“คุณหนู เราใกล้จะถึงเมืองหลงไห่แล้ว”
ซิงเยียนรีบเปิดหน้าต่างรถม้ามองจ้องไปยังกำแพงเมืองหลงไห่ที่อยู่ไกลสุดสายตา เธอรู้สึกคิดถึงเมืองหลงไห่มากหลังจากเดินทางไปอาศัยอยู่ในเมืองต้วนอี้ถึง 4 เดือน แม้เดือนสุดท้ายจะไม่ค่อยได้อยู่ที่พักเพราะตงฟางพาออกไปหาประสบการณ์กับการล่าสัตว์อสูร ถึงอย่างนั้นเธอก็อดคิดถึงเมืองหลงไห่ไม่ได้ การเห็นผู้คนมากมายนำเงินออกมาอวดกันในการประมูลยังคงเป็นสิ่งที่เธออยากเห็นมากที่สุด
“ตงฟาง ในที่สุดเราก็กลับมาแล้ว”
“แต่เราก็ต้องเดินทางไปเมืองซ่งในอีก 7 วันต่อจากนี้นะครับ”
“วาห์ นั่นสินะ ไม่รู้อีกนานไหมจะได้กลับมา” ซิงเยียนบ่นเล็กน้อย การเดินทางที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เธอจะไม่ได้แวะกลับมาเมืองหลงไห่ หากการเปิดตึกยันต์สวรรค์ที่คิดชื่อไว้ว่าจะตั้งในเมืองซ่งสำเร็จ พวกเธอจะเดินทางไปยังเมืองลั่วหยางที่อยู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวง หากพวกเขาย้อนกลับมาเมืองหลงไห่หลังจากไปเมืองซ่งจะเป็นการเดินทางที่วกไปวนมา จึงคิดจะเดินทางไกลให้จบภายในรอบเดียว
“หยุด~!”
“ไอ้โง่ นั่นมันรถม้าหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า แกอยากตายหรือไง หลบเร็ว”
ทหารหน้าเมืองหลงไห่ฉุดกระชากลากกันออกจากประตูเมืองหลังจากขบวนรถม้าหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ากำลังเดินทางเข้าเมือง พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าเข้าเมืองเลยสักนิดเพราะพวกเขายื่นภาษีให้ท่านเจ้าเมืองทุกๆปี จึงได้สิทธิเข้าออกเมืองโดยไม่ต้องตรวจสอบ
“ซิงเยียน~!”
เสียงร้องตะโกนก้องของเจ้าของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าดังก้องหน้าตึกของพวกเขา หลังจากรถม้าคันสีแดงประดับด้วยทองวิ่งเข้ามาจอด ซิงหยุนที่ไม่เห็นรถม้าคันนี้มา 4 เดือนเต็มจึงร้องตะโกนด้วยความดีใจหลังจากลูกสาวกลับมาแล้ว
“อ้าว คนคุ้มกันไปไหนแล้วล่ะ”
ความสงสัยปรากฎบนใบหน้าของซิงหยุน ปกติตงฟางจะต้องนั่งอยู่หลังรถม้าไม่ห่าง ตอนนี้ตัวของเขากลับหายไปสร้างความตกใจไม่น้อย
“พ่อ ธุรกิจของเราเป็นยังไงบ้าง”
“ลูกพ่อ” ซิงหยุนวิ่งเข้าไปกอดลูกสาวด้วยความรู้สึกดีใจ แต่เขากลับเสียใจเมื่อคำทักทายที่ได้ยินกลับถามถึงธุรกิจของพวกเขาแทนที่จะถามสุขภาพร่างกายผู้เป็นพ่อ
“ฮือ ไม่เจอหน้ากันไม่ห่วงพ่อเลยสินะ ไม่คิดจะถามกันเลยสักคำ”
“ก็ได้ๆ งั้นพ่อสบายดีไหม ธุรกิจของเราเป็นอย่างไรบ้าง คนเข้ามาใช้งานเยอะไหม”
“ให้ตายสิ เหมือนแม่เจ้าไม่มีผิด ชีวิตขาดทองไม่ได้เลยสินะ เอาล่ะงั้นตามมาพ่อจะพาไปดูอะไรสักอย่าง ระหว่างที่ลูกไม่อยู่พวกเราทำเงินได้มหาศาลเลยล่ะ ยิ่งมีสมุนไพรจากเมืองต้วนอี้ส่งมามากยาของเราก็ยิ่งขายได้เยอะขึ้น”
ซิงเยียนเดินตามผู้เป็นพ่อไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เธออยากเห็นกองหินวิญญาณว่ามันมากมายแค่ไหน หลังจากเธอไม่อยู่ 4 เดือน
—------------------------
ตุบ~!
เสียงเหยียบพื้นดังขึ้นเบาๆใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนตีนเขา การปรากฎตัวของชายสวมชุดสีดำพกมีดสั้นมากมายทำให้ชาวบ้านมองด้วยความสงสัยพลางพยายามถอยห่าง จากปฎิกริยาของชาวบ้านทำให้ตงฟางฉีกยิ้มเพราะผู้บ่มเพาะที่เคยหัวแข็ง ตอนนี้พวกเขาปลอมตัวเป็นชาวบ้านได้อย่างแนบเนียน รู้แม้กระทั่งการถอยหากเป้าหมายที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้านตรวจสอบพลังไม่ได้
“หัวหน้าหมู่บ้านพวกเจ้าอยู่ไหน ข้าต้องการพบเขา”
ระดับผันแปรวิญญาณขั้น 5 ระเบิดออกจากร่างของตงฟาง ด้วยการออกล่า 1 เดือนเต็มกับพี่ซิงเยียนทำให้เขาพัฒนาระดับพลังวิญญาณขึ้นมาเป็นระดับผันแปรวิญญาณขั้น 5 ได้สำเร็จด้วยการดูดซับพิษและวิญญาณของสัตว์อสูร
ทุกคนในหมู่บ้านที่สัมผัสได้ถึงพลังที่เหนือกว่าต่างวิ่งกระเจิงหาสถานที่หลบซ่อนตัว แต่การหลบซ่อนของพวกเขากลับเข้าไปอยู่ในสถานที่ซ่อนอาวุธเตรียมจะลอบฆ่าตงฟางที่มาในรูปลักษณ์สวมชุดสีดำ
“ท่านผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าท่านมีอะไรกับหมู่บ้านของเราอย่างนั้นหรือ”
เฒ่าชราค่อยๆเดินตรงเข้ามาหาตงฟาง การเก็บจิตสังหารตงฟางให้ 10 คะแนนเต็ม การซ่อนอาวุธตงฟางให้ 10 คะแนนเต็มเช่นกัน เขาไม่พบอาวุธภายในเสื้อของเฒ่าชราที่ถูกประคองด้วยหญิงสาวเข้ามาหาเขาเลย
“ข้ามาในวันนี้เพราะต้องการถล่มหมู่บ้านของเจ้า”
“ท่านผู้อาวุโส หมู่บ้านของข้าทำอะไรให้ท่านไม่พอใจกัน” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวออกมาด้วยท่าทางวิตก
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น หากข้าอยากจะทำลาย ข้าก็จะทำ ไม่มีเหตุผลอื่น”
“ท่านผู้อาวุโสได้โปรด ไว้ชีวิตคนในหมู่บ้านของข้าด้วย หากท่านอยากจะได้อะไรข้าจะยกให้ทั้งหมด”
เฒ่าชราและหญิงสาวที่จูงแขนลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นพยายามอ้อนวอนให้ตงฟางไว้ชีวิต ทันทีที่เฒ่าชราก้มหัวติดดินเขาก็ได้พุ่งตัวมาหาตงฟางด้วยความรวดเร็วพร้อมกับดึงมีดออกมาหวังจะแทงให้ทะลวงกลางอก
หญิงสาวที่อยู่ข้างๆเธอก็พุ่งอ้อมมาด้านหลังชักดาบออกมาฟัน การลงมือที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วมากหากเทียบกับระดับจารึกวิญญาณทั่วไป ตงฟางกลับไม่ได้เคลื่อนไหวหลบอาวุธทั้งสอง เขาเพียงแค่ยืนนิ่งปล่อยให้มีดเสียบกลางหน้าอกพลางปล่อยดาบให้ฟันคอ จังหวะที่เฒ่าชราและหญิงสาวคิดว่าฆ่าได้นั้นเอง พวกเขาทั้งสองต่างเบิกตากว้างเพราะร่างของชายตรงหน้าแข็งอย่างมากจนไม่สามารถแทงทะลวงเข้าไปได้
ผั๊วะ~! ผั๊วะ~!
เพียงการม้วนตัวครั้งเดียวร่างของชายชราและหญิงสาวต่างพุ่งออกไปนอนกองบนพื้นดิน แต่พวกเขากลับถูกตงฟางสั่งห้ามไม่ให้ลุก ชายชราและหญิงสาวที่จดจำพลังนี้ได้พวกเขาจึงแกล้งสลบเพื่อให้คนอื่นๆเข้ามาลอบสังหาร
ตงฟางที่จัดการชาวบ้านไปแล้ว 2 เขาก็เริ่มเดินผ่านใจกลางหมู่บ้านเพื่อฆ่าชาวบ้านทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ แต่แล้วเขากลับถูกชาวบ้านลอบพุ่งเข้ามาโจมตีในมุมต่างๆ ด้วยทักษะของนิกายโลหิต สร้างความดีใจให้เขาไม่น้อยเพราะ 4 เดือนที่เขาหายไป ทุกคนในหมู่บ้านพัฒนาได้รวดเร็วเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ เนื่องจากตอนนี้พวกเขากลายเป็นระดับจารึกไปทั้งหมดแล้ว แม้แต่เด็กตัวเล็กอายุเพียง 10 ปีก็เช่นกัน
เปล้ง เพล้ง เปล้ง!
ตงฟางไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยืนแล้วหมุนตัวใช้พลังจิตส่งร่างของชาวบ้านที่เข้ามาลอบสังหารออกไปทีละคนแล้วสั่งให้พวกเขานอนห้ามลุก
การเดินทางมาครั้งนี้เขามาเพียงทดสอบชาวบ้านเท่านั้น คนที่ถูกซัดด้วยพลังจิตต่างนอนนิ่งไม่คิดจะลุก ส่วนกลุ่มคนที่พยายามเข้ามายังไม่รู้ว่าชายชุดดำเป็นตงฟาง จึงพยายามใช้วิธีอันหลากหลายในการฆ่า
เปล้ง ตู้ม บรึ้ม บู้ม!
ร่างของชาวบ้านคนแล้วคนเล่าล้วนลอยออกไปไกล กระทั่งไม่มีใครเหลืออยู่อีกเลยตงฟางก็เริ่มเปิดหน้าทักทายทุกคน
“นายน้อย ท่านกลับมาแล้ว”
“เอาล่ะ ข้าแค่กลับมาทดสอบเท่านั้น พวกเจ้าทำข้าตกใจมากที่พัฒนาได้เร็วขนาดนี้ เพียง 4 เดือนพวกเจ้ากลับเป็นระดับจารึกวิญญาณกันทั้งหมด หนำซ้ำยังมีคนเป็นระดับผันแปรอีกด้วย”
“นายน้อย เป็นเพราะท่านบอกให้พวกเราพยายามฆ่าสัตว์อสูร เราจึงพัฒนาได้เร็วขนาดนี้”
ผู้นำหมู่บ้านพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม ตงฟางจึงสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วเริ่มสั่งการคำสั่งต่อไป เพราะตอนนี้น่าจะได้เวลาแล้วที่เขาจะสอนวิธีการหาข่าวสารให้กับคนในหมู่บ้าน
“เอาล่ะ หากอยากแข็งแกร่งขึ้นก็จงทำต่อไป แต่ข้าขอเตือนว่าอย่าชักนำภัยมายังหมู่บ้าน ส่วนหนังสือเล่มนี้เป็นวิธีการหาข่าวสาร พวกเจ้าลองทำตาม ข้าคาดว่า 1 เดือนคนจะคุ้นชิน”
“นายน้อย ท่านจะพักที่นี่หรือไม่”
“ไม่ล่ะ ข้าต้องแวะหลายสถานที่จึงไม่ได้พักด้วย เอาล่ะ ข้าจะบอกอีกด้วยว่าหมู่บ้านที่ข้าสร้างขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่พวกเจ้า ยังมีคนอีกราว 500 ที่อาศัยอยู่ทิศเหนือเมืองต้วนอี้ อนาคตพวกเจ้าจะได้ร่วมงานกันแน่นอน”
“พวกข้ารู้แล้ว” สาเหตุที่ตงฟางต้องเดินทางมาบอก เนื่องจากเขากลัวหมู่บ้านทั้งสองจะฆ่ากันเพราะคิดว่าทักษะนิกายโลหิตรั่วไหล หลังจากมอบหนังสือที่พี่ซิงเยียนเขียนขั้นตอนการหาข่าวที่หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าใช้ ตงฟางก็นำเม็ดยาระดับ 5 ออกมาให้ทุกๆคนเพิ่มพลัง ตอนนี้ชาวบ้านคงรู้วิธีการรีดเค้นความสามารถในการต่อสู้แล้ว ตงฟางจึงจะทำให้พวกเขาพัฒนาได้รวดเร็ว อย่างน้อยๆการจะเข้าเมืองหลวงจะต้องมีระดับผันแปรวิญญาณ
“นายน้อย ข้าถามท่านได้หรือไม่ว่าท่านทำอย่างไรในการป้องกันการโจมตีของพวกข้ากัน ข้ารู้สึกว่าท่านไม่ได้ใช้ทักษะอันใดเลย สัมผัสที่ข้าแทงกลับรู้สึกแข็งราวกับเหล็ก”
“ตอนนี้ร่างกายของข้าอยู่ในระดับราชาวิญญาณขั้น 1 แล้ว หากพวกเจ้าพัฒนาไปเรื่อยๆจนระดับเทียบเท่าข้าตอนนี้ อาวุธระดับต่ำกว่า 7 ก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้พวกเจ้าได้”
ผู้คนในหมู่บ้านต่างอึ้ง เมื่อรู้ว่าร่างกายของพวกเขาจะทนทานยิ่งกว่าอาวุธระดับ 6
“หน้าตาแบบนั้นหรือว่าพวกเจ้าไม่เคยใช้อาวุธฟันตัวเอง” ตงฟางทำหน้าสงสัย
“ไม่เลยนายท่าน เราไม่เคยฟันตัวเอง บาดแผลที่เกิดขึ้นมีเพียงกรงเล็บและเขี้ยวของสัตว์อสูรเท่านั้น”
“งั้นตอนนี้พวกเจ้าหลายคนที่เป็นระดับจารึก น่าจะทนต่ออาวุธระดับ 5 ได้แล้วล่ะ ข้าไปก่อน”
ตงฟางนำดาบระดับ 5 ออกมาให้ชาวบ้าน จากสภาพดาบที่เขาเห็นดูเหมือนว่าชาวบ้านจะสู้อย่างหนักจนอาวุธระดับ 5 ที่เขาให้ไปก่อนหน้าบิ่นไปทั้งหมดแล้ว
“ให้ตายสิ ถ้าทั้งหมดนี่เป็นระดับราชาจริง จะไม่ตีเมืองแตกเลยเหรอ”
ตงฟางเกาหัวตัวเองหลังจากรู้ตัวว่าเขาสร้างหมู่บ้านปีศาจขึ้นมา ด้วยทักษะนิกายโลหิต แม้ทุกคนจะมีรูปแบบการต่อสู้แค่การใช้ดาบเพียงอย่างเดียว ร่างกายของพวกเขากลับทนทานไม่ต่างจากปีศาจ หากปะทะกันกับระดับเดียวกัน จะต้องใช้คน 5 - 10 คนในการฆ่าชาวบ้านของเขาเพียงแค่ 1
ตุบ!
ตงฟางมองไปรอบๆบ้านพักบนภูเขาของตัวเอง ครั้งนี้การกลับมาของเขามีจุดประสงค์ใหม่ เขาไม่ได้กลับมาดูบ้านตัวเอง แต่กลับมาทำข้อตกลงบางอย่างกับผู้นำนิกาย เนื่องจากระยะเวลาที่ตาแก่หลี่หยุนสร้างให้เขาไม่สามารถใช้อย่างเสียเปล่าได้ เขาจึงจำเป็นต้องเร่งรีบทำให้ตัวเองแข็งแกร่งและเดินทางไปสร้างรากฐานที่เมืองหลวง ก่อนอายุจะครบ 20 ปี
“กลับมาแล้วเหรอไอ้เด็กเหลือขอ”
“อาจารย์ รู้ด้วยเหรอว่ามา”
“นี่มันนิกายของข้านะ ไหนเล่ามาหน่อยสิ แกไปทำอะไรมาบ้างไอ้เด็กหื่มกาม ครั้งก่อนกลับมาไม่คิดจะรอกัน ได้ข่าวว่าไปต้วนอี้แกไปทำอะไรที่นั่นบอกข้ามาเลยนะ”
“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนอาจารย์”
ตงฟางถูกผู้นำนิกายลากคอไปยังหน้าผาลับตาคน การเดินทางมาของเขาไม่สามารถเปิดเผยได้ ตอนนี้ข่าวของเขาค่อยๆเงียบลงไป ทางฝั่งผู้คนที่พยายามตามหาร่างของเขาก็เริ่มถอดใจไปหมดแล้ว
“พูดมาครั้งนี้แกมีเรื่องอะไรถึงไม่กลับมา”
“อาจารย์ ได้ยินเรื่องที่เมืองหลวงเปล่า”
“เรื่องอะไร นี่แกไปสร้างเรื่องที่เมืองหลวงเอาไว้ด้วยเหรอ”
“เปล่าๆอาจารย์ เปล่าเลย” ตงฟางพยายามปฎิเสธ
“แสดงว่าอาจารย์ไม่รู้เรื่องของเมืองหลวงสินะ”
“ก็พอรู้มาบ้าง เอาล่ะแกยังไม่ได้เรียนอะไรจากสถาบันเฟยเทียน”
“อาจารย์ คืองี้นะลูกศิษย์คนนี้ต้องรีบเดินทางไปเมืองหลวงก่อนอายุ 20 ให้ได้”
“เป็นเรื่องจริงสินะที่เด็กคนนั้นเป็นแก ให้ตายสิ” ผู้นำนิกายถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ข่าวจากเมืองหลวงเป็นเรื่องจริงที่มีคนใช้พลังข่มขู่จักรพรรดิให้ไว้ชีวิตเด็กคนหนึ่ง
“ฮะฮ่า เอาล่ะฟังข้านะอาจารย์ ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดหาเส้นทางเข้าเมืองหลวงให้ข้าง่ายๆหน่อยได้ไหม ขอแบบที่ไปถึงปุ๊บมีคนคุ้มกะลาหัวปั๊บ ขอแบบนี้เลย พอจะมีทางไหม”
“มันก็มีแต่ต้องรออีก 2 ปี แกรอได้หรือเปล่า”
“ยังไงเหรอผู้นำนิกาย”
“เปลี่ยนน้ำเสียงเร็วนักนะ เอาล่ะ ข้าบอกก็ได้ วิธีนั้นก็คือต่อสู้กับสถาบันทั้งหมดในจักรวรรดิเทียนหยวนเพื่อรับสิทธิการเข้าวิหารใดวิหารหนึ่ง ซึ่งการต่อสู้จะจัดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า”
“มีด้วยเหรอ ข้าไม่เคยได้ยิน” ตงฟางเอียงหัวด้วยความสงสัย
“มันมีมานานแล้ว เมืองหลวงจะจัดงานนี้ขึ้นทุกๆ 5 ปีเพื่อหาอัจฉริยะอายุไม่เกิน 25 ปีเข้าไปดูแล สถาบันเราจะต้องส่งศิษย์หลักไป 10 คน”
“งั้นข้าจอง ข้าจอง 1 ที่ เตรียมชื่อและหมายเลขการเข้าแข่งให้ข้าด้วย เมื่อวันแข่งมาถึงข้าจะมาหาท่าน ท่านอาจารย์ข้ารักท่านที่สุดเลย”
ตงฟางกระโดดกอดผู้นำนิกายก่อนจะกระโดดจากไป ทิ้งไว้เพียงแค่ความอึ้งตะลึงงันเพราะผู้นำนิกายกำลังถูกตงฟางหลอกใช้งาน
“ไอ้เด็กเหลือขอ แกกำลังทำให้ชื่อเสียงของข้าเสียหายรู้ตัวไหม!!!”