ตอนที่ 105
หาซื้อสิ่งของ
หลังทั้งสามกลับมาถึงบ้านของโจวอู่เว่ย โจวอู่เว่ยผู้เป็นอาจารย์ก็เริ่มต้นซักถามเสวี่ยหมิงถึงเรื่องราวภายในด่านกักมังกรทันที และเพียงแค่เสวี่ยหมิงเอ่ยคำแรกออกมาโจวอู่เว่ยและจื่อฮุยก้ถึงกับอ้าปากค้าง
"ข้าเป็นผู้สังหารก้านลู่เอง"
แต่หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเสวี่ยหมิง คนทั้งสองก็ล้วนเห็นสมควรว่าสิ่งที่เสวี่ยหมิงทำนั้นสมเหตุผลแล้ว แม้เรื่องราวของก้านลู่จะจบแล้วแต่ความกังวลของโจวอู่เว่ยกลับขยายใหญ่ขึ้น เพราะโจวอู่เว่ยนั้นรู้จักผู้คนสกุลจูเป็นอย่างดีว่าทรงอำนาจเพียงไหน แม้ว่าตอนนี้ตัวมันเองนั้นใกล้จะทะลวงผ่านเข้าสู่ลมปราณแรกธรรมชาติขั้นปลาย แต่หากต้องช่วยเหลือเสวี่ยหมิงในการต่อกรกับผู้คนสกุลจูแม้แต่จะหลบหนีหากไร้ซึ่งสิ่งของวิเศษช่วยชีวิตก็ยังคงทำได้ยากยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้โจวอู่เว่ยจึงแนะนำเสวี่ยหมิงให้หาซื้อของวิเศษเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน และแน่นอนว่าหากจะซื้อหาสิ่งของชั้นดีในเมืองหยกม่วง ก็ย่อมต้องไปติดต่อกับสมาคมพ่อค้า
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้นเสวี่ยหมิงจึงได้เดินทางไปยังสมาคมพ่อค้าตามคำแนะนำของโจวอู่เว่ย แต่เมื่อต้องติดต่อกับสมาคมพ่อค้าเสวี่ยหมิงก็ไม่ลืมที่จะเปลี่ยนไปใช้รูปลักษณ์ของเซียนโอสถอี้เฟย
"อาท่านเซียนโอสถ" เจ้าหน้าที่รับรองรีบออกมาต้อนรับเสวี่ยหมิงในทันที พร้อมเอ่ยทักทายพอเป็นพิธีก่อนจะเชิญให้เสวี่ยหมิงไปนั่งคอยอยู่ในห้องรับรองแขกพิเศษของสมาคมพ่อค้าที่ชั้นสี่
ไม่นานนักเฟยอี้หยินก็เดินนำหน้าเฟยเซียงมาพบกับเสวี่ยหมิง
แต่ครานี้จุดประสงค์หลักของเสวี่ยหมิงมิได้มาเพื่อส่งมอบโอสถที่เขากลั่นขึ้น แม้เฟยอี้หยินจะแจ้งว่าโอสถกระตุ้นปราณสมบูรณ์แบบครั้งก่อนจำนวนสามพันเม็ดนั้นหมดลงไปได้หลายวันแล้ว เสวี่ยหมิงก็เพียงแค่พยักหน้ารับและตอบไปเพียงว่าตอนนี้ตัวเขาจะหยุดปรุงโอสถชั่วคราว จนปรากฏแววผิดหวังบนใบหน้าของเฟยอี้หยินแวบหนึ่งก่อนที่ผู้นำสมาคมพ่อค้าจะกลับคืนสู่ใบหน้ายิ้มแย้มอีกครั้งในเสี้ยววินาทีถัดมา
"แล้วการมาของท่านอาจารย์อี้ ไม่ทราบว่าต้องการให้ข้าช่วยเหลืออันใด" เมื่อเสวี่ยหมิงไม่ได้มาเพราะเรื่องของโอสถ เฟยอี้หยินก็มิเสียเวลาคาดเดาถามออกไปตรง ๆ ในทันที
"อืม...ข้ามาเพราะมีเรื่องให้ท่านช่วยจริง ๆ นั่นละ"
"เชิญท่านอาจารย์อี้กล่าวได้ตามสบาย ข้ารับรองว่าหากไม่เกินกำลังสมาคมพ่อค้าย่อมต้องช่วยเหลือท่านอาจารย์อี้อย่างเต็มกำลัง"
"ดี งั้นข้าก็ไม่เกรงใจละนะ ที่ข้ามาเพราะต้องการหาซื้อของวิเศษคุณภาพสูงตั้งแต่ระดับมนุษย์ขั้นสูงขึ้นไป ทั้งศาสตราและของวิเศษช่วยชีวิต"
(ตามคำแนะนำของโจวอู่เว่ยของวิเศษที่ผู้ฝึกตนลมปราณแรกธรรมชาติใช้จะเป็นระดับของมนุษย์ขั้นกลางถึงขั้นสูง และอาจจะมีบ้างที่มีสิ่งของในระดับปฐพีขั้นต้นแต่ก็จำกัดเฉพาะผู้สืบทอดสำนักเท่านั้น ทำให้เมื่อศัตรูในครานี้อาจเป็นตระกูลจูเสวี่ยหมิงจึงจำต้องใช้ของวิเศษในระดับที่ทัดเทียมกัน)
"ระดับมนุษย์ขั้นสูง" เฟยอี้หยินขมวดคิ้วแน่น ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเสวี่ยหมิงจะไม่มีเงินจ่ายหรือไม่คู่ควร แต่เป็นเพราะว่าสินค้าในระดับมนุษย์ขั้นสูงนั้นสำหรับสมาคมพ่อค้า ถือเป็นสินค้าในระดับสูงที่สุดแล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่มีราคาในการซื้อหาสูงลิบ แต่ประเด็นคือการเก็บรักษาและขนย้ายให้ปลอดภัย ทำให้สมาคมพ่อค้าไม่มีสินค้าระดับสูงเช่นนี้ไว้ในครอบครอง แต่จะจัดซื้อตามคำสั่งพิเศษของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการเสาะหาและรอคอย "แล้วท่านอาจารย์อี้ต้องการสินค้าเมื่อใดกัน"
"ถ้าได้ตอนนี้เลยก็จะดีมาก"
เฟยอี้หยินส่ายศีรษะไปมาก่อนจะอธิบายเรื่องราวให้เสวี่ยหมิงเข้าใจ
"งั้นท่านผู้นำเฟยพอจะมีหนทางให้ขื้อหาของวิเศษขั้นสูงเช่นนี้บ้างไหม"
เมื่อรับรู้ความต้องการของเสวี่ยหมิงเฟยอี้หยินก็ขบคิดอยู่นาน จึงได้เสนอทางแก้ของปัญหาว่าจะให้เสวี่ยหมิงใช้งานพาหนะวิเศษส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นพาหนะโดยสารลมปราณชั้นสูงที่มีความเร็วเป็นอย่างมาก เมื่ออธิบายสรรพคุณจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงคราวของการขูดรีด เพราะหลังจากเอ่ยข้อดีจบเฟยอี้หยินก็เอ่ยถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายซึ่งสูงลิบ แต่เพราะเป็นเซียนโอสถมันจึงลดราคาให้เหลือเพียงแค่วันละ 10000 เหรียญทอง
เสวี่ยหมิงอมยิ้มไม่ตอบคำ เพราะตอนนี้เขามีเงินทองล้นเหลือจึงไม่อยากคิดต่อรองให้มากความ ตอบรับข้อตกลงของเฟยอี้หยินในทันที โดยนัดหมายออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เสวี่ยหมิงจำต้องนำจื่อฮุยไปด้วยเพื่อให้หาซื้อสิ่งของแทนเสวี่ยหมิง ส่วนตัวเสวี่ยหมิงที่ปลอมตัวเป็นเซียนโอสถอี้เฟยก็ทำทีเป็นหาซื้อสมุนไพร บวกกับนำโอสถและสมุนไพรรวมถึงวัตถุดิบทั่วไปที่พบเจอในด่านกักมังกรออกมาซื้อขายแลกเปลี่ยน
ทำให้การเดินทางครั้งนี้จบลงด้วยการที่เสวี่ยหมิงนั้นซื้อหาโอสถหยินหยางเทียนฟงที่ไม่สมบูรณ์ได้อีกหลายสิบเม็ด แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือสนับมือเปลวเพลิง ที่เสวี่ยหมิงหมายมั่นใช้เพื่อปกปิดความลับเรื่องพลังเพลงิร้อนของตัวเอง จะได้สามารถใช้ท่าจู่โจมในการประลองที่จะมาถึงได้อย่างเต็มที่
โดยการเดินทางไปซื้อหาสิ่งของที่เมืองแรดดำ ซึ่งเป็นเมืองท่าปากแม่น้ำนั้นกินเวลาทั้งสิ้น 5 วันด้วยกัน ทำให้หลังจากที่กลับมาถึงเมืองหยกม่วงเสวี่ยหมิงก็เร่งฝึกฝนใช้งานสนับมือเปลวเพลิงที่เพิ่งได้มาใหม่จนคุ้นชิน รวมถึงพยายามหลอมรวมความคิดที่ได้จากการปะทะกับคู่ต่อสู้ภายในด่านกักมังกร และเกล็ดความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาตำราวิชาท่าร่างมายาไร้ลักษณ์ จนเสวี่ยหมิงสามารถปรับปรุงท่าร่างบันไดเมฆาที่ผสานรวมกับเคล็ดเลียนเยี่ยงวารีของตัวเองให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น และสามารถทำให้เกิดภาพลวงยามเข้าจู่โจมเพิ่มเติมขึ้นมาและตั้งชื่อท่าร่างที่คิดค้นได้ว่า...ท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์
ซึ่งผลจากการคิดค้นท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์ยังทำให้ท่าหมัดวารีทำลายล้างเพิ่มความแยบยลขึ้นไปอีกขั้น จากที่เป็นการอาศัยการปล่อยหมัดส่งแรงทำลายออกไปด้วยความรุนแรงตรงไปตรงมา กลายเป็นกระบวนท่าที่สามารถใช้เงาร่างหลอกล่อทำให้เกิดท่าหมัดวารีทำลายล้างเข้าสู่ขอบขั้น...หมัดจริงคือลวง...ลวงคือจริง ยากที่จะปัดป้องหลบเลี่ยงเช่นแต่ก่อน
การฝึกฝนกระบวนท่าใหม่ของเสวี่ยหมิงยังไม่ทันจะช่ำชอง เวลาก็ผ่านไปจนครบกำหนดสิบห้าวันพอดี ทำให้ตัวแทนทั้งสี่ของสำนักมังกรฟ้าซึ่งได้แก่ จงเหลียง จิวซิน จื่อเจียง และเสวี่ยหมิงมาพร้อมกันที่สำนักมังกรฟ้า แต่เพราะตัวแทนของสำนักมังกรฟ้านั้นสามารถส่งได้จำนวน 5 คน ประมุขซือไฉจึงได้ตามตัวอันดับหกของสำนักมาเพื่อเข้าร่วมประลองเก้ามังกรแทนที่ตำแหน่งของก้านลู่ที่เสียชีวิตในด่านกักมังกร ทำให้ฮั่นเป่าเป็นคนสุดท้ายที่เป็นตัวแทนของสำนักมังกรฟ้าคนที่ห้า
การเดินทางไปยังสำนักมังกรเทวะในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะผู้ที่เป็นตัวแทนสำนักมังกรฟ้าเท่านั้น เพราะประมุขซือไฉยังถือโอกาสให้ศิษย์ที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมสามารถคัดเลือกศิษย์ผู้ติดตามไปได้อีกสามคน ซึ่งตัวแทนแต่ละคนก็ชักชวนสหายสนิทของตัวเองไปได้ครบ 3 คนอย่างไม่ยากเย็นนัก มีเพียงเสวี่ยหมิงที่นึกถึงสหายออกเพียงแค่จื่อฮุย ซึ่งจื่อฮุยเองก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยพาหนะของสำนักมังกรฟ้าในการเดินทางไปชมการประลองก็ได้ แต่เมื่อเสวี่ยหมิงไม่รู้จะเชิญใครไปด้วยจึงได้เลือกจื่อฮุย ส่วนอีกสองตำแหน่งที่ว่างนั้น เสวี่ยหมิงก็ยังคงขบคิดไม่ออก แต่แล้วมู่จินหลันก็เดินแหวกเหล่าศิษย์ของสำนักที่ออกันอยู่ด้านหน้า ตรงเข้าไปหาเสวี่ยหมิงก่อนจะเอ่ยขอติดตามไปด้วย แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาที่ด้านหลังของเสวี่ยหมิงอย่างฉับพลัน แต่ทันทีที่เสวี่ยหมิงตอบปฏิเสธคำขอร้องของมู่จินหลัน รังสีอำมหิตนั้นก็หายวับไปในทันที ทำให้สุดท้ายเสวี่ยหมิงที่คิดไม่ออกจึงลงรายชื่อให้ประมุขซือไฉเพียงแค่จื่อฮุยคนเดียวเท่านั้น
.
.
ที่มุมมืดหนึ่งของสำนักมังกรฟ้า สายตาอาฆาตแค้นของหลี่เปียวจับจ้องไปยังเสวี่ยหมิงและมู่จินหลันด้วยความเคียดแค้น แม้ว่าพลังฝีมือของมันจะตกต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ก็ยังเพียงพอจะให้หลี่เปียวคงสถานะศิษย์นอกของสำนักมังกรฟ้าได้อยู่ แต่เพราะพลัง อำนาจ และเงินทองที่เคยมีล้วนมลายหายไปเพราะเสวี่ยหมิง มันจึงคิดแค้นไม่เลิกราติดเพียงปัญหาที่ว่าตอนนี้เสวี่ยหมิงนั้นแข็งแกร่งจนเกินไปเท่านั้น แต่หากยามใดที่เสวี่ยหมิงผิดพลาดขึ้นมามันก็พร้อมจะเป็นดาบหอกที่ทิ่มแทงซ้ำเติมอย่างไม่ลังเล