***ผู้ต่อต้าน [นิล]
“มีนักโทษแหกคุกใต้ดินอย่างงั้นหรือ? ”
“ครับท่านนิล! พวกมันร้ายกาจมาก! รีบส่งกำลังเสริมไปควบคุมสถานการณ์ทีครับ! ”
พวกผู้คุมที่ดูแลคุกใต้ดินจำนวนหนึ่ง กำลังคุกเข่ารายงานข่าวร้ายให้เราฟังทั้งน้ำตา
สภาพของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเขม่าควันไฟ เพียงแค่ดูจากสภาพที่เห็น ก็ทราบได้ถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในคุกข้างล่างแล้ว
“รีบส่งคนไปกระจายข่าวให้กับคนในฐานด่วน แล้วก็รีบไปตามเบริลให้ไปเพิ่มการคุ้มกันในโซนคุก [ริมผา] เร็ว! ”
ให้ตายสิ ดันมาก่อเรื่องงามหน้าในเวลาที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกันซะได้นะไอพวกเผ่าอสูรกาย!
“ส่วนเราคนนี้จะลงไปจัดการควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง! ”
สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้ คือการควบคุมสถานการณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แผนการกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แล้วใครมันจะยอมให้พังทลายลงง่าย ๆ แบบนี้ละฟะ
“จัดกำลังพลหนึ่งพันคน แบ่งย่อยหน่วยละหนึ่งร้อยคน เดียวนี้! ”
เรากรีดเสียงออกคำสั่ง ไปพร้อมกับคว้าชุดคลุมเฮเดสสีขาวบริสุทธิ์ มาสวมทับลงบนเกราะหนังที่สวมใส่อยู่ข้างใน
ดาบพระจันทร์เสี้ยวสีขาวเล่มโตสองเมตร ถูกหยิบขึ้นมาแบกเอาไว้ที่สายสะพายใจกลางหลัง
เตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น เอาละ! ได้เวลาออกลุยกันแล้ว!
ฐานทัพใต้ดินของพวกเรานั้น เกิดจากการขุดรอยแยกของดินให้เปิดกว้าง จนกลายเป็นอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่
ข้างในนั้นมีลักษณะเป็นเส้นทางเชื่อมเล็ก ๆ ที่ต่อเนื่องกัน อย่างซับซ้อน ขึ้นอยู่กับสภาพของรอยแยกธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่เดิม
ดังนั้น ห้องโถงใหญ่ในแต่ละพื้นที่ จึงมีขนาดและบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปด้วยสาเหตุที่ว่านั้น
บางห้องโถงจะจุคนได้เพียงแค่หนึ่งร้อยคน
บางห้องโถงที่ใหญ่โตหน่อย จะจุได้มากถึงห้าร้อยคน
และคุกใต้ดินที่กำลังจะมุ่งหน้าไปนี้ คือมีขนาดอยู่ที่ราวหนึ่งร้อยคน
แต่ใช้ว่าการปะทะจะเกิดขึ้นที่ห้องโถงที่ว่า
เราคิดว่าการปะทะคงเกิดขึ้นในช่วงระหว่างทางเชื่อมที่คับแคบเพียงสองเมตรตรงหน้านี้นั่นแหละ
เพราะพวกนักโทษคงไม่โง่พอยืนรอความตายอยู่ในโซนคุกใต้ดิน
หรือถ้าหากว่าพวกมันโง่พอตั้งรับอยู่ข้างล่างในโซนคุก เราก็จะไม่บุก แล้วปิดทางหนีปล่อยให้พวกมันอดข้าวหิวตายไปเอง
พวกมันไม่ได้คิดถึงอนาคตที่จะเป็นเช่นนั้นเลยหรือ?
หรือพวกมันคิดว่าจะสามารถเอาชนะพวกเราได้?
บางทีมันอาจจะได้ใจว่าตัวเองมีจำนวนมากถึงหกร้อยชีวิต เลยกล้าที่จะลุกฮือต่อต้าน
แต่พวกเราในฐานทัพมีมากถึงหนึ่งหมื่นกว่าคนเลยนะเฟ้ย
“คนที่คิดลุกต่อต้านนี่ช่างโง่เขล่านัก”
***ในเวลาต่อมา
“พวกมันอยู่ที่ไหน? ”
“ยังไม่เห็นวี่แววหรือได้กลิ่นเข้ามาใกล้เลยครับ เสียงเองก็อยู่ห่างลงไปในใต้ดินไกลมาก คิดว่าพวกมันคงกำลังเตรียมตั้งรับอยู่ข้างล่างนั่นละครับ”
“พวกโง่ชัด ๆ ”
สรุปคือไม่คิดตีฝ่าออกมา แต่เลือกที่จะตั้งรับอยู่ในคุกข้างล่างแทน?
ถ้าเป็นกรณีนี้ งั้นพวกเราก็ไม่ต้องบุกลงไปให้เสียเวลาหรอก
“ปล่อยให้พวกมันอดตายไป พวกเราจะยืนเฝ้าอยู่ตรง---”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด------------------------!!!!! ”
“...”
เสียงกรีดร้องของใครกันฟะ?
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด----!!!!! ”
มันคือเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังถูกทรมาน
แถมเสียงนั้นยังดังมาจากข้างล่างอีกด้วย
“... เมื่อกี้ในรายงาน เหมือนว่าจะมีคนที่หนีไม่ทันอยู่ใช่ไหม? ”
“ชะ--- ใช่ครับ! หรือว่าพวกอสูรกายมัน!?! ”
“ไม่ผิดแน่ พวกมันกำลังทรมานพรรคพวกของพวกเราอยู่! รีบจัดทีมลงไปช่วยเหลือเร็ว! ”
ไอพวกสารเลวเผ่าอสูรกาย!
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือการท้าทายเรียกให้พวกเราลงไปหาพวกมันถึงคุกใต้ดินข้างล่าง
การวิ่งเข้าหากับดักคือคนโง่ แต่การปล่อยให้พรรคพวกถูกทรมาน มันเลวยิ่งกว่า
เราจะไม่ยอมให้พวกมันทรมานพรรคพวกของเราไปมากกว่านี้แล้ว!
“... ทิ้งคนเฝ้าเอาไว้ข้างบนกลุ่มหนึ่ง ที่เหลือตามมา! ”
แต่เพื่อเป็นหลักประกันป้องกันข้างหลัง คงต้องทิ้งกองกำลังเอาไว้ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ปากทางเข้าบ้าง
เราเริ่มวิ่งลงไปตามเส้นทางเดินที่คับแคบและมืดมิด
อากาศช่างชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้ของไขมัน กับกลิ่นคาวเลือดที่ลอยขึ้นมาจากคุกใต้ดิน
“กรี๊ด---........”
“เสียงเงียบหายไปแล้ว! ทุกคนเร่งฝีเท้าหน่อย! ”
เรารีบออกคำสั่งทุกคน แล้ววิ่งนำทัพออกไปเป็นคนแรก
เพราะถ้าหากมีกับดักรอคอยอยู่ ขอให้เราคนนี้เป็นคนเอาชีวิตเข้าเสี่ยงแทนทุกคนจะดีกว่า
และแล้ว ในที่สุด ก็เห็นแสงไฟสีส้มส่องสว่างขึ้นมาที่ปลายเส้นทางของอุโมงค์
“ตายซะไอพวกอสูร---”
เราแผดเสียงดังให้สุดปอดเพื่อข่มขู่ พร้อมกับชักดาบเสี้ยวพระจันทร์ขึ้นสูงเพื่อเตรียมรับมือการโจมตีที่ไม่คาดฝัน
แต่ทว่า
“--- ว่างเปล่า? ”
ภายในห้องโถงของส่วนคุกใต้ดินกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
ภายในนั้น ยังคงเต็มไปด้วยเศษไม้ของโต๊ะ ซากอาหาร ควันไฟที่ลอยลอดผ่านรอยแยกของผนังถ้ำ และกลิ่นคาวเลือดที่ยังสดใหม่
มันคือหลักฐานชั้นดี ว่าเคยเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นในห้องโถงแห่งนี้
แล้ว… พวกเผ่าอสูรกายที่ว่ามันหายไปไหน?
ทำไมสิ่งที่เหลืออยู่ ถึงมีแต่เพียงซากศพเท่านั้นกันละ?
“... ทุกคนกระจายกำลังตรวจสอบพื้นที่! ให้ระวังการลอบโจมตี ห้ามแยกตัวออกไปคนเดียวเด็ดขาด! ”
“รับทราบครับ! ”
ว่าแล้วก็เริ่มสำรวจพื้นที่กันเลยดีกว่า
“ศพที่มีผมสีเขียวตรงนี้… ยัยเจด…? ”
ยัยเจดคือเพื่อนรักของเรา และเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้คุมตัวประกันของคุกใต้ดิน
เธอเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริง รักพวกพ้อง และพึ่งจะเริ่มตั้งท้องมาได้หนึ่งเดือน
ส่วนร่างที่ถูกย่างสดซึ่งกำลังนอนกุมมือของเธอเอาไว้ คงเป็นสามีของเธอเอง
พวกเขากำลังจะกลายเป็นครอบครัวสุขสันต์ในอนาคตอันใกล้นี้
ทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ต้องมาต่อสู้ แต่พวกเธอก็ยังมาร่วมต่อสู้ และมาร่วมอาศัยอยู่ในรูหนูพร้อมกับพวกเรา
อาศัย… จนตายไปพร้อมกับสามีและบุตร ณ ที่แห่งนี้
ทำไม…
ทำไมเธอคนนี้ถึงต้องมาตายที่นี่?
ทำไมคนที่กำลังจะมีครอบครัวสุขสันต์ ถึงต้องมาตายแบบนี้ด้วย?
ตายอย่างไร้ซึ่งเกียรติยศ ไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม ตายอย่างทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่?
“... ข้าจะแก้แค้นให้เจ้าเอง”
ข้าเก็บจี้หยกสีเขียวที่เธอมักใช้ห้อยคอขึ้นมา เพื่อเป็นหลักฐานของการมีชีวิตอยู่ของเธอ
“เจอไอพวกเลวระยำหรือยัง! ”
“ยังครับ! ”
“ทางนี้พบร่องรอยเท้าพร้อมรอยเลือดที่สดใหม่จำนวนมากครับ! …อะไรเนี่ย? กลับลงไปที่ห้องขังข้างล่าง? กลับลงไปทำไมกันนะพวกนั้น? ”
“จะไปสนใจทำไมเล่า! ท่านนิล! ขอคำสั่งไล่ตามไปทีครับ! พวกเราจะสังหารพวกมันให้เหี้ยนเองครับ! ”
ดูท่าพวกลูกน้องจะเริ่มหัวร้อนจนขาดความเยือกเย็นกันเสียแล้วสิ
เอาจริง ๆ ขนาดเราเองยังรู้สึกเดือดจนอยากกระโดดออกไปเป็นคนแรกเสียด้วยซ้ำ
“...ทุกคน อยู่ในความสงบก่อน! ”
แต่ผู้นำอย่างเราควรเยือกเย็นยิ่งกว่าใคร
ก่อนอื่นต้องดึงความเยือกเย็นของทุกคนกลับมาให้ได้
“ตรวจสอบตำแหน่งศัตรูก่อน มีใครได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ หรือไม่? ”
“กลิ่นศพของฝ่ายเรากับศพของพวกอสูรกายมันปนกันมั่ว จนแยกไม่ออกแล้วครับท่าน”
ถูกของมัน...
“งั้นเผ่ากระต่าย พวกเจ้ามีได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ บ้างหรือเปล่า? ”
“ไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอะไรมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วครับ”
“ไม่ใช่ว่าพวกมันใช้เสียงที่พวกเราโหวกเหวกกันกลบเสียงของตัวเองหรอกนะ? ทุกคนเงียบ! หยุดทุกการเคลื่อนไหวเดียวนี้! ”
เราเคยได้ยินมาว่าเผ่าอสูรกายแมลงมันสามารถดำดินได้
เพราะแบบนั้น เลยสั่งให้จับกุมพวกเผ่าอสูรแมลงด้วยการขึงตรึงกับกำแพง เพื่อไม่ให้พวกมันมีมือมีเท้าไปใช้ขุดดิน
แต่ตอนนี้พวกมันเป็นอิสระแล้ว
แถมถ้าการดำดินที่ว่า คือการมุดดินได้อย่างอิสระ คงได้เจองานหยาบกันทั้งฐานทัพแน่นอน
“...ได้ยินอะไรไหม? ”
“ไม่ได้ยิน--- เดียวก่อน… ตะ--- ใต้ดินครับ! มีเสียงบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวจากใต้ดินครับ! ”
ราวกับว่าศัตรูรับรู้แล้ว ว่าพวกเรารู้เรื่องสถานที่พวกมันกำลังใช้ซ่อนตัว
พริบตานั้นเอง ที่ทางเข้าคุกใต้ดินถูกถล่มลงมาต่อหน้าต่อตาของเรา
นี่มัน…
“ไอพวกสารเลวมันคิดที่จะขังพวกเรา! ”
ด้วยความโกรธ เลยรีบพุ่งตัวออกไปเป็นคนแรก
ด้วยความโกรธ จึงเหวี่ยงดาบพระจันทร์เสี้ยวออกไปสุดแรง
เหวี่ยงมันออกไป เพื่อฟันกำแพงดินตรงหน้าเปิดเป็นเส้นทางกลับมา
แต่ทว่ากำแพงดินตรงหน้าช่างหนาทึบกว่าที่คาดการเอาไว้
ดาบที่ยาวถึงสองเมตรของเรา จมลึกลงไปในดินจนมิดด้าม
แต่ทั้งที่ออกแรงฟันจนมิดด้าม กลับไม่รู้สึกถึงพื้นที่ว่างเปล่า ณ ที่ปลายดาบ
นั่นแปลว่า กำแพงดินที่ถูกถล่มลงมานี้ มันมีความหนายิ่งกว่าสองเมตรขึ้นไป
บางที… อาจจะถูกถลมปิดทั้งเส้นทางไปแล้ว
มันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถขุดกลับมาได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วนี้แน่นอน
“หน่อยแน่! ไอพวกเผ่าอสูรกายสารเลว! ”
พวกเรา ถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินแทนพวกตัวประกันไปเสียแล้ว
***ว่าที่ราชินี [แฟต]
แผนการหลอกให้แยกกำลัง แล้วจับขังในคุกใต้ดินนั้น กำลังเป็นไปได้ด้วยดี
ถ้าหากว่ามีเวลามากกว่านี้อีกสักนิด คงจะทำการอุดรูระบายทุกช่อง แล้วจับรมควันไฟฆ่าทิ้งอยู่ข้างในไปแล้ว
แต่เพราะต้องรีบสร้างเส้นทางใต้ดินใหม่ให้กับทุกคน เลยไม่มีเวลามากพอทำแบบนั้น
แถมพูดตามตรง ตอนที่เห็นมันสั่งให้ทุกคนเงียบ แล้วตรวจหาพวกเราที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวดินด้านล่าง มันเกือบทำให้ฉันหัวใจวายตายเลยค่ะ
เลยรีบสั่งให้ถล่มดินมาปิดทางเข้าออกทันที
จากการตรวจสอบด้วยคลื่นสะท้อนของฉัน จำนวนของศัตรูที่จับขังเอาไว้ได้ ดูแล้วน่าจะมีแค่ราวสี่สิบกว่าคนเท่านั้น
อีกหลายร้อยคน ยังคงยืนรอคำสั่งอยู่ตรงปากทางเข้าข้างบนนี้
ความจริงตอนแรกฉันคิดว่าจะล่อให้พวกมันเข้ามามากกว่านี้ค่ะ แต่… คงต้องยอมรับว่าแผนการนี้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหรนัก
จะว่าไป ดูเหมือนตอนที่ฉันให้คนส่งเสียงเจ็บปวดทรมานออกไป เพื่อล่อให้พวกศัตรูลงมาคุกใต้ดิน เจ้าผู้นำคนนี้ก็มีท่าทีลังเลว่าจะไม่ลงมาเสียด้วยค่ะ
อย่างที่ท่านแม่เคยสอนเอาไว้ ว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนการของเราง่าย ๆ นักหรอก
“หวังว่าคงไม่มีพวกเขี้ยวลากดินแบบนี้เหลืออยู่อีกนะคะ...”
ฉันพูดอวยพรให้กำลังใจตัวเอง
ความจริงจะให้เผ่าของฉันขุดดิน สร้างเส้นทางใหม่หนีออกไปจากที่นี่เลยก็ได้ค่ะ
แต่พื้นที่แห่งนี้ดันมีสนามแม่เหล็กที่รุนแรง เลยทำให้การตรวจจับทิศทางด้วยคลื่นสมองของพวกเรามีปัญหาเล็กน้อย
ก็… ไม่ถึงกับหาตำแหน่งศัตรูไม่เจอ แต่มันทำให้พวกเรารู้สึกปวดหัวค่ะ
อย่างความรู้สึกตอนนี้ มันเหมือนกับว่ามีอะไรหนัก ๆ มากดทับหัวเอาไว้
คิดว่าถ้าต้องมุดลงใต้ดินให้ลึกยิ่งขึ้น คงได้ปวดหัวจนหลงทิศหลงทางไม่รู้บนล่างแน่นอนค่ะ
แถมการระบายอากาศก็ไม่ดี เผ่าอื่น ๆ คงได้ขาดอากาศตายกันไปก่อน
ดังนั้นเลยต้องใช้แผนมุดดิน ขนานไปกับฐานทัพของศัตรู แล้วเชื่อมเส้นทางกับฐานทัพเพื่อระบายอากาศเป็นระยะอย่างที่เห็นในตอนนี้ค่ะ
แถมจากการปะทะเมื่อกี้ เลยทำให้มีคนตายไปเกือบยี่สิบคน
ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าหกร้อยคนตรงนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน
รู้สึกอยากเพิ่มจำนวนกองทัพของตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ
จะว่าไป… ดูเหมือนว่าพวกมันจะพูดถึงคุกแห่งที่สองอยู่ด้วยสินะคะ?
ในเวลาเดียวกัน
***ลูกศิษย์ลับของผู้กล้านักฆ่า-กระต่ายขาว [เบริล]
“...ช้า”
รู้สึกหงุดหงิดและเป็นห่วงเจ้าหมาป่าบ้านั่น
“ยังไม่มีรายงานมาอีกเรอะ? ”
เจ้านิลมันทำบ้าอะไรของมัน ทำไมถึงได้จัดการชักช้าแบบนี้?
อยากจะติดต่อมันเดียวนี้เลย แต่เครื่องสื่อสารของพวกเผ่าอสูรกาย ดันใช้ในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ซะอย่างงั้น
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงใช้งานไม่ได้ แต่เพราะแบบนี้เลยออกจะลำบาก ในเวลาที่ต้องการจะประสานงานอะไรสักอย่างในฐานทัพลับแห่งนี้
เส้นทางก็ซับซ้อน มืดก็มืด อับก็อับ
ให้ตายเถอะ ไอบ้าตัวไหนเป็นคนเลือกที่แห่งนี้เป็นฐานทัพกันยะ?
“... หึ หึ หึ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงหัวเราะดังมาจากทางด้านหลัง
“หัวเราะอะไรไอยักษ์แดง! ”
เจ้าอสูรกายที่หัวเราะคนนั้น มันมีผิวสีแดงเลือดหมู และมีผมสีส้มคล้ายเปลวเพลิง
มันถูกล่ามด้วยโซ่มากกว่าคนอื่นถึงสิบเท่าตัว และถูกห้อยโยงอยู่ใจกลางอากาศ
ข้างล่าง คือหุบเหวที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง
เพียงแค่มองดูถึงวิธีการจับกุมมัน ก็รับรู้ได้ทันทีถึงความร้ายกาจของเจ้าอสูรกายคนนี้
“เปล่า”
มันตอบฉันด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
“แค่ว่านึกถึงวันเก่า ๆ นะ”
“วันเก่า ๆ? ”
“ใช่”
มันแสยะยิ้มให้กับฉัน ราวกับเป็นเพื่อนที่ถูกชวนมาดื่มในงานเลี้ยงน้ำชา
เจ้าหมอนี่มันไม่รู้ถึงสถานการณ์ของตัวเองที่กำลังเผชิญหน้าอยู่หรือยังกัน?
“ข้ากำลังคิดถึงวันเก่า ๆ ที่เคยถูกจับตัว… แถมจะว่าไป ก็ไม่เคยมีใครจับขังข้า [บานา] ผู้นี้ได้สำเร็จเลยสักครั้งนะ”