวกลางอากาศ ฟาดฟันดาบหัวตัดเข้าใส่ร่างของสตรีนางนั้นพร้อมทารกหญิงในมือของนางทันที
สตรีนางนั้นมิใช่ผู้ฝึกฝีมือที่เก่งกาจอันใดจึงไม่มีทางที่จะรับมือบุรุษตาเดียวทั้งนางยังถูกพิษจึงมิอาจเร่งเร้าพลังยุทธ์ในกายได้อีกแล้ว หนทางใดก็มิอาจหลบหลีกเพราะถูกปิดล้อมจึงได้แต่เบิกตาอันแดงก่ำเครียดแค้นจ้องมองคมดาบที่ฟันลงมาเบื้องหน้า
“เดรัจฉานอย่างพวกเ้าข้าขอให้มิตายดี!”
เปรี้ยงงงง!