Age of war

    ตอนที่ 110 ดีอ้อนกับดาบแห่งพระเจ้า

    ***ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน]

    เรื่องราวมันเกิดขึ้นในสามสิบวันก่อนหน้านี้

    ในวันที่ทุกคนทราบข่าวถึงการสร้างเมืองคริสตัลซิตี้ที่จะให้ทุกเผ่ามาอาศัยอยู่ร่วมกัน

    วันนั้นเรารู้สึกราวกับถูกนำตัวออกมาตบที่กลางสี่แยกโดยเหล่าผู้นำของโลก

    พวกท่านลืมเหตุการณ์ที่ศัตรูบุกเผาทำลายบ้านเมืองไปแล้วหรือ?

    พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าเมืองต่าง ๆ รวมทั้งเมืองแห่งเทพของพวกเราได้ถูกทำลายไปเพราะใคร?

    พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าหอคอยบาเบลพังทลายลงเพราะใคร?

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตัวเราคงยินดีเห็นงามกับการอยู่ร่วมกับเผ่าอื่น

    แต่พอหอคอยบาเบลถูกทำลายลง เราก็เริ่มตาสว่าง

    ยิ่งเห็นภาพของสงครามที่ผ่านมาก็ยิ่งตาสว่างมากขึ้นกว่าเดิม

    ว่ามนุษย์นั้นอ่อนแอและเผ่าอื่นนั้นไว้ใจไม่ได้

    มนุษย์หาใช่สิ่งมีชีวิตที่ได้รับพรให้เป็นผู้ปกครองโลกตามความเชื่อเดิม

    ไม่ใช่เผ่าเดียวในจักรวาลที่ได้พรแห่งความฉลาดและรู้จักคิดดั่งตำนานแห่งสวนอีเดน

    มนุษย์ไม่มีพละกำลังแข็งแกร่งเท่ายักษ์

    ไม่มีเขี้ยวเหมือนพวกมนุษย์มด

    ไม่มีปีกใช้โบยบินเหมือนมนุษย์นก

    ไม่มีพลังวิเศษเหมือนภูติ

    และทักษะเดียวที่เป็นจุดเด่นอย่างภูมิปัญญา ก็หาได้เหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นแต่อย่างใด

    เทคโนโลยีสุดล้ำยุคที่จะนำมาใช้เพื่อชนะสงคราม? เผ่าอื่นก็มีมิใช่หรอกหรืออย่างไรกัน

    หากสังเกตุให้ดีก็จะรู้ได้ว่าสงครามครั้งล่าสุดเรารอดเพราะโชคช่วย

    มนุษย์… จะไม่มีวันปลอดภัย ถ้ายังมีเผ่าอื่นที่ทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่ร่วมโลกใบนี้

    ตอนแรกที่วางแผนว่าจะใช้ช่วงเวลาอันสงบสุขสะสมอาวุธ มันก็ฟังดูดีอยู่หรอก

    แต่พอผ่านมาได้แค่สิบห้าวัน ทุกคนก็เริ่มถูกความสุขเหล่านั้นกลืนกินลงไป

    ทั้งที่มีรายงานของหน่วยสืบสวนว่าเผ่าอื่นกำลังเริ่มสะสมอาวุธ แต่กลับไม่มีคำสั่งลอบโจมตีออกมาเลยสักครั้งเดียว

    แถมผู้นำกังที่เป็นผู้นำสูงสุดของเผ่ามนุษย์ยังเริ่มไปสนิทกับประธานาธิบดีของพวกเผ่าภูติที่ชื่อลิลลี่อีก

    สนิทมากจนถึงขั้นไปออกเดทกันในวันที่ 116 ที่ผ่านมา

    สนิทกันจนถึงขั้นร่างมติสร้างหน่วยสืบสวนลับสุดยอดระหว่างเผ่าทั้งสองขึ้นมาได้

    ท่านผู้นำกังเป็นบ้าไปแล้ว

    ไปสร้างหน่วยสืบส่วนลับที่เกิดจากระหว่างเผ่าแบบนี้มันจะเป็นความลับได้ยังไง?

    แถมยังคิดจะปิดเป็นความลับจากผู้นำประเทศทุกคนโดยไม่บอกอีก

    ถ้าหากว่าไม่ใช่เป็นเพราะบังเอิญมีลูกน้องผู้ศรัทธาถูกคัดเลือกติดเข้าไปในหน่วยอยู่คนหนึ่ง เราเองก็คงไม่รู้ถึงตัวตนขององค์กรลับนี้

    แล้วยังไง? สุดท้ายหน่วยสืบลับระหว่างเผ่าก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนกระทั้งถูกพวกศัตรูไม่ทราบฝ่ายระเบิดโรงงานอาวุธทิ้งในวันที่ 123



    พวกต่างเผ่าเชื่อถือไม่ได้หรอก

    ถ้าหากพวกเราไม่สามารถควบคุมพวกมันได้ พวกเราก็ควรจักทำลายทิ้งให้สิ้นเสียเพื่อความอยู่รอดของเผ่ามนุษย์อย่างพวกเรา

    แต่ทว่าไม่มีใครเข้าใจในจุดนี้เลยสักคน นอกจากกลุ่มผู้ศรัทธาจำนวนสองแสนคนของเราเอง

    ดังนั้นเราจึงเริ่มสั่งให้ทุกคนเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ใส่ร้ายป้ายสีเผ่าอื่น โดยเริ่มจากเผ่ามนุษย์มดก่อน

    ถ้าหากว่าพวกต่างเผ่ามันเชื่อใจกันอย่างแท้จริง เรื่องใส่ร้ายมดเท็จของพวกเราก็ไม่น่าจะสามารถสร้างความเกลียดชังได้

    แล้วถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะลองเชื่อใจพวกต่างเผ่าอีกครั้ง

    แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น

    สุดท้ายแค่สร้างกระแสคลื่นใต้น้ำเพียงเล็กน้อย พวกมันก็เริ่มมีความหวาดระแวงกันเองแล้ว

    สิ่งนี้คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่าความเชื่อใจระหว่างเผ่าพันธุ์คือภาพลวงตา เป็นมายาในฝันเท่านั้น

    ดังนั้นพอได้โอกาส เราจึงแอบสั่งให้ลูกน้องคนหนึ่งไปลอบวางระเบิดโดยไม่ให้คนในหน่วยพิเศษหรือคนอื่นรู้อย่างที่เห็น

    “คนผิดคือดีอ้อนหรือ? ”

    แต่กลับกลายเป็นว่ามีกล้องแอบซ่อนติดเอาไว้ที่ระเบิดเสียอย่างงั้น

    ให้ตายสิ เป็นถึงหน่วยพิเศษเสียเปล่า กลับมาตกม้าตายเอาเช่นนี้

    ผู้คนที่อยู่ในศาลยุติธรรมต่างส่งเสียงดังอย่างตื่นตระหนก

    ส่วนใหญ่นั้นดูสับสนและไม่รู้ว่าควรทำอะไรกันต่อ

    "ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบโบว! ท่านดีอ้อนแห่งเผ่ามนุษย์มีอะไรจะพูดหรือไม่โบว? "

    "มีครับ…"

    สถานการณ์นี้คงไม่สามารถเปลี่ยนกระแสกลับมาทางนี้ได้แล้ว

    คงมีแต่จุดจบที่เลวร้ายรอคอยอยู่

    อย่างเช่นการถูกทำลายคริสตัลของเผ่าทิ้งไป

    ดังนั้นอย่างน้อยคงต้องขอลองยอมรับความจริงอย่างลูกผู้ชาย เพื่อหวังว่าบทลงโทษทั้งหมดจะมาลงที่เราแทนการถูกทำลายคริสตัล

    "เราไม่มีข้อแก้ตัว คนที่วางแผนสังหารเผ่ามนุษย์นกด้วยระเบิดนั้น คือฝีมือของเราเอง"

    "สารเลว! "

    "ไอพวกมารร้าย! "

    "บังอาจหลอกพวกเราเรอะไอพวกยักษาน้อย! "

    กระแสแห่งความเกลียดชังได้เปลี่ยนเป้ามาเป็นเผ่ามนุษย์แทนแล้ว

    "แต่นี่เป็นการตัดสินใจส่วนตัวของเราเอง คนอื่นหาได้เกี่ยวข้องใด ๆ ไม่---"

    "ใครมันจะเชื่อ! "

    "ถ้าอยากได้หลักฐาน---”

    "คิดจะยื้อคดีไปอีกหรือ! "

    "ไม่ต้องไปฟังแล้ว! รีบมาโหวตตัดสินกันเลยพวกเรา! "

    บรรดาเผ่ายักษ์ที่มีอารมณ์รุนแรงต่างตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด

    ก็… คิดเอาไว้อยู่แล้วละนะ

    เราหันไปมองใบหน้าของราชินีเผ่ามนุษย์มดที่ชื่อแฟต

    สิ่งมีชีวิตสูงสี่เมตรที่น่ากลัวตัวนั้น กำลังจ้องมาทางเราด้วยแววตาของผู้ชนะ

    พอเลื่อนสายตาไปมองมนุษย์นกที่อยู่ตรงประตูเข้าศาล ก็จะพบกับแววตาที่มืดมิดของเปอร์ไซด์

    ตัวตนที่น่าหวาดกลัวเหนือสามัญสำนึกของพวกเรา

    ดูแววตาก็สามารถทราบได้ทันทีว่ามนุษย์นกตัวนั้นต้องการที่จะล้างแค้น

    ต่อให้โลกสวยแค่ไหน เธอก็ยังมีบ่วงของรักโลภโกรธหลงอยู่

    เราเลื่อนสายตาไปที่สตรีอีกคนซึ่งกำลังยืนอยู่ด้านข้างของมนุษย์นกตัวนั้น

    [เอรีส] สตรีที่ได้รับนามของผู้กล้า

    แต่นั่นมันก็แค่นามเเรียกขานตลกขำขัน หาได้มีความสำคัญอันใดกับเราเลย

    ผู้กล้าที่มีนิสัยสุ่มเสี่ยงไปเข้าข้างพวกศัตรูนั้นหาใช่ผู้กล้าของเผ่ามนุษย์

    มันก็แค่นักรบที่เก่งกาจเอาแต่ใจตัวเองคนหนึ่งเท่านั้น

    สรุปคือไม่อาจคาดหวังกับเธอให้ปกป้องคริสตัลของพวกเราได้

    เราหันไปดูเหล่าพวกผู้นำผู้โง่เขลา

    พวกเขาต่างตื่นตระหนก และหันหน้าถกกันเองอย่างไร้สาระว่าควรทำอะไรต่อไป

    เพราะอยู่อย่างสุขสบายเลยลืมที่จะเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้กัน

    สุขสบายจนลืมกันไปแล้วว่าต้องรับมือกับสงครามยังไง

    ช่างน่าผิดหวังนัก

    สุดท้ายจึงเหลือแต่เราคนเดียวที่ต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า [มนุษย์]

    "ผลโหวต ลงคะแนนให้เผ่าอาร์โธร์โพดาไม่มีความผิด 670 คน ต่อ 330 คน ดังนั้นเผ่าอาร์โธร์โพดาจึงพ้นผิดทุกประการโบว"

    อ๊า… มัวแต่นั่งคิด นี่พวกเขาลงคะแนนเสียงตัดสินกันแล้วหรือ?

    "งานนี้ต้องมีคนโดนลงโทษสินะ? "

    "ตามกฎหมายที่ร่างเอาไว้ เผ่าที่เป็นต้นตอยุยงต้องถูกลงโทษ"

    " จัดการเผ่ามนุษย์! "

    " ทำลายคริสตัลเผ่ามนุษย์! "

    ผู้คนต่างร่ำร้องให้ทำลายคริสตัลของพวกเรากันแล้ว

    จบสิ้นแล้วสินะ

    "ทำลายคริส---"

    "งั้นมากอดคอพ่ายแพ้ไปพร้อมกันเถอะ"

    เราแผดเสียงดังออกไปเช่นนั้นเพื่อเป็นสัญญาณถึงเหล่าผู้ศรัทธาที่กำลังดูรายการนี้

    โดยเฉพาะกับพวกที่กำลังอยู่ในศูนย์ควบคุมดาวเทียม [ดาบแห่งพระเจ้า] ของยะมะโตะ

    ได้เวลาฟาดฟันดาบแห่งพระเจ้าลงสู่พื้นโลกแล้ว

    ฟาดฟันใส่ทุกสิ่งให้พังทลายไปพร้อมกันเสีย



    คลื่นไมโครเวฟ คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงรูปแบบหนึ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าของมนุษย์

    หากร่างกายได้รับคลื่นที่ระดับความเข้มข้นหนึ่งเป็นจำนวนมากกว่า 100 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร โมเลกุลภายในร่าง ไม่ว่าจะโปรตีน ไขมัน หรือเซลล์ร่างกาย สิ่งเหล่านั้นจะเริ่ม [เสียดสี] กันขึ้น

    โมเลกุลจะ [เสียดสี] กันจนเกิดความร้อน และถูกดูดกลืนสะสมเอาไว้ภายในเซลล์หรือโมเลกุลนั้น ๆ

    โดยเฉพาะหากว่าเป้าหมายคือ [น้ำ] มันก็จะยิ่งมีผลกระทบที่มากขึ้น

    หากว่าเอาน้ำไปอยู่ในสนามไฟฟ้าของคลื่นไมโครเวฟ น้ำจะพยายามจัดเรียงตัวให้ไปในทิศทางเดียวกับคลื่นดุจเศษขี้เลื่อยที่พยายามจัดเรียงตัวไปตามสนามแม่เหล็ก

    แต่ทว่าขั่วของสนามไมโครเวฟมันสลับสับเปลี่ยนไปมานับล้านครั้งต่อวินาที โมเลกุลของน้ำจึงวิ่งไปมาอย่างบ้าคลั่งจนทำให้เกิดเป็นพลังงานจลน์จำนวนมาก ก่อนจะกลายเป็นพลังงานความร้อนที่รุนแรง

    แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดย่อมมีน้ำและของเหลวเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

    แล้วถ้าหากว่าเซลล์หรือโมเลกุลเหล่านั้นมิอาจระบายความร้อนสะสมที่ว่าออกมาได้ละ?

    คงจะมีแต่หายนะที่รอคอยอยู่ปลายทางเท่านั้น

    จริงอยู่ว่าคลื่นนี้ไม่ทำให้วัตถุอย่างกระดาษ กระเบื้องเคลือบ หรือแก้วร้อนขึ้น

    แต่ทว่าเป้าหมายของอาวุธนี้คือการทำลายล้างชีวิตของศัตรู

    เพียงแค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว



    ดาวเทียมขนาดใหญ่ที่ลอยเหนือผิวโลกเริ่มขับเร่งพลังงานจำนวนมากเพื่อเตรียมลั่นรังสีสู่พื้นโลก

    และผู้ที่กดปุ่มสั่งยิ่งกระสุนสังหารนั้นก็คือเหล่าคณะผู้ศรัทธาที่แฝงตัวเข้ามานับสิบคนของดีอ้อน

    นักวิจัยที่ดูแลศูนย์ควบคุมแห่งนี้มีด้วยกันอยู่ห้าสิบคน และมีทหารเผ่ามนุษย์ดูแลมากกว่าหนึ่งพันคนโดยรอบ

    อาคารตึกสูงเหยียดฟ้าซึ่งตั้งอยู่บนพื้นดินพร้อมกับบุคลากรจำนวนมากแห่งนี้ คือศูนย์ควบคุมดาบแห่งพระเจ้าที่ว่า

    ภายนอกถูกอ้างว่าเป็นคอนโดพักอาศัย แต่ความจริงคือศูนย์ควบคุมดาวเทียมที่แท้จริง

    ปุ่มควมคุมที่ยะมะโตะเอาไปแสดงในงานเปิดพิธีเมื่อวันก่อนคือตัวหลอกเท่านั้น

    ด้วยความที่เป็นอาคารสูง อีกทั้งน้อยคนที่รู้ความจริงว่ามันถูกใช้ทำอะไร มันเลยเปรียบดั่งเกาะโดดเดี่ยวที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

    ดังนั้นถ้าหากมีคนภายในลงมือทรยศยึดหอควบคุมเสียเอง ทหารที่เฝ้าอยู่ข้างนอกนับพันคนก็จะไร้ค่าไปในทันที

    เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าพวกนักวิจัยข้างในตึกนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่

    และกว่าจะรู้ตัว ทุกอย่างมันก็สายไปเสียแล้ว

    "เพื่อท่านดีอ้อนของพวกเรา”

    “เพื่อเทพทั้งสามของพวกเรา"

    กลุ่มผู้ศรัทธากล่าวเช่นนั้นต่อหน้าเพื่อนร่วมงานที่สิ้นชีวิตลงภายในห้องควบคุม ก่อนจะกดปุ่มสีแดงที่อยู่ตรงหน้าลงอย่างไม่มีความลังเล

    และแล้ว รังสีจากดาบแห่งพระเจ้าก็ได้ถูกฟาดฟันลงมาสู่พื้นโลก

    แน่นอนว่าเป้าหมายคือ [เมืองแห่งการเริ่มต้น คริสตัลซิตี้] ของพวกเขาเอง