สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 199 จริงๆ แล้ว...ท่านเป็นยอดฝีมือหรือเปล่า?

        หลังจากเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของราชอาณาจักร ความเร็วในการเดินทางของกองทัพก็ช้าลง

        นอกจากจะเป็นการรอแลมพาร์ดและคนอื่นๆ เดินทางกลับมาร่วมกองทัพแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้ซุนเฟยได้มีเวลาทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในราชอาณาจักรรวมไปถึงความแตกต่างระหว่างราชอาณาจักรและอาณาจักรบริวาร

        ราชอาณาจักรมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมากสามารถแบ่งออกได้เป็นเจ็ดมณฑล และขนาดพื้นที่ในแต่ละมณฑลก็ยังใหญ่กว่าเมืองแซมบอร์ดหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นระบบทางการทหารหรือระบบทางการเมืองการปกครองต่างก็สมบูรณ์แบบ นี่เป็นสิ่งที่ซุนเฟยสังเกตเห็นถ้าอยากจะพัฒนาเมืองแซมบอร์ดให้กลายเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งจะพึ่งพาความรู้ความเข้าใจแบบงูๆ ปลาๆ ของโอตาคุในโลกเก่าเพียงอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้

        อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกดินกองทัพของเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานของหอการค้าโซรอสก็เดินทางเข้าสู่เขตมณฑลเอิร์นท์ มณฑลนี้จะมีแม่น้ำกว้างใหญ่สายหนึ่งที่ขวางกั้นทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนอกจากนี้ยังมีเมืองโบราณขนาดใหญ่กว่าเมืองแซมบอร์ดนับสิบเท่าตั้งอยู่ที่ชายฝั่งริมแม่น้ำ นี่เป็นจุดตรวจน้ำพุร้อนจุดตรวจด่านแรกในเขตทางภาคเหนือของราชอาณาจักรเซนิท

        พวกเขาต้องใช้เรือข้ามฟากที่ท่าเรือเพื่อข้ามแม่น้ำ ซึ่งตามกฎของราชอาณาจักรแล้วอาณาจักรบริวารจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองแต่จะให้ตั้งค่ายที่ริมฝั่งแม่น้ำด้านนอกจากนั้นก็ส่งคนไปซื้อข้าวของภายในเมืองได้

        ในขณะที่ซุนเฟยคิดจะพาแองเจล่าและเจ็มม่าไปหาจุดตกปลาที่ริมชายฝั่งแม่น้ำทันใดนั้น ซูซานนักรบคนสนิทขององค์หญิงก็เดินเข้ามาหาซุนเฟย

        “องค์หญิงประสงค์จะเสด็จไป?” เมื่อได้ยินที่ซูซานรายงานเรื่องนี้ซุนเฟยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

        “เจ้าค่ะ ฝ่าบาท ทันทีที่องค์ชายอาร์ชาวินทราบว่าองค์หญิงได้เสด็จเดินทางเข้ามาในอาณาเขตของราชอาณาจักรแล้ว พระองค์จะส่งทหารมารับพวกเขาจะมาถึงที่นี่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เนื่องจากสถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อนนัก ดังนั้นองค์หญิงจึงจำเป็นต้องเสด็จไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย” นักดาบสาวซูซานอธิบายให้ซุนเฟยฟังอย่างอดทน

        เมื่อก่อนนักรบหญิงคนนี้มีนิสัยเย่อหยิ่งเหมือนพวกนกยูงไม่มีผิด แต่ตอนนี้นางเริ่มมีทัศนคติที่ดีต่อซุนเฟยดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับซุนเฟยจึงมีท่าทางเคารพและให้เกียรติ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ท่าทีของนางเปลี่ยนไปก็คือ การที่ซุนเฟยได้รับชัยชนะจากการต่อสู้กับคริสซัตตัน หนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรเซนิทที่ยอดเขาหอคอยคู่ผลการต่อสู้ที่น่าตกตะลึงนั่น ทำให้สถานะของซุนเฟยเพิ่มสูงขึ้นในสายตาของนาง ในราชอาณาจักร ผู้ที่แข็งแกร่งจะได้รับความเคารพนี่เป็นกฎที่รู้กันดีของแผ่นดินอาเซรอทถึงแม้ว่าสติปัญญาของนักดาบหญิงซูซานจะไม่ค่อยดีนักแต่เมื่อได้รับการกล่าวเตือนจากองค์หญิงก็ทำให้นางเข้าใจในที่สุดว่าตัวตนของราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้ ไม่ว่าจะความแข็งแกร่งหรือมันสมอง ชายคนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลยสิ่งเหล่านี้ทำให้ซูซานยินดีที่จะโค้งคำนับซุนเฟยด้วยความเคารพ

        “อ้อ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นขอให้โชคดี...”

        พระอาทิตย์สีทองกำลังจะลาลับขอบฟ้าแสงสีทองที่ทาบทับบนผืนน้ำ เปล่งประกายระยิบระยับจับตา ทันใดนั้นซุนเฟยก็รู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังสูญเสียบางอย่างไป

        ซุนเฟยอดคิดไม่ได้ว่า มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ เขาและองค์หญิงเพิ่งจะพบกันแค่สามเดือนเท่านั้น แถมบทสนทนาที่ยาวที่สุดก็มีแค่ตอนที่พวกเขาร่วมรับประทานอาหารบนโต๊ะก่อนหน้านั้นเพียงครั้งเดียว และตอนนั้นเขายังทำใจกล้าหน้าด้านไปแย่งอาหารของนางกินอีกด้วย ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น แต่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกแบบนี้ขึ้นมากันนะ? หรือเขาอาจจะคุ้นเคยกับการที่มีดวงตากลมโตสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นคอยมองจ้องมองเขาอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด?

        ซุนเฟยพลันหัวเราะอย่างฝืดๆ ขึ้นมา

        ตอนนี้เองในค่ายทหารที่แสนคึกคักก็เกิดความเงียบขึ้นมา

        เมื่อจู่ๆ องค์หญิงนาตาชาผู้ที่ไม่เคยปรากฏตัวมาตลอดการเดินทาง ได้เดินลงมาจากรถม้าเวทมนตร์อย่างกะทันหันชายกระโปรงสีฟ้าลากไปตามพื้นผมยาวหยักศกสีน้ำตาลทองเป็นประกายยามที่สะท้อนแสงตะวัน ทำให้หญิงสาวตรงหน้าเหมือนไม่ใช่สาวน้อยผู้อ่อนแอแต่เป็นผู้หญิงที่มากด้วยเสน่ห์จนยากที่จะหาใครเทียบเคียงกับนางได้การปรากฏตัวของนางได้สะกดทุกสายตาของทุกคนภายในค่าย

        นางค่อยๆ เดินเลียบชายฝั่งแม่น้ำและมาหยุดอยู่ตรงหน้าของซุนเฟย ก่อนจะเบนสายตาทอดมองไปยังแม่น้ำที่เปล่งประกายสีทองระยิบระยับนี่เป็นครั้งแรกที่นักบุญสาวผู้มากด้วยสติปัญญาจะยิ้มออกมาต่อหน้าซุนเฟย ในตอนนั้นเอง ราวกับว่านางได้ลืมวิธีการพูดและไม่รู้ด้วยว่าควรจะพูดอะไรผ่านไปได้สักพักถึงได้เปิดปากพูดออกมาว่า “องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ ขอบคุณสำหรับน้ำยาวิเศษ”

        ประโยคที่พูดออกมาซุนเฟยไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไร แต่หัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคและนักดาบสาวซูซานถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เท่าที่พวกเขาจำได้องค์หญิงไม่เคยพูดอะไรที่ ‘ไร้สาระ’ แบบนี้มาก่อน...วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน?

        ทันใดนั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงควบม้าลอยมาแต่ไกลๆ

        เมื่อทุกคนหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นอัศวินม้าเกราะเงินประมานห้าร้อยคนกำลังควบม้ามาทางนี้ แต่ละคนดูมีสง่าราศีและห้าวหาญ อัศวินที่ควบม้านำหน้าสุดสามสี่คนได้ถือธงสัญลักษณ์ของราชอาณาจักรเซนิทไว้ในมือ ธงยักษ์ที่ปักรูปหัวหมีขาวสองหัวเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้คน นอกจากนี้แล้วยังมีธงสีขาวที่ปักเป็นรูปขวานคู่สีดำไขว้กันอยู่ด้วย ธงนี้เป็นสัญลักษณ์ของ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' ค่ายที่อยู่ใต้บังคับบัญชาการของ 'เทพสงครามแห่งเซนิท' องค์ชายอังเดร อาร์ชาวินธงเหล่านี้ต่างโบกสะบัดไปตามแรงลมประหนึ่งมังกรที่กำลังล่องนภา

        กองกำลังอัศวินนี้เป็นกองกำลังที่องค์ชายอาร์ชาวินส่งมาคุ้มกันองค์หญิงเดินทางกลับเมืองหลวง

        “ตลอดการเดินทางที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจมากการได้ร่วมเดินทางมากับเมืองแซมบอร์ดทำให้ข้าได้พบเจอกับเรื่องที่เหนือความคาดหมายเสมอ...” ใบหน้าขององค์หญิงนาตาชาเผยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายราวกับกำลังรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา“แต่...การที่ท่านได้ละเมิดกฎของราชอาณาจักรเซนิทด้วยการโจมตีอาณาจักรแบล็กสโตนโดยพลการ เรื่องนี้ไม่น่าจะจบลงอย่างง่ายดาย เกรงว่านอกจากอัศวินซัตตันแล้วอาจจะมีใครบางคนกำลังรอสอบถามเรื่องราวเหล่านี้อยู่...” องค์หญิงพูดจบก็หันมามองซุนเฟยด้วยรอยยิ้ม

        “ถ้ามีคนไม่มีตามาหาเรื่องข้าอีกข้าจะใช้หมัดคู่นี้ตะบันหน้ามันแทนคำพูดเอง” ซุนเฟยยิ้มอย่างโอ้อวด

        “บนแผ่นดินอาเซรอท ความรุนแรงอาจเป็นทางเลือกที่ดีแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่องยิ่งไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ มันยังไม่เพียงพอสำหรับการต่อต้านกองกำลังของราชอาณาจักรที่มีมาเป็นร้อยๆ ปีได้...” นี่เป็นครั้งแรกที่องค์หญิงพูดยาวขนาดนี้นางหอบเล็กน้อย ราวกับว่าการพูดประโยคยาวๆ ทำให้นางเหนื่อยนางสวมชุดสตรีชั้นสูงแบบในหนังไพเรทออฟเดอะแคริบเบียนที่ซุนเฟยออกแบบไว้ในยามว่างเพื่อให้สตรีในเมืองแซมบอร์ดได้สวม ชุดนี้จะเน้นทรวดทรงของสตรีและจะทำให้พวกนางดูมีเสน่ห์มากขึ้น ถึงแม้ว่าร่างกายขององค์หญิงจะผ่ายผอมเพราะป่วยเรื้อรังมาเป็นเวลานานแต่เรือนร่างขององค์หญิงก็ยังมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่มีเสน่ห์น่าชมเหมือนกันนางยกมือมาตบอกของตัวเองเบาๆ แต่ตายังคงจ้องมองมาที่ซุนเฟยแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ความจริงแล้วเจ้าเป็นราชาที่ฉลาดเฉลียวหาไม่แล้วข้าและแพรีสคงไม่พ่ายแพ้ให้แก่เจ้าเป็นแน่ทำไมเจ้าถึงแสร้งทำตัวเป็นคนโง่ที่ดีแต่ใช้กำลังมาโดยตลอดเล่า?”

        ซุนเฟยยิ้มออกมาเล็กน้อย สำหรับเขา การแสร้งทำตัวเป็นหมูกินเสือมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเขาชอบที่จะหลอกให้เหยื่อลำพองใจไปก่อนแล้วค่อยตลบหลังมันอีกทีการได้เหยียบย่ำความมั่นใจของศัตรู มันทำให้ซุนเฟยรู้สึกดีองค์หญิงที่ชอบควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในกำมืออย่างเจ้าก็น่าจะเข้าใจดีไม่ใช่หรือ?

        เมื่อเห็นว่าซุนเฟยไม่ตอบ องค์หญิงจึงไม่คิดที่จะเซ้าซี้ต่อมือข้างขวายกขึ้นมาจับเส้นผมที่ลู่ไปตามลมมาทัดหูส่วนมือข้างซ้ายดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อมันเป็นแผ่นเหล็กเล็กๆ รูปห้าเหลี่ยมสีแดงเห็นได้ชัดว่าแผ่นเหล็กนี้คงถูกเก็บรักษามาอย่างดีสีสันจึงดูสดใสและสะท้อนแสงแวววับ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าตามขอบจะจารึกอักขระลึกลับที่ไม่รู้จักเอาไว้ซุนเฟยมองออกว่านี่ไม่ใช่อักขระเวทมนตร์อย่างแน่นอน

        “บางทีแร่เหล็กแดงชิ้นนี้อาจจะช่วยเจ้าในอนาคตได้ถือเสียว่าเป็นคำขอบคุณที่เจ้ามอบน้ำยาให้แก่ข้า!” องค์หญิงพูดโดยไม่สนใจสีหน้าแตกตื่นปนห้ามปรามของหัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคและนักดาบสาวซูซาน นางโยนแร่เหล็กในมือไปทางซุนเฟยเบาๆ

        ซุนเฟยรับแร่เหล็กแดงรูปห้าเหลี่ยมนี้มาถือไว้เขารู้สึกว่าแร่เหล็กในมือนี้ ดูนุ่มนวลเหมือนหยกร้อยปีก็ไม่ปานไม่มีความรู้สึกหยาบกระด้างเหมือนเหล็กทั่วไป ในใจก็อดนึกสงสัยในตัวแร่เหล็กนี้ไม่ได้และเมื่อสังเกตอย่างละเอียดก็จะพบว่า นอกจากจารึกอักขระลึกลับแล้วด้านอื่นๆ ของแร่เหล็กสีแดงห้าเหลี่ยมก็เป็นภาพแกะสลักรูปหมอกล้อมภูเขา

        ซุนเฟยพอจะมองออกว่าความเป็นมาของแผ่นเหล็กนี้คงจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าอาจจะมีความลับบางอย่างแฝงอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงผงกหัวแล้วพูดอย่างยิ้มๆ ว่า “ขอบพระทัยองค์หญิงสำหรับของสิ่งนี้ ข้าจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี!” เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจหยิบ 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' ขวดใหญ่ออกมาจากเข็มขัดมิติแล้วส่งให้กับองค์หญิงก่อนจะพูดออกมาว่า “แองเจล่าบอกข้าว่าน้ำยาขวดนี้ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยขององค์หญิงได้นี่เป็นขวดสุดท้ายที่ข้าปรุงขึ้นมา ข้าขอมอบให้แก่องค์หญิงเป็นของขวัญแล้วกัน!”

        องค์หญิงหัวเราะออกมาเบาๆดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธ นางให้นักรบสาวซูซานเดินเข้ามารับน้ำยาขวดนี้ไป

        ซุนเฟยหยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากเข็มขัดมิติหลังจากใคร่ครวญเล็กน้อย เขาก็มอบให้กับองค์หญิงแล้วอธิบายว่า“แผ่นแรกเป็นสูตรทำน้ำยาเพิ่มความเร็วในการรักษาเป็นสูตรเดียวกับที่ข้าใช้ดื่มในตอนที่หน้าอกถูกทะลวงจนกลวงบนยอดเขาตะวันออกคราวนั้นแต่อัตราความสำเร็จในการปรุงน้ำยานี้คงไม่สูงนัก แผ่นที่สองเป็นสูตรน้ำยาเมื่อครู่ หลังจากนี้ ถ้าองค์หญิงจำเป็นต้องใช้น้ำยาประเภทนี้เพื่อพยุงอาการป่วยของตัวเองอีก ก็ให้นักปรุงยาที่มีความเชี่ยวชาญสูงในพระราชวังปรุงให้ท่านก็แล้วกันวัตถุดิบก็หาได้ง่าย แต่อัตราความสำเร็จในการปรุงน้ำยานี้ก็ไม่สูงเช่นกัน!”

        ดวงตาขององค์หญิงนาตาชาฉายแววแปลกใจนางยื่นมือไปรับกระดาษทั้งสองแผ่นนั้นอย่างระมัดระวัง พลางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ“เจ้า...ช่างฉลาดยิ่งนัก คงคาดการณ์ไว้แล้วสินะว่าสักวันองค์ชายอาร์ชาวินอาจจะส่งตัวแทนมาเจรจากับเจ้าเรื่องสูตรน้ำยาทั้งสองประเภทนี้ดังนั้นเจ้าจึงฝากข้าไปมอบให้แก่เขา!”

        ซุนเฟยแค่ยิ้มออกมา

        ตั้งแต่คราวนั้นที่ซุนเฟยได้ใช้ 'น้ำยารักษาชีวิต' และ 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' ต่อหน้าผู้คนมากมายเขาก็รู้อยู่แล้วว่า ด้วยผลที่น่าอัศจรรย์ของน้ำยาทั้งสองประเภทนี้จะต้องดึงดูดพวกคนโลภมากอย่างแน่นอนโดยเฉพาะองค์ชายอาร์ชาวินที่แสนทะเยอทะยานคนนั้นเขารู้ถึงประโยชน์และความหมายของน้ำยานี้ดี ดังนั้นเขาคงไม่คิดที่จะปล่อยผ่านไปแน่แต่ในตอนนั้น เพราะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน และสถานะที่ไม่สามารถเอ่ยปากถามได้ทำให้เขายอมปล่อยเรื่องนี้ไปก่อนแต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องยื่นจมูกเข้ามาอย่างแน่นอน แทนที่จะรอให้คนใหญ่คนโตแบบนั้นมาร้องขอไม่สู้ตัวเองฉวยโอกาสนี้เป็นฝ่ายริเริ่มสานสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ดีกว่าหรือ?

        แต่อย่างไรก็ตามการปรุงน้ำยาของโลก Diablo ในโลกแห่งความเป็นจริงจะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเล็กน้อยซุนเฟยและแม่ชีอาคาร่าได้ช่วยกันปรับแต่งสูตรใหม่ขึ้นมาซุนเฟยไม่ได้โง่จนเปิดเผยความลับไปเสียหมดเขาได้เตรียมสูตรน้ำยาทั้งสองประเภทนี้ไว้สำหรับมอบให้แก่องค์หญิงตั้งนานแล้วก็อย่างที่เขาพูดไว้ ถึงแม้ว่าวัตถุดิบจะหาได้ง่ายแต่อัตราความสำเร็จของมันกลับต่ำจนน่าสมเพช อัตราความสำเร็จของมันมีไม่ถึงห้าส่วนจากร้อยส่วนและเนื่องจากว่าหลักการของสูตรน้ำยาพวกนี้มาจากโลก Diablo ดังนั้นไม่มีทางที่นักปรุงยาผู้อาวุโสจะมองความลับของสูตรน้ำยานี้ออกอย่างแน่นอนและนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมซุนเฟยถึงยอมเปิดเผยสูตรและฝากสูตรนี้ให้องค์หญิงนำไปมอบกับองค์ชายอาร์ชาวิน

        “องค์หญิงนาตาชาข้ามีคำถามที่อยากจะถามท่านมาตลอดอยู่ข้อหนึ่ง” ทันใดนั้นซุนเฟยก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา

        “ถามมา”

        “ข้าสงสัยมาตลอดว่า ที่จริงแล้ว...ท่านเป็นยอดฝีมือหรือเปล่า?” ซุนเฟยถามอย่างจริงจัง

        ---------------------------------