มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 110 ทูตจันทรา

    “ มิใช่ เป็นการนำน้ำแข็งจากอาณาจักรอุดร ขนถ่ายมาทางเรือ แล้วมาส่งขายทั้งห้าอาณาจักร มันเป็นธุรกิจที่ทำกำไรให้ สำนักอสูรเทวะของเรามหาศาล กำไรแต่ละปีไม่ต่ำกว่า ปีละ 1 พันล้านเหรียญทอง พอๆกับ การค้าเกลือเลยทีเดียว” หลางตงอธิบาย

    “ 1 พันล้านเหรียญทอง ?” ราเชนถึงกับตกใจ 

    “ ใช่แล้ว ที่ผ่านมาคนของข้าเป็นผู้คุ้มกัน เรือน้ำแข็งมาจากแดนเหนือ แต่หลังจากที่ท่านเจ้าสำนักสิ้น เจ้าอินทรีทักษิน ก็ส่งคนมายึดเอาไปทำเองจนหมด ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน มันค้าขายเกลือ จากแดนทักษินเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้มันควบกิจการทั้งสองเอาไว้แต่ผู้เดียว นี่เป็นเพราะเทพบุตรเทวะศักดิ์สิทธิ์สั่งการมาทำให้ข้าไม่อาจปฏิเสธได้”

    หลางตงเอ่ยอย่างไม่พอใจ

    “ เดี๋ยวก่อน แล้วน้ำแข็งขนถ่ายลงมายังไงไม่ละลายหมดเหรอ?”

    “ พวกเราใช้ แกลบ และ ฟางข้าว ห่อเอาไว้ พอมาถึงก็นำมาเก็บเอาไว้ในหลุมใต้ดินลึก แล้วค่อยๆ นำมาส่งขายให้กับ คนในราชสำนัก และคหบดีชั้นสูง พวกเขาต่างชื่นชอบน้ำแข็งยิ่งนัก โดยเฉพาะอาณาจักรมัจฉิมาที่มีแต่ฤดูร้อนและฤดูฝน ไม่มีฤดูหนาวเลย” 

    ราเชนพยักหน้าเริ่มเข้าใจ เขาเคยศึกษาคนโบราณว่า ใช้ก้อนน้ำแข็งเพื่อนำมาช่วยเก็บอาหาร เก็บสุรา และช่วยให้คลายร้อนสำหรับคนที่มีเงินเท่านั้น

    “ นอกจากมีสำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง อินทรีทักษินยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเหล่าขุนนาง และ ราชวงศ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ มันส่งลูกสาวแต่งงานเข้าจวนแม่ทัพตระกูลไป๋ อีกด้วย”

    “ ตระกูลไป๋ ที่มีพระสนมคนโปรดของจักรพรรดิจางมู่เฉินอะไรนั่นใช่ไหม”

    “ ใช่แล้ว นายท่านตอนนี้ฝึกพลังจิตมังกรสำเร็จ พวกเราบุกเข้าไปจัดการกับมัน แล้วใช้เข็มสะกดวิญญาณกับมัน น่าจะทำได้ไม่ยาก” เล่าขุยเอ่ยแนะนำ 

    “ นอกจากนี้กิจการค้าเกลือ ค้าน้ำแข็ง นอกเมือง ยังมีสถานปศุสัตว์ ซึ่งเคยเป็นสถานที่ฝึกฝน คนของสำนักอสูรเทวะ ก็ถูกมันยึดเอาไปอีกด้วย หากว่าเราจัดการกับมันได้ เรื่องที่อยู่ของพวกเราก็น่าจะหมดไป” หลางตงเอ่ยออกมาอีก ทำให้ราเชนเริ่มคิด จะไปจัดการกับอินทรีทักษินเสียคืนนี้เลย

    “ เช่นนั้น เรื่องนี้สำคัญยิ่ง ไปหาอินทรีทักษินตอนนี้เลย”

    ราเชนคิดว่า เสร็จธุระแล้วค่อยเดินไปที่สำนักเมฆาขาวก็ได้

    ดังนั้น ทั้งสามคน กับ รองเจ้าหอหมาป่าอีกสี่คน รวมเป็นเจ็ดคน ก็ขี่รถม้า มุ่งหน้าไปที่บ้านของเจ้าหอทักษินทันที

    ทั้งหมดไปที่อยู่ของ เจ้าหออินทรีทักษิน ซึ่งเป็นคฤหาสน์อันใหญ่โต มีคนเดินลาดตระเวนอยู่รอบๆ กำแพงหลายคน หน้าประตูใหญ่มีคนเฝ้าอีก หกคน มีป้ายเขียนเอาไว้หน้าประตูว่า จวนตระกูลกู่

    “ ข้าหลางตงกับเล่าขุย มาขอพบกู่เยี่ยน”

    คนเฝ้าหน้าประตูคล้ายกับว่ารู้จักทั้งสองคนเป็นอย่างดี ไม่ต้องเข้าไปถาม กลับเชื้อเชิญทั้งหมดเข้าไปในคฤหาสน์ทันที ทั้งหมดมองหน้ากันอย่างสงสัย

    พอเข้าไปถึง ก็พบว่า รอบๆ กลับมีคนนับร้อย ถือหน้าไม้ธนูเตรียมยิงใส่คนทั้งเจ็ด

    ด้านหน้ามีชายชราผู้หนึ่งคิ้วหน้า จมูกโต ปากใหญ่ หน้าเป็นสี่เหลี่ยม ผมมีสีเทาแซมสีดำ ยืนอยู่ตรงกลาง มีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ซ้ายมือ และ มีชายสวมผ้าปิดหน้าแต่เห็นหน้าผากที่มีรูปพระจันทร์เสี้ยวอย่างชัดเจน อย่างกับเปาบุ้นจิ้นยืนอยู่ขวามือ หลางตงเห็นก็ตกใจ รีบเอ่ยออกมาว่า

    “ ทูตจันทรา”

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า หลางตง ไม่เจอกันนาน จำข้าไม่ได้ แต่กลับจำท่านทูตจันทราได้”

    “ กู่เยี่ยน ข้าขอเตือนเจ้า นี่คือท่านถูเฟย เจ้าสำนักอสูรเทวะคนใหม่ ยังไม่คุกเข่าอีกเร๊อะ?” เล่าขุยไม่กลัว ทูตจันทรา แต่เอ่ยออกไปด้วยเสียงอันดัง

    “ พี่เล่า ข้าเคารพท่านฟางสิงชุน และ จักรพรรดิเทวะศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น คนอื่นๆ ข้าไม่เห็นอยู่ในสายตา”             กู่เยี่ยนมองราเชนด้วยสายตาที่ไม่ให้ค่าเขาเลยแม้แต่น้อย

    “ บังอาจ เจ้ากล้า” เล่าขุยถึงกับปล่อยพลังอสรพิษออกมา แต่ทันใดนั้นเอง ทูตจันทราก็ปล่อยพลังประหลาดออกมาสะกดทุกคน ทำให้ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ราเชนสัมผัสได้ว่าหน้าผากของมันคล้ายมีวัตถุบางอย่าง  ปล่อยพลังออกมา แต่ยังคงนิ่งเฉย รอดูว่าพวกมันจะทำอย่างไรต่อ

    “ ใจเย็น ข้าคือทูตจันทรา แห่งสำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์ ข้าขอเป็นตัวกลางให้กับพวกท่านดีไหม”

    “ เชิญท่านทูตจันทรา”  กู่เยี่ยน อินทรีทักษินเอ่ยออกมาคล้ายกับนัดกันเอาไว้

    “ สำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์จะสนับสนุนให้ สำนักอสูรเทวะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องมอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้กับ เทพบุตรเทวะศักดิ์สิทธิ์ของเรา

    ส่วนคุณชายถูเฟย ก็จะเป็นรองเจ้าสำนัก ส่วนเจ้าหอทั้งสี่ ก็ยังคงเป็นเจ้าหอเหมือนเดิม คนของพวกเจ้าจะได้มีที่อยู่อาศัย พร้อมเงินทองไม่ขัดสน  ทุกๆ คนก็จะมีเงินมีทองใช้ ไปตลอดชีวิต ขอเพียงคุณชายถูมอบของศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามคืนมาให้ข้า”

    “ ข้าเห็นด้วย”  กู่เยี่ยนรีบรับข้อเสนอนี้อย่างรวดเร็ว

    แต่อีกฝ่ายแม้นไม่อาจขยับตัวได้ แต่ก็พูดได้ แต่กลับไม่พูดได้แต่มองไปที่ราเชน

    “ นี่เป็นเรื่องภายในสำนักอสูรเทวะของเรา ผู้อื่นไม่เกี่ยวข้อง รีบไสหัวไปจากที่นี่ซะ”

    ราเชนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม พร้อมกับจ้องหน้าของทูตจันทรา ที่โกรธจัด แล้วหัวเราะออกมาดังๆ พร้อมกับ ปล่อยพลังเพิ่มออกมาเป็นสองเท่า ทำให้ฝ่ายเล่าขุย หลางตง และ รองเจ้าหอทั้งสี่ ถึงกับทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น ยกเว้นราเชนที่ยังคงยืนอย่างไม่สะทกสะท้าน

    “ สามารถทนพลังสะกดใจของข้าได้?”

    “ รีบไสหัวไปซะ” ราเชนเอ่ยเตือนครั้งสุดท้าย แต่ทูตจันทรากลับยิ่งโมโหยิ่งขึ้นไปอีกที่เด็กหนุ่มวัยเยาว์กลับกล้าพูดจาโอหังกับเขาเช่นนี้ จึง ระเบิดพลังปราณขั้นราชันสูงสุดของตนออกมา มีแสงวาบออกมาจากหน้าผากของมัน

    “ พลังเคียว เสี้ยวจันทรา”

    มีปราณเคียวรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว พุ่งออกมาจากหน้าผากของทูตจันทรานับร้อยนับพันเล่ม

    “ ที่แท้ใช้พลังจากรอยสักยันต์จันทราที่หน้าผากนี่เอง”

    ราเชนเข้าใจพลังของทูตจันทรา ว่ากำเนิดมาจากพลังยันต์จันทราที่เป็นรอยสักนูนเป็นรูปแผลเป็น ซึ่งผู้ที่สักให้นั้นต้องมีพลังเหนือกว่าขั้นเซียนอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสามารถใช้พลังยันต์จันทราปล่อยออกมาเพื่อกดดัน ผู้ที่มีพลังต่ำต้อยกว่าขั้นเซียนได้ ซึ่งยกเว้นราเชนที่มีพลังจากมารโลหิตและ พลังจากหนอนโลหิตคุ้มกายนอกจากนั้น เขายังฝึกฝนตนเองเข้าถึงขั้นจิตปรมัตถ์แล้ว ต่อให้ขั้นเซียนก็ไม่อาจใช้พลังควบคุมร่างกายของเขาได้อย่างแน่นอน

    ดังนั้นทูตจันทราเห็นว่าไม่อาจควบคุมราเชนได้ จึงใช้พลังปราณของตนร่วมกับพลังจากรอยสักยันต์จันทรา จัดการกับราเชนในทันที

    ราเชนนั้นไม่รอช้า นำหน้ากากมังกรอมตะออกมา แล้วใช้พลังจิตขั้นปรมัตถ์ระเบิดพลังออกมา แล้วร้องตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดัง

    “ พลังคลื่นมังกรล้างปฐพี”

    มังกรสีทองตัวใหญ่ปรากฏร่างขึ้นมาจากพลังจิตปรมัตถ์ ซึ่งอยู่เหนือกว่าพลังปราณจิตของพลังจิตปราณขั้นราชันระดับ 10 อย่างเขาและ หน้ากากมังกรอมตะเองก็ช่วยเพิ่มพลังคลื่นมังกรล้างปฐพีมากขึ้นไปอีก แม้นแต่ราเชนเองก็ไม่รู้ว่ามันมีอานุภาพระดับใด ดังนั้น พอเจ้าเงามังกรทองตัวใหญ่แค่พุ่งชนเงาเคียวเสี้ยวจันทร์จนแตกละเอียด แล้วยังพุ่งเข้ากระแทกใส่ร่างของ ทูตจันทรา จนร่างระเบิดกลายเป็นชิ้น ทุกๆ คนต่างอ้าปากตาค้าง ไม่คิดว่า พลังคลื่นมังกรล้างปฐพีของราเชนจะร้ายกาจถึงเพียงนี้

    “ เจ้าเด็กน้อย เจ้าตายแน่ๆ สำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์ต้องมาฆ่าเจ้าแน่ๆ” อินทรีทักษินพูดขู่ราเชน แต่ว่า ราเชนหาได้กลัวไม่ มองหน้าอินทรีทักษิน แล้วปล่อยพลังจิตมังกรออกไปทันที

    ร่างของกู่เยี่ยน อินทรีทักษินถึงกับสะดุ้งเฮือก ก้มลงไปคุกเข่าต่อหน้าราเชนทันที

    “ยิงมัน” บุตรชายของกู่เยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นพ่อถูกกดดันจนต้องคุกเข่า จึงสั่งลูกน้องใช้ธนูหน้าไม้ รุมยิงใส่ ราเชนทันที

    ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว !!!!

    ลูกธนูหน้าไม้ กำลังพุ่งเข้ามาหาราเชน แต่ทว่า พวกมันกลับหยุดกลางอากาศไม่เคลื่อนไหว ราเชนสะบัดมือออกไปครั้งเดียว ลูกธนูหน้าไม้ พุ่งกลับไปยังที่มาของมัน เหล่ามือธนูนับร้อย ถูกลูกธนูของตัวเอง พุ่งเข้าที่ลำคอของพวกมัน กระเด็นหงายท้องตายไปอย่างน่าอนาถ ราเชนมองหน้าเด็กหนุ่มทั้งสอง แต่ไม่ทันได้ทำอะไร พวกมันก็ถูกเล่าขุยกับหลางตง พุ่งออกไปจับที่ลำคอของพวกมัน ไม่อาจเคลื่อนไหวได้

    “ ปล่อยพวกเขา...ข้ายอมแล้ว”

    ราเชนไม่มีเวลามากนัก ปักเข็มสะกดวิญญาณเข้าที่หัวของกู่เยี่ยนทันที

    ฉึก !!

    แล้วใช้ฝ่ามือปล่อยพลังจิตจากกลางกระหม่อม พุ่งเข้าสู่จิตใจของกู่เยี่ยน แววตาของกู่เยี่ยนเปลี่ยนไปในทันที

    “ คำนับ นายท่าน”

    “ ท่านพ่อ เจ้าทำอะไรกับท่านพ่อข้า”

    เด็กหนุ่มทั้งสองร้องโวยวายออกมา

    “ หากมันพูดมากอีก ก็เชือดคอมันซะ” ราเชนเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจเด็กหนุ่มทั้งสองที่ตอนนี้ถึงกับ ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น

    “ ข้าต้องไปที่สำนักเมฆาขาวแล้ว ทางนี้พวกเจ้าก็จัดการต่อก็แล้วกัน”

    ราเชนเอ่ยจบก็เดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลกู่ ไม่สนใจเรื่องนี้อีก

    ณ ด้านหน้าโรงน้ำชา ตะวันตกของเมืองเซี่ยเหมิน  มีเด็กหญิงน้อยวัยเพียง 8 ปี กำลังร้องเพลง โดยมีชายชราผู้เป็นปู่สีซอบรรเลงเพลงอยู่ด้านข้าง มีชาวบ้านเมตตา ชื่นชอบ เสียงร้องของเด็กหญิง ก็มอบเศษเหรียญให้ใส่ชาม เด็กหญิงน้อยนั้นกล่าวขอบคุณ พร้อมกับร้องเพลงไปด้วย แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีม้าสองตัวนำหน้ารถม้าคันหนึ่ง ซึ่งห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่ยืนชมการร้องเพลงของเด็กน้อย ต้องกระโดดหลบกันอย่างจ้าละหวั่น ม้าสองตัวที่นำหน้ารถม้าตะโกนร้องให้ทุกๆ คนหลีกไป โดยมีรถม้าคันใหญ่วิ่งตามหลังมา แบบไม่มีการลดความเร็วเลยแม้แต่น้อย

    เด็กหญิงน้อยหวาดกลัวยิ่งนักรีบหลบเข้าริมกำแพง แต่ทว่ายังเห็นชามใส่เงินของตนอยู่ตรงกลางถนน ก็รีบวิ่งเพื่อไปหยิบกลับมา ผู้เป็นปู่เห็นดังนั้น ก็พุ่งตัวเพื่อที่จะเข้าไปช่วยหลานสาว ขบวนม้าตัวใหญ่สองตัวที่ใกล้เข้ามา ไม่อาจหยุดได้ทัน ม้าทั้งสองตัว

    กำลังจะเหยียบย่ำปู่กับหลาน  ชาวบ้านต่างหวีดร้องกันอย่างตะหนกตกใจ คิดว่าโชคร้ายของปู่หลานคู่นี้ ร่างของกลายเป็นเศษเนื้อสับแน่ๆ

    แต่ก่อนที่ม้าทั้งสองตัว จะเหยียบร่างของปู่และเด็กน้อย ก็มีร่างของนักพรตหนุ่มมาปรากฏตัวอยู่ระหว่างปู่หลาน กับขบวนม้าทั้งสอง

    โครม !!

    ชายหนุ่มฟาดฝ่ามือเข้ากระแทกใส่ม้าทั้งสองจนปลิวไปในอากาศ รถม้าอีกสี่ตัวก็พุ่งเข้ามาชนอีก แต่ก็ถูกต่อยซ้ายและขวา จนม้ากระเด็นไปติดกำแพง

    เหลือแต่รถม้า ก็ถูกนักพรตหนุ่มใช้มือ หยุดเอาไว้ได้ ราวกับปาฏิหารย์ นักพรตหนุ่มคือ ราเชนนั่นเอง เขาใช้พลังวานร เพื่อหยุดรถม้า

    ผ้าม่านในรถม้าเปิดออก มีหญิงสาวสองคนโผล่หน้าออกมา

    “บังอาจ เจ้าคิดปล้นองค์หญิงยังงั้นเร๊อะ”

    ราเชนไม่ทันได้พูดอะไร หญิงสาวที่พูดก็ชักกระบี่พุ่งเข้าแทงหน้าอกของราเชนอย่างรวดเร็ว ราเชนแค่หลบ แล้วจับมือหญิงสาวแล้วใช้แรงบิดที่ข้อมือของนาง

    กระบี่ก็ตกลงกับพื้นทันที

    “ แม่นาง ข้าแค่หยุดรถของพวกเจ้า ที่กำลังชนสองคนนี่เท่านั้น ไม่ได้คิดปล้นพวกเจ้าสักหน่อย”

    “ เสี่ยวหลี มอบเงินให้พวกเขาแล้วรีบไป”

    องค์หญิง เอ่ยออกมา เสี่ยวหลีเลยมอบเงินให้ 1 ถุงกับเด็กหญิง

    “ นี่คือค่าตกใจ สำหรับเจ้า คงจะพอให้เจ้าไม่ต้องร้องเพลงหาเงินไปอีกเป็นปี”

    เด็กหญิงไม่รับ กลับไปยืนหลังปู่ของนาง

    “ พวกเราไม่เป็นไร ไม่ต้องให้เงินพวกเราหรอก”

    ปู่เอ่ยออกมาอย่างเกรงใจ แต่ราเชนไม่สนดึงถุงเงินออกมานับแล้วบอกว่า

    “ 100 เหรียญทอง พอที่ไหน ค่าตกใจ ค่าความเสี่ยง ค่าทำขวัญ อย่างน้อยต้องหมื่นเหรียญทอง”

    “ เจ้า ...เจ้าคิดจะปล้นกันหรือไง” เสี่ยวหลี เข้ามายืนต่อหน้าราเชน แล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ

    ราเชนจ้องไปที่ดวงตาของนาง ทำให้เสี่ยวหลี ถึงกับตัวสั่น แล้วรีบคุกเข่าคำนับราเชนไม่หยุด ทุกๆ คนต่างมองด้วยความตกใจ

    องค์หญิงเห็นเช่นนั้นจึงลงมาจากรถม้า ด้วยเครื่องแต่งกายสีขาวคล้ายบุรุษ ไม่ได้ปิดบังโฉมหน้า เกล้าผมตึงคล้ายผู้ชาย ผิวขาวอมชมพูเปล่งประกายออกมา ใบหน้าไร้เครื่องสำอางยิ่งดูมีเสน่ห์หน้าหลงไหลยิ่งนัก เสียดายที่หน้าอกของนางถูกผ้าคาดปิดบังเอาไว้ไม่รู้ขนาดที่แท้จริง แต่ชุดที่สวมใส่ก็รัดรูปพอดีจีงเผยให้เห็นเอวที่คอดกิ่ว สะโพกที่ผายออกราวกับนางแบบในโลกของเขา  ราเชนแม้นเคยเห็นหญิงงามมาหลายคน ยังยอมรับว่า นางเป็นสตรีที่งดงามตามธรรมชาติจริงๆ

    “ นี่คือเหรียญทอง 1 หมื่นเหรียญ ขอให้ท่านนักพรตปล่อยเสี่ยวหลีด้วย”...