ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วของแดนมนุษย์
ผลึกแก้วควบคุมสามพิภพแตกออกจากกันเป็สามส่วน มิติสามพิภพเปิดออก แดนมนุษย์เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ไปทั่วหย่อมหญ้า จนมีผู้คนล้มตายเป็จำนวนมาก เผ่ามารฉวยโอกาสยกทัพบุกแดน์เพื่อแย่งชิงความเป็ใหญ่ เนื่องจากปรารถนาควบคุมทั้งสามพิภพให้ยอมสยบแก่พวกตน
เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความปั่นป่วนไปทั่วแดน์ เพื่อป้องกันมิให้เหล่ามารควบคุมแดน์ได้สำเร็จตามปรารถนา เหล่าทวยเทพต้องสังเวยชีวิตกับศึกาที่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน
เผ่ามารกับเผ่าเทพทำากันยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ในที่สุดาก็สงบลง แน่นอนว่าเผ่าเทพเป็ฝ่ายเหนือกว่า สามารถปราบเผ่ามารให้สงบลงได้ ประมุขแห่งเผ่ามารถูกลงโทษด้วยการจองจำอยู่ใต้ธารน้ำแข็งของแดนเทพชั่วกัปชั่วกัลป์
หลังจัดการกับเผ่ามารเสร็จสิ้น บรรดาทวยเทพที่รอดชีวิตช่วยกันนำเกล็ดชีวิตของเทพที่เสียชีวิตในามายังถ้ำน้ำแข็งา
เกล็ดชีวิตเหล่านี้จะต้องบำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำน้ำแข็งานับพันปีของแดน์ ถึงจะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาเป็เทพได้ดังเดิม
ครั้นทุกอย่างกลับสู่ความสงบ เทพบนพิภพ์รวมตัวกันขอคำชี้แจงจากผู้เป็ประมุข เนื่องจากสงสัยว่า ผลึกแก้วควบคุมสามพิภพถูกปกป้องคุ้มครองโดยสัตว์เทพา เหตุใดถึงได้แตกออกจากกันจนสร้างความปั่นป่วนไปทั่วสามพิภพ
ถามหาสาเหตุและถกเถียงกันอยู่สักพัก จึงพบว่าที่ผลึกแก้วควบคุมสามพิภพแตกออกจากกัน เพราะความซุกซนของธิดาเพียงคนเดียวของประมุขแห่ง์
ความซุกซนและเอาแต่ใจขององค์หญิงแห่งเผ่า์เป็ที่เลื่องลือกันมาหลายพันปี หนนี้ประมุขแห่ง์มิอาจลำเอียงมองข้ามการกระทำของธิดาได้อีกต่อไป
เทพารับหน้าที่เป็ผู้ชี้ชะตา สั่งลงโทษองค์หญิงแห่งเผ่า์ที่ซุกซนจนทำให้สามพิภพปั่นป่วน
กลางแท่นลงทัณฑ์มีร่างขององค์หญิงแห่งเผ่า์ ถูกอสนีบาตฟาดลงมาบนร่างถึงเจ็ดครั้ง จนร่างที่ย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉานสิ้นสติ หลังจากนั้นองค์หญิงแห่งเผ่า์ถูกส่งลงไปจุติบนโลกมนุษย์ เพื่อผ่านด่านเคราะห์นับหมื่นด่าน เป็เวลายาวนานถึงยี่สิบชาติภพ
.........
ณ หมู่บ้านซานไห่
บนเตียงเตามีร่างของเด็กหญิงตัวน้อยอายุเจ็ดขวบนอนแน่นิ่ง รอบ ๆ เตียงมีสตรีสามคนคอยเฝ้าไม่ห่าง เสียงสะอื้นปานจะขาดใจปลุกให้คนที่หลับใหลรู้สึกตัว
“คุณหนูขยับเปลือกตาแล้วเ้าค่ะ” แม่นมเจียงกล่าวขึ้นด้วยอาการดีใจจนหาสิ่งใดมาเปรียบมิได้
“ิเอ๋อร์ เ้ารู้สึกตัวแล้ว”
เด็กหญิงตัวน้อยลืมตาขึ้นมาก็เห็นภาพโฉมงามที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตารางๆ นางกะพริบตาอยู่หลายครั้งเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสง
นี่คือมารดาคนงามของนางไม่ใช่หรือ!
สายตามองขึ้นไป้าขื่อ จึงพบกับหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแห้ง เด็กน้อยละสายตาจากหลังคาบ้านมากวาดมองภายในห้อง จึงเห็นภาพพี่สาวในวัยเยาว์ นั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ นอกจากพี่สาวยังมีแม่นมเจียงคอยจ้องมองด้วยความดีใจ
นี่มันอะไรกัน! นางกำลังฝันถึงคนในครอบครัวหรือ
แต่ก่อนที่เด็กหญิงตัวน้อยจะคิดอะไรให้มากไปกว่านี้ หัวสมองที่ว่างเปล่าพลันรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับทั้งสองข้าง
“ิเอ๋อร์ เ้าเป็อันใดไป! แม่นมเจียงไปตามหมอมาเร็วเข้า”
หวังซื่อรีบออกคำสั่งให้แม่นมเจียงไปตามท่านหมอที่ถูกเชิญมาพักอยู่ที่บ้าน เพื่อรักษาอาการของบุตรสาวคนเล็ก
“ข้าปวดหัวเหลือเกิน!”
ภาพต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวของฮั่วิจูจนหัวนางแทบะเิออกเป็เสี่ยง ๆ ภาพพวกนี้มันคืออันใดกัน เหตุใดถึงได้น่าเวทนามากขนาดนี้
“น้องสาว จับมือข้าเอาไว้”
ฮั่วเจินจูยื่นมือเล็ก ๆ ของตัวเองออกไปให้น้องสาวจับมันเอาไว้ เผื่อมันจะช่วยทำให้น้องสาวหายจากอาการเ็ปได้บ้าง
“ไม่ไหวแล้ว! ข้าทนความเ็ปนี้ไม่ไหว!”
ฮั่วิจู่สลบไปอีกรอบ สร้างความตื่นใให้กับผู้เป็มารดาและพี่สาวจนทั้งสองร้องไห้ออกมา
ท่านหมอที่แม่นมเจียงไปตาม รีบเข้ามาตรวจอาการของคนป่วย คิ้วสีขาวขมวดเข้าหากันอยู่สักพัก
“บุตรสาวข้าเป็อย่างไรบ้าง” น้ำเสียงของหวังซื่อเต็มไปด้วยความร้อนรน โศกเศร้าปนเจ็บแค้น
“การเต้นของชีพจรล้วนปกติดีทุกอย่าง ให้นางพักผ่อนอีกสักหน่อย พอตื่นขึ้นมาแล้วรีบนำน้ำแกงสงบจิตให้นางดื่ม”
หมอชราชี้แจงตามอาการที่ตรวจพบ แท้จริงแล้วแม่นางน้อยผู้นี้เพียงใจนสลบไปเท่านั้น แต่ครอบครัวของนางกังวลจนเกินเหตุ คนที่น่าห่วงกว่าคือคนที่นอนอยู่อีกห้องต่างหาก
“ข้าขอตัวไปตรวจอาการสามีของเ้าก่อน”
“เชิญเ้าค่ะท่านหมอ” แม่นมเจียงเป็ฝ่ายนำทางหมอวัยชราไปตรวจนายท่านที่นอนาเ็อยู่บนเตียงในอีกห้อง
......
ราตรีนี้ จันทราสุกสกาวอยู่บนท้องนภา มีดวงดาราคอยเป็บริวารดาษดื่นอยู่เคียงข้าง
ภายในห้องนอนของบ้านดินหลังหนึ่งในหมู่บ้านชาวประมง มีร่างของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบอย่างฮั่วิจู กำลังนอนฝันถึงเื่ในอดีตชาติที่ต้องพานพบ ก่อนจะได้รับโอกาสจาก์ให้กลับมาแก้ไขเื่ราวในชาตินี้
ภาพกองทัพทหารเรือนแสนบุกเข้ายึดวังหลวง สู้รบกับทหารฝ่ายตรงข้ามจนเืแดงฉานเจิ่งนองบนพื้น ผุดขึ้นมาในห้วงความฝันของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ
ฮั่วิจูในวัยสิบเจ็ดที่บ่มเพาะความสามารถทั้งด้านบู๊และบุ๋นอย่างหนักหน่วงถึงสี่ปีเต็ม ไม่หวาดหวั่นต่อความตาย ข้างกายของนางมีผู้เป็บิดาคอยเคียงข้างสู้รบเพื่อล้างแค้นให้กับคนของสกุลฮั่ว
สองพ่อลูกผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่บริเวณหุบเขาเทียนจื่อ บุกเข้าไปในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางระดับสูง ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในตอนนี้หาใช่เป้าหมายของสองพ่อลูก แต่เป็ผู้ที่อยู่หลังม่านต่างหาก
“หลี่ซิวเหยา! เ้าโผล่หน้าเดรัจฉานออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!” ฮั่วิจูะโเรียกศัตรูคู่อาฆาต
“บังอาจ! กล้าบุกเข้ามาในท้องพระโรงไม่พอ ยังริอ่านไม่เห็นไทเฮาอยู่ในสายตา ผู้ใดให้ความกล้าแก่เ้ากัน”
อัครมหาเสนาบดีหลี่ ผู้กุมอำนาจทั้งราชสำนักเบ็ดเสร็จถามผู้บุกรุกด้วยใบหน้าเยือกเย็น ไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาทางสีหน้าแต่อย่างใด สมกับที่ก้าวข้ามซากศพของผู้อื่นมานับไม่ถ้วน
“ผู้ใดให้ความกล้าน่ะหรือ ถ้าบอกว่าเป็ข้าเองที่ให้ความกล้าล่ะ”
ฮั่วหนานอันกระชากผ้าที่ปิดบังใบหน้าออก รอยแผลเป็อันน่ากลัวกระจายอยู่ทั่วใบหน้าจนไม่สามารถจดจำใบหน้าเดิมได้ ใบหน้าอัปลักษณ์ปรากฎต่อสายตาของขุนนางในท้องพระโรง
“เ้าเป็ผู้ใด”
“เ้าลืมคนสกุลฮั่วไปหมดสิ้นแล้วหรือ”
คำว่าสกุลฮั่วดังเข้าไปในโสตประสาทของขุนนางทุกคน จนสร้างความโกลาหลไปทั่วท้องพระโรง ดาบในมือของฮั่วหนานอันทาบอยู่บนลำคอของอัครมหาเสนาบดีหลี่
“สกุลฮั่วยืนหยัดปกป้องบ้านเมืองมาเนิ่นนานนับร้อยปี สูญเสียสายเืและผู้ภักดีไปนับไม่ถ้วน กลับถูกพวกเดรัจฉานร่วมมือกับคนนอก ชักศึกเข้าบ้านทำร้ายผู้ภักดีต่อผืนแผ่นดินต้าฉี เพียงเพราะ้าเป็ใหญ่เหนือผู้อื่น
ข้าขอลั่นวาจาเอาไว้ ณ ที่นี้ สิ่งที่จะสามารถบรรเทาความเ็ปของดวงิญญาผู้กล้าและการล่มสลายของกองทัพสกุลฮั่วได้ คือเืของคนตระกูลหลี่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน”
ฮั่วหนานอันกล่าวจบ ดาบในมือตวัดตัดแขนทั้งสองข้างของอัครมหาเสนาบดีที่มีส่วนในการทำให้กองทัพสกุลฮั่วล่มสลาย
ฮั่วิจูย่างก้าวเข้าใกล้บัลลังก์ัอย่างเชื่องช้า องครักษ์พิทักษ์ัต่างถูกเกาทัณฑ์ของกองทัพสกุลฮั่วที่รวบรวมขึ้นมาได้ ยิงเข้าใส่อย่างไร้ความปรานีจนล้มระเนระนาดกองอยู่กับพื้น
ฮ่องเต้หุ่นเชิดนั่งสั่นอยู่บนบัลลังก์ัจนดูน่าขัน ทว่าเป้าหมายของฮั่วิจูหาใช่ฮ่องเต้พระองค์นี้ เป้าหมายของนางคือไทเฮาผู้ทะเยอทะยาน
มือเรียวแต่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านกระชับกระบี่แน่น ก่อนจะพุ่งแทงผ่านม่านไปยังหัวใจของหลี่ไทเฮาอย่างแม่นยำ
ผู้ที่นั่งอยู่หลังม่านคือสตรีที่คอยควบคุมราชสำนัก นางถูกกระบี่แทงเข้าที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายจนกระอักเืออกมาเปรอะเปื้อนฉลองพระองค์ที่สวมใส่ในวันที่ต้องออกว่าราชกิจอยู่หลังม่าน หลี่ไทเฮายกมือขึ้นจับคมกระบี่โดยไม่สนความเ็ปที่ได้รับ
“เดรัจฉานอย่างเ้า ไม่ควรมีชีวิตอยู่ในผืนแผ่นดินที่สกุลฮั่วใช้เืเนื้อร่วมสถาปนาขึ้นมาและยืนหยัดปกป้องให้ผาสุกอยู่มาได้เนิ่นนานนับร้อยปี”
ดึงกระบี่ออกจากร่างของศัตรูอย่างเชื่องช้า ครั้นเห็นมือเรียวของศัตรูถูกคมกระบี่บาดจนเือาบ รอยยิ้มสะใจปรากฏอยู่บริเวณมุมปากของฮั่วิจู
หลี่ไทเฮาสบตากับผู้ที่ทำร้ายตน ไม่มีเสียงขอร้องอ้อนวอนหรือเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปาก มีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยันเท่านั้นที่ฝากเอาไว้ก่อนตาย
รอยยิ้มของนังอสรพิษ สร้างความแค้นให้กับฮั่วิจู กระบี่ในมือตวัดบั่นคอของหลี่ไทเฮาอย่างสุดกำลัง จนศีรษะของนางขาดกระเด็นหลุดจากบ่า ฮั่วิจูยกเท้าขึ้นเหยียบศีรษะของศัตรูที่กลิ้งเข้าหาราวกับว่ามันคือที่พักเท้า
สตรีวัยเพียงสิบเจ็ดถูกความแค้นหล่อหลอมให้เติบใหญ่ จึงไม่รู้สึกรู้สากับการกระทำอันโเี้ของตนเอง ยกแขนขึ้นเช็ดเืออกจากใบหน้า ก้มลงไปหยิบศีรษะของศัตรูแล้วก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยฝีเท้ามั่นคง
ฮั่วหนานอันเห็นบุตรีเดินมาหยุดอยู่ข้างกาย จึงประกาศให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงรับทราบกันถ้วนหน้า
“ถึงเวลาที่ต้าฉีควรผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองเสียที”
ขุนนางหลายคนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีขุนนางที่ภักดีและซื่อตรงต่อราชสำนักจำนวนไม่น้อยกล้าก่นด่ากับการกระทำอันโเี้ ทว่าฮั่วหนานอันและบุตรสาวทำเพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้ตอบโต้ให้เสียเวลา แล้วเดินออกจากท้องพระโรงด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง