เมิ่งหลานใช้เวลาพูดคุยและปรับความเข้าใจกับผู้สูงอายุทั้งสองอยู่พักใหญ่ก็รู้ถึงสาเหตุที่เขากลายไปเป็เด็กกำพร้าได้อย่างไร
แม่ของแม่ หรือก็คือยายของเขามีอาการป่วยทางจิต มักจะหาทางหนีออกจากบ้านบ่อย ๆ หลายครั้งที่ยายพยายามจะพาเขาออกไปด้วย ทำให้พ่อแม่ของเขาทนไม่ไหวจึงจับยายขังเอาไว้ในห้อง จะให้ออกมาเป็บาง่เวลาเท่านั้น
ถึงคนในบ้านจะคอยสอดส่องอยู่ตลอดก็มีวันที่พลาดพลั้ง อยู่มาวันหนึ่งยายสามารถพาเขาหนีออกไปได้สำเร็จ ผ่านไปวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่าที่พวกเขาตามหาทั้งคู่แต่ก็ไม่พบ
เดิมทีสองสามีภรรยาสิ้นหวังกับการตามหาทั้งคู่ไปหลายปีแล้ว แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะมีโอกาสได้พบกับลูกชายอีก!
แหวนวงนั้นที่เมิ่งหลานมีก็คือแหวนแต่งงานของคุณยาย แม้จะไม่มีราคาค่างวดอะไรแต่กลับมีรอยตำหนิที่เป็เอกลักษณ์มาก แม่ของเขาจึงจำได้เมื่อเห็นมัน แต่ถึงเมิ่งหลานจะมีแหวนและใบหน้าที่คล้ายคลึงกับผู้าุโทั้งสอง พวกเขาก็ตกลงกันว่าจะไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อความสบายใจ
ความจริงเมิ่งหลานมองผู้าุโทั้งสองเป็พ่อแม่มาตั้งนานแล้วเพราะได้อาจารย์เฉินแนะนำให้สวมแหวนไปที่สวนสาธารณะแห่งนั้น
หลังจากพูดขอบคุณอาจารย์เฉินเป็รอบสุดท้ายก็วางสาย เฉินม่อไป๋มองสายโทรศัพท์ที่ตัดสัญญาณไปแล้วก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย
โชคชะตาชีวิตของคนเราช่างน่าตลกเสียจริง จากเด็กที่เคยมีพร้อมทุกอย่างกลับต้องมาพลัดพรากจากครอบครัว
เฉินม่อไป๋ทำการบ้านทบทวนบทเรียนต่ออีกครู่หนึ่ง เธอก็หยิบอุปกรณ์วาดยันต์ออกมาเพื่อวาดยันต์ลบตัวตน
"เฮ้อ แค่วาดยันต์ไม่กี่แผ่นก็เหนื่อยขนาดนี้ ่ปิดเทอมคงต้องหาสถานที่เหมาะ ๆ กักตนบำเพ็ญเพียรแล้วมั้งเนี่ย" เฉินม่อไป๋บ่นอุบ เธอวางพู่กันลงบนโต๊ะเมื่อวาดยันต์จนพอใจแล้ว
"นี่คืออะไรเหรอครับ" อู๋หลิ่วถงลอยมาเกาะไหล่ของเธอแล้วมองแผ่นยันต์สีเหลืองอย่างฉงน
"มันคือยันต์ลบตัวตนน่ะ ยันต์นี้จะมีผลบังคับให้ตัวตนของฉันค่อย ๆ จืดจางลงไป แต่คนรอบด้านก็ยังสามารถมองเห็นตัวคนได้ปกตินะ ซึ่งมันจะเสื่อมสภาพลงถ้าพบเจอผู้คนมากขึ้น แผ่นหนึ่งจะใช้งานได้ราวหนึ่งอาทิตย์...ถ้าไม่ผิดพลาดน่ะนะ ฉันเลยวาดเผื่อเอาไว้หลายแผ่น"
"แบบนี้เอง" อู๋หลิ่วถงผงกศีรษะเข้าใจ พี่สาวคงไม่อยากเป็จุดเด่นเลยวาดยันต์พวกนี้ออกมาสินะ!
เฉินม่อไป๋ยิ้มอ่อนโยน จากนั้นก็หันไปหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาใส่ในกระเป๋าชุดนักเรียนที่แขวนเอาไว้ใส่ไปพรุ่งนี้ ส่วนยันต์แผ่นที่เหลือก็เก็บเอาไว้ในกล่อง เธอได้ลงอาคมกักเก็บพลังเอาไว้บนกล่อง ทำให้กล่องใบนี้สามารถกักเก็บพลังของยันต์ไม่ให้รั่วไหลถ้าไม่นำออกมาใช้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินม่อไป๋ก็ได้ไปโรงเรียนตามปกติ คราวนี้ไม่มีใครจ้องมองเธอเหมือนเมื่อวานอีกจึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดใจนัก
เมื่อมาถึงห้องเรียนก็พบว่ามีนักเรียนหญิงแปลกหน้าหลายคนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว เธอไม่รีบเผ่นหนีเหมือนเมื่อว่าอีก แต่เดินเข้าไปในห้องอย่างสง่าผ่าเผย
"นั่นใช่เทพบุตรเฉินหรือเปล่า"
"หน้าตาก็หล่อแหละ แต่จะพูดยังไงดีอะ...อ๊ะ รู้แล้ว เขาดูไม่มีเสน่ห์เลยสักนิด ดูธรรมดามาก!"
"พอมาเจอตัวจริงก็ไม่เท่าไหร่นะ รูปถ่ายพวกนั้นคงแต่งรูปโอเวอร์เกินไป"
เด็กสาวเ่าั้พยักหน้าอย่างเห็นพ้องต้องกัน แม้เฉินม่อไป๋จะหล่อแต่บรรยากาศรอบตัวกลับดูธรรมดามาก ทำให้ค่าความสนใจลดลงไปไม่น้อย
"ผิดหวังชะมัด อุตส่าห์มาโรงเรียนั้แ่เช้าเพื่อมาดักรอเพราะอยากรู้ว่าเขาจะหน้าตาดีจริงไหม"
"งั้นเรากลับห้องเรียนกันเถอะ"
"นั่นสิ กลับกันดีกว่า"
คล้อยหลังกองทัพเด็กสาวพากันเดินจากไป เฉินม่อไป๋ก็ถอนหายใจโล่งอก
ส่วนคนในห้องเรียนของเฉินม่อไป๋ก็ได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงงรู้ สึกเหมือนชายหนุ่มดูแตกต่างจากเมื่อวานแต่ไม่รู้ว่าแตกต่างอย่างไร
พวกเขาขบคิดเื่นี้ไม่นานก็สลัดมันทิ้งไปเพราะถึงเวลาเริ่มชั้นเรียนแล้ว
วันนี้เถาเป่ยถงไม่ได้มาเรียนตามที่เธอคาดการณ์เอาไว้ หญิงสาวยกยิ้มอย่างสบายใจจากนั้นก็จมเข้าสู่บทเรียนต่อ
ในที่สุดอาทิตย์ต่อมา เถาเป่ยถงก็กลับมาเรียน เขาถูกเฉินม่อไป๋ร่ายอาคมฝันร้ายทำให้นอนหลับไม่เต็มอิ่มมาหนึ่งอาทิตย์ ใบหน้าจึงอ่อนล้า พร้อมกับขอบตาที่ปรากฏรอยคล้ำ
เถาเป่ยถงไม่แน่ใจว่าที่เขาฝันร้ายเป็เพราะเฉินม่อไป๋หรือไม่ แต่ขณะที่เขาเดินผ่านโต๊ะของเธอไปก็ได้ยินเสียงพูดขึ้น
"่นี้นอนหลับฝันดีหรือเปล่า"
เฉินม่อไป๋เท้าคางลงกับโต๊ะ ท่าทางดูเกียจคร้าน มุมปากกดลึกยกขึ้นเป็เส้นโค้ง
เถาเป่ยถงเห็นแบบนั้นก็ถึงกับหน้าถอดสี เขาเป็ลมหมดสติทันที ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็ไปโวยวายกับพ่อของตัวเองว่า้าย้ายห้องเรียน
รองผู้อำนวยการรักลูกชายมากก็จริง แต่เื่นี้เขาไม่อนุญาตอย่างเด็ดขาดเนื่องจากห้องเรียนของเถาเป่ยถงคืออันดับหนึ่งของชั้น ถ้าย้ายก็มีแต่ทางเดียวคืออันดับห้องที่ต่ำลงมา ทั้งการย้ายห้องใน่ใกล้จะจบมัธยมปลายปีสามอาจจะทำให้เกิดปัญหาตอนเข้ามหาลัยได้
สองพ่อลูกถกเถียงกันอยู่ครู่ใหญ่ ผู้เป็พ่อเห็นลูกชายร้องไห้ฟูมฟายก็ใจเสีย เขาคิดว่าน่าจะมีคนรังแกลูกชายจึงคาดคั้นถาม แต่มีหรือที่เถาเป่ยถงจะกล้าพูด
เด็กหนุ่มเอาแต่ร้องไห้ส่ายศีรษะ ทำเอาผู้อำนวยการจนปัญญาจึงยอมตกลงแต่โดยดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังแอบตามสืบว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้นกับลูกชายกันแน่
แต่เมื่อรู้ว่าเถาเป่ยถงน่าจะมีปัญหากับเด็กหนุ่มที่ชื่อเฉินม่อไป๋ เขาก็รู้สึกลังเลที่จะจัดการ
เฉินม่อไป๋คือเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เขามักได้ยินว่าลูกชายมักไปแกล้งเด็กคนนี้บ่อย ๆ ล่าสุดก็คือเื่ผลักลงจากรถจนถึงกับต้องนำส่งโรงพยาบาล แม้จะทำเป็ปิดตาข้างเดียวมาตลอด แต่ครั้งนี้กลับเริ่มมีความรู้สึกละอายใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาคิดว่าที่เถาเป่ยถงร้องไห้งอแงอยากย้ายห้องอาจจะเป็เพราะกลัวว่าเฉินม่อไป๋จะเอาผิดก็ได้ ยิ่งเฉินม่อไป๋หายป่วยแล้วก็ยิ่งเป็ไปได้สูงที่จะแจ้งตำรวจ
ระหว่างลูกชายถูกตำรวจจับกับย้ายเขาไปห้องอื่น แน่นอนว่าผู้อำนวยการย่อมเลือกทางที่สอง
วันต่อมาเถาเป่ยถงก็ได้ย้ายห้องสมใจ ซึ่งคราวนี้เขาเริ่มปฏิบัติตัวดีขึ้นมาบ้างแล้วเพราะหวาดกลัวคำขู่ของเฉินม่อไป๋ในตอนนั้น
เื่นี้เป็ที่ฮือฮาของคนในชั้นเรียนอยู่่หนึ่ง แต่ไม่นานก็หมดความสนใจไป
เฉินม่อไป๋ใช้ชีวิตในโรงเรียนไม่สุงสิงกับใครกระทั่งในที่สุดก็ถึงโค้งสุดท้ายของมัธยมศึกษาปีที่สาม บรรยากาศการเรียนจึงเคร่งเครียดจนััได้
ในคาบวิชาคอมพิวเตอร์ของวันนี้ คุณครูได้ให้นักเรียนทุกคนลงทะเบียนสมัครสอบและเลือกมหาวิทยาลัยสามอันดับแรกตามที่กระทรวงการศึกษาได้ตั้งกฎเอาไว้
เดิมทีเฉินม่อไป๋ไม่ได้มีความสนใจในการเรียนมหาวิทยาลัยมากนัก แต่เมื่อได้ศึกษาดูจริง ๆ แล้วก็รู้สึกว่ามีคณะที่น่าสนใจอยู่บ้าง
การแพทย์แผนโบราณของสมัยนี้มีความคล้ายคลึงกับยุคของเธอมาก แต่มีการพัฒนาในทางที่ดีกว่าเนื่องจากใช้ความรู้รวมกับการแพทย์สมัยใหม่
ในสมัยก่อนไม่ง่ายเลยที่จะมีโอกาสเรียนหมอ เพราะหมอส่วนใหญ่จะหวงวิชามาก พวกเขามักส่งต่อความรู้ให้แก่คนในครอบครัวหรือลูกศิษย์เท่านั้น หมอในยุคนั้นจึงเป็ที่้าไม่น้อย
แม้แต่ในสำนักของเธอก็ยังมีหมอหญิงแค่สองคน ทั้งคู่เป็คนหัวแข็งและเข้มงวดมาก พวกเธอประกาศว่า่ชีวิตนี้จะรับศิษย์แค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งเฉินม่อไป๋เองก็รู้สึกเสียดายเพราะลึก ๆ แล้ว เธอมีความสนใจการรักษาผู้คนอยู่เช่นกัน
ซึ่งคราวนี้มีโอกาสได้เรียนแล้วก็ควรคว้าเอาไว้!
หญิงสาวตัดสินใจเลือกเรียนคณะแพทย์แผนโบราณของมหาวิทยาลัยจิ้งหยวนในเมืองหลวงโดยไม่ลังเล เนื่องจากคณะแพทย์แผนโบราณของที่นี่เป็อันดับหนึ่งในประเทศนั่นเอง
หลังจากเลือกมหาวิทยาลัยแห่งแรกเสร็จ เฉินม่อไป๋ก็สุ่มเลือกมหาวิทยาลัยอีกสองแห่งมาก่อนจะกดยืนยัน