ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 37.2 ด่านเคราะห์ของคนสองคน


     

    จวนองค์รัชทายาท

    แสงจันทร์ซีดจางอาบย้อมเมืองเป่ยจิง แสงโคมดวงใหญ่จากหน้าประตูเรือนยังส่องสว่าง ยามนี้เป็นเวลาดึกสงัด คนเคาะยามเพิ่งเดินผ่านไป ด้านนอกประตูสีชาดบานใหญ่กลับมีบุรุษกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น

    บุรุษผู้หนึ่งเดินเข้าไปเคาะห่วงเหล็กบนบานประตู เสียงทหารยามเฝ้าประตูดังขึ้น

    “ผู้ใดมาในยามวิกาล”

    “องครักษ์จิ่นอีเว่ยมาสืบคดี เปิดประตู!”

    เสียงตะกุกตะกักดังมาจากด้านหลังของบานประตู “รอสักครู่ขอรับ ข้าน้อยต้องไปเรียนองค์ไท่จื่อก่อน”

    ภายในห้องหนังสือเรือนหน้า จูเกาซีนั่งคัดอักษรอย่างเงียบเชียบ ข้างโต๊ะมีสาวใช้นางหนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าของนางคล้ายกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา สายตาวนเวียนอยู่ที่องค์รัชทายาท

    “มาฝนหมึก”

    สาวใช้สะดุ้งน้อยๆ นางยอบกายแล้วขยับเข้ามาข้างโต๊ะ โน้มกายลงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอระหงเรียวเล็กที่น่าภาคภูมิใจของตน

    นางคิดว่าการที่องค์รัชทายาทเรียกนางมาปรนนิบัติแทนพระชายารัชทายาท จะต้องไม่ใช่แค่การปรนนิบัติในห้องหนังสืออย่างแน่นอน ทุกท่วงท่าของนางจึงมีจริตจะก้านน่ามองกว่ายามปกติ

    ขณะที่จิ่วเอ๋อร์คิดคำนวณไปร้อยอย่าง จูเกาซีกลับไม่ได้มองนางแม้แต่น้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางไปประตูเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากลานด้านนอก

    “ทูลไท่จื่อ องครักษ์จิ่นอีเว่ยมาขอรับ”

    มือที่กำลังฝนหมึกของจิ่วเอ๋อร์กระตุกวูบ แท่งฝนหมึกลื่นไถลไปข้างหน้าส่งผลให้หยดหมึกกระจายไปโดนกระดาษที่กางอยู่ใกล้ๆ จากนั้นสีดำก็ซึมเป็นวงกว้าง

    นางสะดุ้งตกใจ รีบคุกเข่าลงหมอบแทบเท้าขององค์รัชทายาททันที “ขออภัยเตี้ยนเซี่ย บ่าวผิดไปแล้วเพคะ บ่าวไม่ได้ตั้งใจ”

    ชายหนุ่มมองหยดหมึกนิ่ง ทว่าเส้นเอ็นที่ขมับกลับนูนขึ้น

    เขาไม่ได้สั่งลงโทษนางแต่ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง “เจ้าลุกขึ้นมาเดินไปกับเปิ่นกง”

    จิ่วเอ๋อร์นึกถึงองครักษ์จิ่นอีเว่ยที่มาเยือนในยามวิกาล สิ่งที่นางทำไว้ก็คล้ายจะตามมาหลอกหลอน นางหมอบต่ำลงไปยิ่งกว่าเดิม ลนลานคลานเข้าไปกอดขาองค์รัชทายาทไว้แน่น

    “ไท่จื่อช่วยบ่าวด้วย บ่าว...บ่าวไม่ได้อยากทำเช่นนั้น บ่าวแค่...”

    “ให้องครักษ์จิ่นอีเว่ยเข้ามา”

    จูเกาซีสั่งองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกเสียงดัง สำหรับจิ่วเอ๋อร์แล้วเสียงนี้ก็ไม่ต่างจากเสียงมัจจุราช

    “ขอรับ”

    เสียงละล่ำละลักของสตรีดังขาดๆ หายๆ นางกอดขาคนที่คิดว่าจะช่วยตนเองได้เอาไว้แน่น “ไท่จื่อเพคะ เชื่อบ่าวนะเจ้าคะ บ่าวไม่ได้ทำ บ่าวไม่ผิด บ่าวแค่ทำตามคำสั่ง”

    จูเกาซีก้มลงวางฝ่ามือบนศีรษะจิ่วเอ๋อร์ ใบหน้าของเขาจึงซ่อนอยู่ใต้เงาตะเกียงที่วูบไหวจากแรงลม

    “เจ้าผิดแล้ว” เขาเอ่ยเรียบๆ ราวกับกำลังสอนนางอย่างใจเย็น

    “เจ้าคือสาวใช้สินเดิมของเช่อเฟย มีความคับข้องใจแทนนาย จงรักภักดีมากจนตัดสินใจโดยพละการ ความผิดที่เจ้าก่อผู้ตัดสินโทษคือฮ่องเต้ ย่อมไม่มีใครช่วยเจ้าได้ แต่ไม่เป็นไร...เห็นแก่ความจงรักภักดีของเจ้า เปิ่นกงจะให้เช่อเฟยดูแลครอบครัวเจ้าให้ดี”

    จิ่วเอ๋อร์ร่างกายแข็งค้าง ดวงตาของนางเบิกกว้าง ไม่รับรู้เลยว่ายามนี้มีองครักษ์ที่อยู่ในอาภรณ์สีรัตติกาลเข้ามาในห้องหนังสือแล้ว นางเหมือนตกลงสู่ธารน้ำแข็งเย็นเฉียบ ในหัวว่างเปล่าของนางยามนี้มีเพียงคำว่าครอบครัว

    “ไม่ หม่อมฉันไม่ได้...” เสี้ยวหนึ่งของความกลัวทำให้นางโพล่งออกมา ก่อนที่คำพูดจะขาดหายไปในลำคอ

    คำว่า ‘ดูแลครอบครัว’ ทำให้นางไม่กล้าปฏิเสธอีก

    น้ำตาไหลพร่างพรูลงมา ภาพใบหน้าขององค์รัชทายาทเย็นชาราวกับไร้ความรู้สึกยิ่งทำให้นางสิ้นหวัง

    ที่แท้...นางก็วาดฝันไปเอง ตั้งแต่องค์รัชทายาทพานางออกมาจากเรือนตะวันตก นางก็ได้กลายเป็นนักโทษขององครักษ์จิ่นอีเว่ยแล้ว ชีวิตรุ่งโรจน์มีกินมีใช้ มีเกียรติยศไม่สิ้นสุดหลังจากได้เป็นผู้หญิงขององค์รัชทายาทล้วนเป็นเพียงเมฆหมอก

     

    เสียงนกร้องร้องจิ๊บๆ คุยกันเบาๆ คละเคล้าไปกับเสียงกวาดลานเรือน อากาศภายในม่านมุ้งอบอุ่น ไม่ได้ตื่นขึ้นมาพบกับไอเย็นจับปลายจมูกเช่นทุกวัน

    ซูอันหนิงลืมตาขึ้นช้าๆ แสงสีขาวมัวส่องเข้ามากระทบม่านเตียง

    นางขยับตัวเบาๆ ในอ้อมแขนมีถุงร้อนอันหนึ่งซึ่งนางกอดเอาไว้แน่น ซูอันหนิงลูบถุงร้อนเบาๆ แล้วสะดุ้ง

    ถุงร้อนจะมีนิ้วได้อย่างไร! นางตกใจรีบโยนถุงอุ่นรูปมือข้างนั้นออกไปด้วยความตกใจพลางกระถดกายถอย แผ่นหลังจึงชนเข้ากับบางอย่างที่กึ่งแข็งกึ่งนุ่มอีกครั้ง นางสะดุ้งโหยงแทบกระโดดลงมาจากเตียง ไออุ่นขุมนั้นพลันกดลงมาบนศีรษะของนางแผ่วเบาและอบอุ่น

    สิ่งนี้กระมังที่ทำให้นางไม่หนาวจนจมูกเย็นเป็นน้ำแข็งเช่นทุกวัน

    “อย่าดิ้น เดี๋ยวเจ็บแผล”

    เสียงทุ้มเจือแหบดังขึ้นใกล้หู ราวกับเสียงสะเทือนของเซียวที่เป่าลมเบาคล้ายเสียงกระซิบ ทั้งจักจี้และสั่นทะเทือนในอก ร่างนางแข็งทื่อขึ้นในบัดดล สองมือขยุ้มชายผ้าห่มแน่น

    เขา...มาอยู่ บนเตียงเดียวกับข้าได้อย่างไร

    อุ้งมือใหญ่ที่ประคองศีรษะนางไม่ให้ดิ้น เปลี่ยนเป็นลูบผมนางแผ่วเบา

    “รอก่อนนะอย่าเพิ่งลุกขึ้น ข้าจะเรียกสาวใช้มาปรนนิบัติเจ้า”

               ผ้าห่มถูกเลิกขึ้นแล้วสอดเก็บมุมอย่างรวดเร็ว ไออุ่นด้านหลังหายไป เหลือไว้เพียงเสียงหัวใจที่เต้นดังกว่าปกติ ซูอันหนิงยังคงนอนนิ่ง ภาพฝันเมื่อคืนคล้ายยังสดใหม่

    นางเห็นจูเกาเซวียนนั่งอยู่ริมเตียง กุมมือนางไว้แล้วกดลงบนง่ามนิ้วหัวแม่มือเป็นจังหวะ แรงกดนั้นทำให้นางผ่อนคลายไม่น้อย

    ดูเหมือนว่านางจะถามคำถามหนึ่งกับเขาด้วย คำถามนั้นทำให้แววตาของเขาอ่อนโยนลงทันที เขาตอบนางเบาๆ ข้างหู ตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่นที่ทำให้นางเบาใจจนเคลิ้มหลับไปอีก

               กลิ่นเหมยกุยแห้งคละเคล้ากับกลิ่นเปลือกส้มโชยมา ราวกับจะยืนยันว่า ในความหลับและความตื่น สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมาคือเรื่องจริง

               ขณะที่นางยังคิดฟุ้งซ่าน บ่าวก็เรียงแถวยกอ่างน้ำร้อน โถประคบสมุนไพร และถาดอาภรณ์เข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ซูอันหนิงมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง

    หลังจากชำระร่างกายเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่แล้ว นางก็ถูกประคองออกมาจากห้องชั้นใน

    ประตูด้านหน้าเปิดอ้า เผยให้เห็นเงาร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังฝึกทวนอยู่ลานหินด้านนอก

    ซูอันหนิงเผลอมองดูอยู่นาน ทั้งท่าแทง...ปัด...งัด...กวาด เขาแสดงออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ

    เสียงทวนเหล็กกระแทกพื้นดังตึง สะเทือนจนหิมะบนต้นไม้ข้างๆ สั่นกราวแล้วร่วงลงมา เขาโยนทวนออกไปให้เหอไห่รับไว้ แล้วจึงหันมารับผ้าจากจางเจี้ยน

    “หวางเฟยออกมารอรับสำรับเช้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    จูเกาเซวียนใช้ผ้าซับเหงื่อเบาๆ สายตาเลื่อนเข้าไปภายในห้อง เห็นสตรีนางหนึ่งกำลังนั่งมองมาที่เขาเงียบๆ แววตาของนางสว่างวิบวับ จับจ้องมามองด้วยความตื่นเต้น

    มือที่ซับผ้าเช็ดหน้าอยู่ชะงัก หัวใจที่เต้นเร็วจากการฝึกกำลังเต้นสะดุดไปจังหวะหนึ่ง ภาพนี้ทำให้บางอย่างที่อยู่ลึกสุด ถูกปลุกขึ้นมาอย่างเงียบงัน

    เขากำผ้าเช็ดหน้าแน่น ก่อนจะผลักผ้าใส่มือจางเจี้ยนแล้วเดินเข้าไปในห้อง

    “เช้านี้เป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือไม่”

    ซูอันหนิงขยับตัว ดวงตากลอกไปมาเล็กน้อย คล้ายกำลังหาคำพูดเหมาะๆ มือบิดผ้าเช็ดหน้าจนยับย่นโดยไม่รู้ตัว

    “ท่าน...เหตุใดถึงมาฝึกทวนอยู่ที่นี่ได้”

    ใบหน้าของจูเกาเซวียนแข็งค้าง เลือดลมที่กำลังสูบฉีดเย็นเฉียบ

    นางคงไม่ได้กำลังบอกใบ้ให้เขาย้ายออกไปอยู่เรือนหน้าเหมือนเดิมหรอกกระมัง ไม่อยากพึ่งพาเขา ไม่อยากอยู่ร่วมกับเขามากเพียงนี้เชียวหรือ หัวใจของเขาที่อุ่นขึ้นมาชั่วขณะพลันเย็นลง

    ชายหนุ่มยืดตัวยืนขึ้นทันที หันไปถามสาวใช้ที่กำลังเทน้ำร้อนอยู่ในห้องปีก

    “น้ำร้อนพร้อมหรือยัง”

    “พร้อมแล้วเพคะ”

    ไม่พูดสักคำ ร่างสูงก็ก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฉุนเฉียวตะโกนเรียกหาจางเจี้ยนดังลั่น จางเจี้ยนวิ่งตุบัดตุเป๋เข้าไปทางประตูข้างแทบไม่ทัน

    ซูอันหนิงกะพริบตา สีหน้างงงัน

    นางพูดสิ่งใดผิดกัน แค่สงสัยก็ผิดด้วยหรือ

    พอได้ยินเสียงน้ำในห้องอาบน้ำนางก็เบนสายตากลับ หางตากลับเหลือบไปเห็นของแปลกปลอมเพิ่มเข้ามาในห้อง

    ดวงตาหงส์ค่อยๆ เบิกกว้าง นั่นโต๊ะอ่านหนังสือจากที่ใดเพิ่มขึ้นมาข้างๆ ตั่งกุ้ยเฟยกัน

    พอกวาดสายตาไปยังมุมห้องข้างเตียง ตู้เสื้อผ้าเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาอีกหลังหรือไม่นะ?

    ล้มป่วยไม่กี่วัน เหตุใดห้องนอนเปลี่ยนไปอีกแล้ว

     

    สำรับเช้าถูกยกขึ้นมาหลังจากฮั่นอ๋องอาบน้ำเสร็จ บุรุษรูปงามผู้นั้นเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามดังเคย

    หญิงสาวมองเงาของเขา ที่ปรากฏในห้องบ่อยขึ้นทุกที แม้แต่บนเตียงนอนก็คล้ายจะไม่ใช่เขตหวงห้ามอีกต่อไป นึกถึงถุงอุ่นที่นางกอดนอนจนเช้าแก้มก็ร้อนขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

    นางยกมือขึ้นแตะตะเกียบ ตากลับเหลือบไปมองมือแข็งแรงของบุรุษคู่นั้นอย่างอดไม่ได้ ยิ่งคิดหัวคิ้วของนางก็ยิ่งขมวดแน่น ยิ่งจินตนาการถึงภาพเมื่อคืน ก็เผลอกัดริมฝีปากเบาๆ

    จูเกาเซวียนเริ่มรับประทานแล้ว เขาคีบอาหารใส่ชามนาง แม้ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากันตรงๆ แต่เขาก็เห็นอย่างชัดเจนว่านางมีสีหน้าอึดอัดใจเช่นไร

    ซูอันหนิงอ้าปากจะเอ่ยอะไรออกมาสักประโยคกลับถูกเขาขัดขึ้นกลางครัน

    “เวลากินไม่พูด หวางเฟยรีบเสวยเถอะ”

    “อ้อ” นางเม้มริมฝีปาก ก้มหน้าคนโจ๊กเงียบๆ ตักใส่ปากเคี้ยวช้าๆ

    อาหารมื้อนี้กินกันอย่างเงียบงันยิ่งกว่าทุกมื้อ พอซูอันหนิงวางช้อน จูเกาเซวียนก็ลุกขึ้น “ข้ามีราชการ ต้องไปค่ายทหารสักหน่อย หวางเฟยไม่ต้องรอเสวยนะ”

    พูดจบเขาก็ก้าวออกจากห้องไปทันที

    “เดี๋ยว...”

    ซูอันหนิงได้แต่ยกมือค้างกลางอากาศ แค่เรียกชื่อก็ยังเอ่ยออกมาไม่ทันจบเงาร่างของฮั่นอ๋องก็ลับตาเสียแล้ว

    “เหตุใดเขาต้องรีบร้อนเพียงนั้น ผีเข้าหรืออย่างไร!”

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788