Pioneer Era

    ตอนที่ 110 ผู้ต่อต้าน [นิล]

    ***ผู้ต่อต้าน [นิล]

    “มีนักโทษแหกคุกใต้ดินอย่างงั้นหรือ? ”

    “ครับท่านนิล! พวกมันร้ายกาจมาก! รีบส่งกำลังเสริมไปควบคุมสถานการณ์ทีครับ! ”

    พวกผู้คุมที่ดูแลคุกใต้ดินจำนวนหนึ่ง กำลังคุกเข่ารายงานข่าวร้ายให้เราฟังทั้งน้ำตา

    สภาพของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเขม่าควันไฟ เพียงแค่ดูจากสภาพที่เห็น ก็ทราบได้ถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในคุกข้างล่างแล้ว

    “รีบส่งคนไปกระจายข่าวให้กับคนในฐานด่วน แล้วก็รีบไปตามเบริลให้ไปเพิ่มการคุ้มกันในโซนคุก [ริมผา] เร็ว! ”

    ให้ตายสิ ดันมาก่อเรื่องงามหน้าในเวลาที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันซะได้นะไอพวกเผ่าอสูรกาย!



    “ส่วนเราคนนี้จะลงไปจัดการควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง! ”

    สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้ คือการควบคุมสถานการณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

    แผนการกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แล้วใครมันจะยอมให้พังทลายลงง่าย ๆ แบบนี้ละฟะ

    “จัดกำลังพลหนึ่งพันคน แบ่งย่อยหน่วยละหนึ่งร้อยคน เดียวนี้! ”

    เรากรีดเสียงออกคำสั่ง ไปพร้อมกับคว้าชุดคลุมเฮเดสสีขาวบริสุทธิ์ มาสวมทับลงบนเกราะหนังที่สวมใส่อยู่ข้างใน

    ดาบพระจันทร์เสี้ยวสีขาวเล่มโตสองเมตร ถูกหยิบขึ้นมาแบกเอาไว้ที่สายสะพายใจกลางหลัง

    เตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น เอาละ! ได้เวลาออกลุยกันแล้ว!



    ฐานทัพใต้ดินของพวกเรานั้น เกิดจากการขุดรอยแยกของดินให้เปิดกว้าง จนกลายเป็นอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่

    ข้างในนั้นมีลักษณะเป็นเส้นทางเชื่อมเล็ก ๆ ที่ต่อเนื่องกัน อย่างซับซ้อน ขึ้นอยู่กับสภาพของรอยแยกธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่เดิม

    ดังนั้น ห้องโถงใหญ่ในแต่ละพื้นที่ จึงมีขนาดและบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปด้วยสาเหตุที่ว่านั้น

    บางห้องโถงจะจุคนได้เพียงแค่หนึ่งร้อยคน

    บางห้องโถงที่ใหญ่โตหน่อย จะจุได้มากถึงห้าร้อยคน

    และคุกใต้ดินที่กำลังจะมุ่งหน้าไปนี้ คือมีขนาดอยู่ที่ราวหนึ่งร้อยคน

    แต่ใช้ว่าการปะทะจะเกิดขึ้นที่ห้องโถงที่ว่า

    เราคิดว่าการปะทะคงเกิดขึ้นในช่วงระหว่างทางเชื่อมที่คับแคบเพียงสองเมตรตรงหน้านี้นั่นแหละ

    เพราะพวกนักโทษคงไม่โง่พอยืนรอความตายอยู่ในโซนคุกใต้ดิน

    หรือถ้าหากว่าพวกมันโง่พอตั้งรับอยู่ข้างล่างในโซนคุก เราก็จะไม่บุก แล้วปิดทางหนีปล่อยให้พวกมันอดข้าวหิวตายไปเอง

    พวกมันไม่ได้คิดถึงอนาคตที่จะเป็นเช่นนั้นเลยหรือ?

    หรือพวกมันคิดว่าจะสามารถเอาชนะพวกเราได้?

    บางทีมันอาจจะได้ใจว่าตัวเองมีจำนวนมากถึงหกร้อยชีวิต เลยกล้าที่จะลุกฮือต่อต้าน

    แต่พวกเราในฐานทัพมีมากถึงหนึ่งหมื่นกว่าคนเลยนะเฟ้ย

    “คนที่คิดลุกต่อต้านนี่ช่างโง่เขล่านัก”



    ***ในเวลาต่อมา

    “พวกมันอยู่ที่ไหน? ”

    “ยังไม่เห็นวี่แววหรือได้กลิ่นเข้ามาใกล้เลยครับ เสียงเองก็อยู่ห่างลงไปในใต้ดินไกลมาก คิดว่าพวกมันคงกำลังเตรียมตั้งรับอยู่ข้างล่างนั่นละครับ”

    “พวกโง่ชัด ๆ ”

    สรุปคือไม่คิดตีฝ่าออกมา แต่เลือกที่จะตั้งรับอยู่ในคุกข้างล่างแทน?

    ถ้าเป็นกรณีนี้ งั้นพวกเราก็ไม่ต้องบุกลงไปให้เสียเวลาหรอก

    “ปล่อยให้พวกมันอดตายไป พวกเราจะยืนเฝ้าอยู่ตรง---”

    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด------------------------!!!!! ”

    “...”

    เสียงกรีดร้องของใครกันฟะ?

    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด----!!!!! ”

    มันคือเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังถูกทรมาน

    แถมเสียงนั้นยังดังมาจากข้างล่างอีกด้วย

    “... เมื่อกี้ในรายงาน เหมือนว่าจะมีคนที่หนีไม่ทันอยู่ใช่ไหม? ”

    “ชะ--- ใช่ครับ! หรือว่าพวกอสูรกายมัน!?! ”

    “ไม่ผิดแน่ พวกมันกำลังทรมานพรรคพวกของพวกเราอยู่! รีบจัดทีมลงไปช่วยเหลือเร็ว! ”



    ไอพวกสารเลวเผ่าอสูรกาย!

    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือการท้าทายเรียกให้พวกเราลงไปหาพวกมันถึงคุกใต้ดินข้างล่าง

    การวิ่งเข้าหากับดักคือคนโง่ แต่การปล่อยให้พรรคพวกถูกทรมาน มันเลวยิ่งกว่า

    เราจะไม่ยอมให้พวกมันทรมานพรรคพวกของเราไปมากกว่านี้แล้ว!

    “... ทิ้งคนเฝ้าเอาไว้ข้างบนกลุ่มหนึ่ง ที่เหลือตามมา! ”

    แต่เพื่อเป็นหลักประกันป้องกันข้างหลัง คงต้องทิ้งกองกำลังเอาไว้ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ปากทางเข้าบ้าง



    เราเริ่มวิ่งลงไปตามเส้นทางเดินที่คับแคบและมืดมิด

    อากาศช่างชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้ของไขมัน กับกลิ่นคาวเลือดที่ลอยขึ้นมาจากคุกใต้ดิน

    “กรี๊ด---........”

    “เสียงเงียบหายไปแล้ว! ทุกคนเร่งฝีเท้าหน่อย! ”

    เรารีบออกคำสั่งทุกคน แล้ววิ่งนำทัพออกไปเป็นคนแรก

    เพราะถ้าหากมีกับดักรอคอยอยู่ ขอให้เราคนนี้เป็นคนเอาชีวิตเข้าเสี่ยงแทนทุกคนจะดีกว่า

    และแล้ว ในที่สุด ก็เห็นแสงไฟสีส้มส่องสว่างขึ้นมาที่ปลายเส้นทางของอุโมงค์

    “ตายซะไอพวกอสูร---”

    เราแผดเสียงดังให้สุดปอดเพื่อข่มขู่ พร้อมกับชักดาบเสี้ยวพระจันทร์ขึ้นสูงเพื่อเตรียมรับมือการโจมตีที่ไม่คาดฝัน



    แต่ทว่า

    “--- ว่างเปล่า? ”

    ภายในห้องโถงของส่วนคุกใต้ดินกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน

    ภายในนั้น ยังคงเต็มไปด้วยเศษไม้ของโต๊ะ ซากอาหาร ควันไฟที่ลอยลอดผ่านรอยแยกของผนังถ้ำ และกลิ่นคาวเลือดที่ยังสดใหม่

    มันคือหลักฐานชั้นดี ว่าเคยเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นในห้องโถงแห่งนี้

    แล้ว… พวกเผ่าอสูรกายที่ว่ามันหายไปไหน?

    ทำไมสิ่งที่เหลืออยู่ ถึงมีแต่เพียงซากศพเท่านั้นกันละ?



    “... ทุกคนกระจายกำลังตรวจสอบพื้นที่! ให้ระวังการลอบโจมตี ห้ามแยกตัวออกไปคนเดียวเด็ดขาด! ”

    “รับทราบครับ! ”

    ว่าแล้วก็เริ่มสำรวจพื้นที่กันเลยดีกว่า

    “ศพที่มีผมสีเขียวตรงนี้… ยัยเจด…? ”

    ยัยเจดคือเพื่อนรักของเรา และเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้คุมตัวประกันของคุกใต้ดิน

    เธอเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริง รักพวกพ้อง และพึ่งจะเริ่มตั้งท้องมาได้หนึ่งเดือน

    ส่วนร่างที่ถูกย่างสดซึ่งกำลังนอนกุมมือของเธอเอาไว้ คงเป็นสามีของเธอเอง

    พวกเขากำลังจะกลายเป็นครอบครัวสุขสันต์ในอนาคตอันใกล้นี้

    ทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ต้องมาต่อสู้ แต่พวกเธอก็ยังมาร่วมต่อสู้ และมาร่วมอาศัยอยู่ในรูหนูพร้อมกับพวกเรา

    อาศัย… จนตายไปพร้อมกับสามีและบุตร ณ ที่แห่งนี้



    ทำไม…

    ทำไมเธอคนนี้ถึงต้องมาตายที่นี่?

    ทำไมคนที่กำลังจะมีครอบครัวสุขสันต์ ถึงต้องมาตายแบบนี้ด้วย?

    ตายอย่างไร้ซึ่งเกียรติยศ ไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม ตายอย่างทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่?

    “... ข้าจะแก้แค้นให้เจ้าเอง”

    ข้าเก็บจี้หยกสีเขียวที่เธอมักใช้ห้อยคอขึ้นมา เพื่อเป็นหลักฐานของการมีชีวิตอยู่ของเธอ

    “เจอไอพวกเลวระยำหรือยัง! ”

    “ยังครับ! ”

    “ทางนี้พบร่องรอยเท้าพร้อมรอยเลือดที่สดใหม่จำนวนมากครับ! …อะไรเนี่ย? กลับลงไปที่ห้องขังข้างล่าง? กลับลงไปทำไมกันนะพวกนั้น? ”

    “จะไปสนใจทำไมเล่า! ท่านนิล! ขอคำสั่งไล่ตามไปทีครับ! พวกเราจะสังหารพวกมันให้เหี้ยนเองครับ! ”



    ดูท่าพวกลูกน้องจะเริ่มหัวร้อนจนขาดความเยือกเย็นกันเสียแล้วสิ

    เอาจริง ๆ ขนาดเราเองยังรู้สึกเดือดจนอยากกระโดดออกไปเป็นคนแรกเสียด้วยซ้ำ

    “...ทุกคน อยู่ในความสงบก่อน! ”

    แต่ผู้นำอย่างเราควรเยือกเย็นยิ่งกว่าใคร

    ก่อนอื่นต้องดึงความเยือกเย็นของทุกคนกลับมาให้ได้

    “ตรวจสอบตำแหน่งศัตรูก่อน มีใครได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ หรือไม่? ”

    “กลิ่นศพของฝ่ายเรากับศพของพวกอสูรกายมันปนกันมั่ว จนแยกไม่ออกแล้วครับท่าน”

    ถูกของมัน...

    “งั้นเผ่ากระต่าย พวกเจ้ามีได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ บ้างหรือเปล่า? ”

    “ไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอะไรมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วครับ”

    “ไม่ใช่ว่าพวกมันใช้เสียงที่พวกเราโหวกเหวกกันกลบเสียงของตัวเองหรอกนะ? ทุกคนเงียบ! หยุดทุกการเคลื่อนไหวเดียวนี้! ”

    เราเคยได้ยินมาว่าเผ่าอสูรกายแมลงมันสามารถดำดินได้

    เพราะแบบนั้น เลยสั่งให้จับกุมพวกเผ่าอสูรแมลงด้วยการขึงตรึงกับกำแพง เพื่อไม่ให้พวกมันมีมือมีเท้าไปใช้ขุดดิน

    แต่ตอนนี้พวกมันเป็นอิสระแล้ว

    แถมถ้าการดำดินที่ว่า คือการมุดดินได้อย่างอิสระ คงได้เจองานหยาบกันทั้งฐานทัพแน่นอน



    “...ได้ยินอะไรไหม? ”

    “ไม่ได้ยิน--- เดียวก่อน… ตะ--- ใต้ดินครับ! มีเสียงบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวจากใต้ดินครับ! ”

    ราวกับว่าศัตรูรับรู้แล้ว ว่าพวกเรารู้เรื่องสถานที่พวกมันกำลังใช้ซ่อนตัว

    พริบตานั้นเอง ที่ทางเข้าคุกใต้ดินถูกถล่มลงมาต่อหน้าต่อตาของเรา

    นี่มัน…



    “ไอพวกสารเลวมันคิดที่จะขังพวกเรา! ”

    ด้วยความโกรธ เลยรีบพุ่งตัวออกไปเป็นคนแรก

    ด้วยความโกรธ จึงเหวี่ยงดาบพระจันทร์เสี้ยวออกไปสุดแรง

    เหวี่ยงมันออกไป เพื่อฟันกำแพงดินตรงหน้าเปิดเป็นเส้นทางกลับมา

    แต่ทว่ากำแพงดินตรงหน้าช่างหนาทึบกว่าที่คาดการเอาไว้

    ดาบที่ยาวถึงสองเมตรของเรา จมลึกลงไปในดินจนมิดด้าม

    แต่ทั้งที่ออกแรงฟันจนมิดด้าม กลับไม่รู้สึกถึงพื้นที่ว่างเปล่า ณ ที่ปลายดาบ

    นั่นแปลว่า กำแพงดินที่ถูกถล่มลงมานี้ มันมีความหนายิ่งกว่าสองเมตรขึ้นไป

    บางที… อาจจะถูกถลมปิดทั้งเส้นทางไปแล้ว

    มันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถขุดกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วนี้แน่นอน

    “หน่อยแน่! ไอพวกเผ่าอสูรกายสารเลว! ”

    พวกเรา ถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินแทนพวกตัวประกันไปเสียแล้ว



    ***ว่าที่ราชินี [แฟต]

    แผนการหลอกให้แยกกำลัง แล้วจับขังในคุกใต้ดินนั้น กำลังเป็นไปได้ด้วยดี

    ถ้าหากว่ามีเวลามากกว่านี้อีกสักนิด คงจะทำการอุดรูระบายทุกช่อง แล้วจับรมควันไฟฆ่าทิ้งอยู่ข้างในไปแล้ว

    แต่เพราะต้องรีบสร้างเส้นทางใต้ดินใหม่ให้กับทุกคน เลยไม่มีเวลามากพอทำแบบนั้น

    แถมพูดตามตรง ตอนที่เห็นมันสั่งให้ทุกคนเงียบ แล้วตรวจหาพวกเราที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวดินด้านล่าง มันเกือบทำให้ฉันหัวใจวายตายเลยค่ะ

    เลยรีบสั่งให้ถล่มดินมาปิดทางเข้าออกทันที

    จากการตรวจสอบด้วยคลื่นสะท้อนของฉัน จำนวนของศัตรูที่จับขังเอาไว้ได้ ดูแล้วน่าจะมีแค่ราวสี่สิบกว่าคนเท่านั้น

    อีกหลายร้อยคน ยังคงยืนรอคำสั่งอยู่ตรงปากทางเข้าข้างบนนี้

    ความจริงตอนแรกฉันคิดว่าจะล่อให้พวกมันเข้ามามากกว่านี้ค่ะ แต่… คงต้องยอมรับว่าแผนการนี้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหรนัก

    จะว่าไป ดูเหมือนตอนที่ฉันให้คนส่งเสียงเจ็บปวดทรมานออกไป เพื่อล่อให้พวกศัตรูลงมาคุกใต้ดิน เจ้าผู้นำคนนี้ก็มีท่าทีลังเลว่าจะไม่ลงมาเสียด้วยค่ะ

    อย่างที่ท่านแม่เคยสอนเอาไว้ ว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนการของเราง่าย ๆ นักหรอก



    “หวังว่าคงไม่มีพวกเขี้ยวลากดินแบบนี้เหลืออยู่อีกนะคะ...”

    ฉันพูดอวยพรให้กำลังใจตัวเอง

    ความจริงจะให้เผ่าของฉันขุดดิน สร้างเส้นทางใหม่หนีออกไปจากที่นี่เลยก็ได้ค่ะ

    แต่พื้นที่แห่งนี้ดันมีสนามแม่เหล็กที่รุนแรง เลยทำให้การตรวจจับทิศทางด้วยคลื่นสมองของพวกเรามีปัญหาเล็กน้อย

    ก็… ไม่ถึงกับหาตำแหน่งศัตรูไม่เจอ แต่มันทำให้พวกเรารู้สึกปวดหัวค่ะ

    อย่างความรู้สึกตอนนี้ มันเหมือนกับว่ามีอะไรหนัก ๆ มากดทับหัวเอาไว้

    คิดว่าถ้าต้องมุดลงใต้ดินให้ลึกยิ่งขึ้น คงได้ปวดหัวจนหลงทิศหลงทางไม่รู้บนล่างแน่นอนค่ะ

    แถมการระบายอากาศก็ไม่ดี เผ่าอื่น ๆ คงได้ขาดอากาศตายกันไปก่อน

    ดังนั้นเลยต้องใช้แผนมุดดิน ขนานไปกับฐานทัพของศัตรู แล้วเชื่อมเส้นทางกับฐานทัพเพื่อระบายอากาศเป็นระยะอย่างที่เห็นในตอนนี้ค่ะ

    แถมจากการปะทะเมื่อกี้ เลยทำให้มีคนตายไปเกือบยี่สิบคน

    ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าหกร้อยคนตรงนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน

    รู้สึกอยากเพิ่มจำนวนกองทัพของตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ

    จะว่าไป… ดูเหมือนว่าพวกมันจะพูดถึงคุกแห่งที่สองอยู่ด้วยสินะคะ?



    ในเวลาเดียวกัน

    ***ลูกศิษย์ลับของผู้กล้านักฆ่า-กระต่ายขาว [เบริล]

    “...ช้า”

    รู้สึกหงุดหงิดและเป็นห่วงเจ้าหมาป่าบ้านั่น

    “ยังไม่มีรายงานมาอีกเรอะ? ”

    เจ้านิลมันทำบ้าอะไรของมัน ทำไมถึงได้จัดการชักช้าแบบนี้?

    อยากจะติดต่อมันเดียวนี้เลย แต่เครื่องสื่อสารของพวกเผ่าอสูรกาย ดันใช้ในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ซะอย่างงั้น

    ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงใช้งานไม่ได้ แต่เพราะแบบนี้เลยออกจะลำบาก ในเวลาที่ต้องการจะประสานงานอะไรสักอย่างในฐานทัพลับแห่งนี้

    เส้นทางก็ซับซ้อน มืดก็มืด อับก็อับ

    ให้ตายเถอะ ไอบ้าตัวไหนเป็นคนเลือกที่แห่งนี้เป็นฐานทัพกันยะ?



    “... หึ หึ หึ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงหัวเราะดังมาจากทางด้านหลัง

    “หัวเราะอะไรไอยักษ์แดง! ”

    เจ้าอสูรกายที่หัวเราะคนนั้น มันมีผิวสีแดงเลือดหมู และมีผมสีส้มคล้ายเปลวเพลิง

    มันถูกล่ามด้วยโซ่มากกว่าคนอื่นถึงสิบเท่าตัว และถูกห้อยโยงอยู่ใจกลางอากาศ

    ข้างล่าง คือหุบเหวที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง

    เพียงแค่มองดูถึงวิธีการจับกุมมัน ก็รับรู้ได้ทันทีถึงความร้ายกาจของเจ้าอสูรกายคนนี้

    “เปล่า”

    มันตอบฉันด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง

    “แค่ว่านึกถึงวันเก่า ๆ นะ”

    “วันเก่า ๆ? ”

    “ใช่”

    มันแสยะยิ้มให้กับฉัน ราวกับเป็นเพื่อนที่ถูกชวนมาดื่มในงานเลี้ยงน้ำชา

    เจ้าหมอนี่มันไม่รู้ถึงสถานการณ์ของตัวเองที่กำลังเผชิญหน้าอยู่หรือยังกัน?

    “ข้ากำลังคิดถึงวันเก่า ๆ ที่เคยถูกจับตัว… แถมจะว่าไป ก็ไม่เคยมีใครจับขังข้า [บานา] ผู้นี้ได้สำเร็จเลยสักครั้งนะ”