บทที่ 22 งานชุมนุม 1
หวังเฟิงพอได้ยินว่าเฟิงเสวีย แม่ของตนกำลังจะเข้าสู่ขั้นที่ห้าก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเพราะถ้าว่ากันตามจริง ด้วยพลังของเฟิงเสวียในตอนนี้ก็แทบจะสามารถบอกได้ว่าเป็ยอดฝีมือของยอดฝีมือแล้ว เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าคนที่ฝึกถึงขั้นห้าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
“หวังว่าแม่จะทำสำเร็จ”
“ไม่ต้องห่วงแม่เขาหรอกลูกเถอะ คิดจะไปร่วมงานชุมนุมโลกเื้ัใช่ไหม ?”
หวังเฟิงพยักหน้า “ครับ”
หวังมู่ยกยิ้ม“ถึงพ่อจะไม่เป็ห่วงฝีมือของลูก แต่ยังไงก็ควรระวังไว้หน่อย”
“เข้าใจแล้วครับ”
จากนั้นสองพ่อลูกก็ถามไถ่เื่การเรียนกันอีกเล็กน้อยก่อนที่หวังเฟิงจะออกจากห้องหนังสือมา ก็ได้ทราบข้อมูลมาอีกอย่างหนึ่งว่า ‘เฉียวคุน’ผู้คุ้มกันที่ตนเองได้เลือกไว้หลายปีก่อน ตอนนี้กำลังอยู่ใน่สุดท้ายของการฝึกแล้วอีกประมาณหนึ่งปีครึ่งก็จะสามารถมาติดตามหวังเฟิงได้
‘เราเองก็ต้องฝึกเหมือนกัน’
คืนนั้นหวังเฟิงฝึกกระบวนท่าอยู่สามชั่วโมงฝึกปราณอีกสองชั่วโมง ถึงจะเหลือเวลานอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ร่างกายของหวังเฟิงก็ไม่ได้รู้สึกอ่อนล้าอะไร กลับรู้สึกสดชื่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ในตอนที่เฉียวอี้กับเฉียวเว่ยเจอหวังเฟิงตอนเช้าขณะที่จะไปส่งที่มหาวิทยาลัย ยังพูดชมออกมาเลยว่า“นายน้อยดูดีกว่าเดิม”
่แรกของชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัย หวังเฟิงถูกจับตาค่อนข้างมากโดยเฉพาะสาวๆ มักจะมีเรดาห์ค้นหาหวังเฟิงอยู่เสมอ แต่พอผ่านไปได้สักระยะเื่เหล่านี้ก็ค่อยซาลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือคาบไหนที่มีหวังเฟิงเข้าเรียน คาบนั้นจะมีนักศึกษาหญิงเยอะเป็พิเศษ
“วันนี้ก็คึกคักเหมือนเดิมนะครับ” อาจารย์ผู้สอนยืนอยู่บนโพเดียมกวาดตามองแล้วพูดพลางยิ้มอย่างชอบใจ
“สวัสดีครับ/ ค่ะ อาจารย์”
“ก่อนที่จะเริ่มบทเรียนต่อไปอาจารย์ขอทดสอบหน่อยว่าที่ทิ้งคำถามไว้ในคาบก่อน มีใครตอบได้บ้าง”พอได้ยินคำถามนี้ ไม่มีใครกล้าที่จะสบตากับอาจารย์เลยสักคน ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าไม่รู้ว่าหาเศษเงินที่พื้นกันอยู่หรือเปล่า
สายตาของอาจารย์เหมือนกับเหยี่ยวพอเลือกเป้าหมายได้ปุ๊บก็จู่โจมทันที “เธอคนนั้นที่ใส่เสื้อสีแดง ใช่ เธอไม่ต้องก้มหน้า ไหนลองตอบคำถามที่อาจารย์ทิ้งไว้สิ”
นักศึกษาสาวชุดแดงทีแรกยังไม่รู้ตัว จนกระทั่งเพื่อนข้าง ๆ สะกิดก็สะดุ้งจนยืนขึ้นมา ก้มหน้าตอบเสียงเบา “คือ… หนูไม่รู้ค่ะ”
อาจารย์ยกยิ้มเล็กน้อย“ถ้าอย่างนั้นคาบนี้เธอต้องตั้งใจหน่อยแล้วละ”จากนั้นก็กวักมือลงเป็เชิงว่าอนุญาตให้นั่งลงได้ ที่จริงแล้วคาบก่อนเขาไม่ได้สั่งอะไรเป็พิเศษ เพียงแค่้าเตือนอ้อมๆแก่นักศึกษาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าอย่าได้มาสร้างความวุ่นวายจนเป็การรบวนการเรียนการสอน
คั่นด้วยการสั่งสอนเหล่าศิษย์ทโมนเล็กๆ การสอนของอาจารย์ก็เริ่มต้นตามปกติ
…………………..
ใน่เย็นของห้าวันถัดมาก็ถึงเวลานัดหมายกับสองพ่อลูกตระกูลจิน วันนี้จินเจ๋อ ขับรถมารับจินเต๋อพร้อมกับหวังเฟิงถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย
“งานครั้งนี้จัดที่หอประชุมแห่งหนึ่งขับรถไปประมาณสี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว”
“แล้วคนจะมาเยอะไหมพ่อ”จินเต๋อถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ก็คงพอสมควรแต่พวกแกสองคนต้องคอยตามหลังฉันให้ดี ดูให้มาก พูดให้น้อย”
จินเต๋อที่นั่งอยู่เบาะหลังกับหวังเฟิงขยับตัวมาด้านหน้า เอามือคล้องเบาะหน้าไว้ ถามขึ้นอย่างระแวง“ต้องระวังขนาดเลยเหรอครับ”
จินเจ๋อเหลือบมองกระจกหลัง พอเห็นความสงบของหวังเฟิงเทียบกับอาการลุกลี้ลุกลนของลูกชายตนเองก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “ดูท่าทางของแกสิเทียบกับรุ่นน้องแกได้ที่ไหน”
จินเต๋อหัวเราะฮ่า ๆ“พ่อก็รู้นิสัยผมดี จะให้วางท่าต่อหน้าน้องหวังไปทำไมเล่า”
ผู้เป็พ่ออย่างจินเจ๋อได้แต่ส่ายศรีษะอย่างระอา “ไม่ว่ายังไงก็ห้ามก่อเื่วุ่นวายไม่งั้นเกิดเดือนแกอดค่าขนมขึ้นมา ก็อย่าหาว่าพ่อไม่เตือน”
“โธ่พ่อ ต้องเอาค่าขนมมาขู่เลยเหรอโหดร้ายเกินไปแล้ว !” จินเต๋อได้แต่ถอนหายใจเพราะคราวก่อนหน้านี้ที่ตนเองไปมีเื่ก็โดนพ่อหักค่าขนมไปเดือนหนึ่งเหมือนกันเดือนนั้นเขาต้องขอยืมเงินรูมเมทอยู่หลายวันแถมมีอีกหลายมื้อที่ต้องกินแต่ข้าวกับผัดผักช่างเป็เดือนที่เขารู้สึกราวกับว่าอยู่ในขุมนรก
“ว่าแต่ลุงจินพอรู้ไหมครับว่างานแบบนี้จัดกันบ่อยไหม ?” หวังเฟิงที่นั่งคิดอะไรอยู่คนเดียวถามขึ้น
“ถ้าเป็งานชุมนุมเล็ก ๆ แบบนี้ก็ราว 2 – 3 เดือนครั้งถ้าเป็งานใหญ่ล่ะก็หลายปีเลยแหล่ะกว่าจะจัดสักหนครั้งก่อนที่ลุงไปร่วมก็น่าจะสักสามปีที่แล้วมั้ง”
ได้ยินแบบนี้จินเต๋อก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้“ที่แท้ตอนนั้นที่พ่อไม่อยู่บ้านหลายวันเพราะไปงานชุมนุมนี้มาเหรอเนี่ย !คราวหน้าพ่อต้องพาผมไปด้วยนะ”
จินเจ๋อใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยทำทีครุ่นคิด “นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ แล้วก็พฤติกรรมของแกแล้ว ตั้งใจฝึกดีๆแล้วกัน”
เสียงตบอกดัง “ปึก”ของจินเต๋อดังออกมา “พ่อวางใจได้เลย”
ขับรถไป คุยกันไปไม่นานทั้งสามก็มาถึงหอประชุมนอกเมืองแห่งหนึ่ง ที่นี่ภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามหน้าทางเข้าตัดถนนใหญ่ พร้อมตกแต่งด้วยต้นไม้สูงใหญ่ พุ่มไม้นานาชนิดพอขับรถลึกเข้าไป ยังเห็นน้ำตก ูเาจำลอง ดูสบายตาอย่างมาก
ด้านหน้ารถของจินเจ๋อเห็นมีรถสปอร์ตมัสแตงสีแดง กับรถเบนซ์สีดำอีกคันหนึ่งเมื่อรถเคลื่อนตัวไปยังทางเข้า ก็จะมีเ้าหน้าที่มารับรถขับไปเก็บไว้ให้สถานที่แบบนี้ การตกแต่งแบบนี้ การบริการระดับนี้สามารถเทียบชั้นได้กับคลับขึ้นชื่อได้เลย
พอเข้ามาในหอประชุมก็พบกับผู้คนมากหน้าหลายตา หลาก่อายุ ชาย หญิงปะปนกันไปแต่ส่วนใหญ่จะเป็ชายเสียมากกว่า ในหมู่คนที่มาก่อน มีคนตาไว พอเห็นจินเจ๋อก็รีบเดินตรงปรี่เข้ามาหาทันที
“เหล่าเจ๋อ นายก็มางานนี้เหมือนกันเหรอเนี่ย!”
จินเจ๋อหัวเราะออกมาใบหน้าเต็มไปด้วยความเบิกบาน “งานดีๆ แบบนี้ฉันจะไม่มาได้ยังไง”พูดจบก็หันไปด้านข้าง พร้อมกับตบไหล่จินเต๋อ “นี่ลูกชายฉันเอง จินเต๋อ ส่วนข้าง ๆ ชื่อหวังเฟิงเป็รุ่นน้องเขา ถือว่าเป็คนในแวดวงเราเหมือนกัน วันนี้มีงานพอดีเลยพามาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”
ชายคนนั้นพยักหน้าท่าทางเห็นด้วยอย่างมาก “สวัสดี ฉันจางเล่อ พวกเธอเรียกฉันว่าลุงจางก็ได้ไม่ต้องเกรงใจ”
“สวัสดีครับ ลุงจาง” จินเต๋อกับหวังเฟิงเอ่ยทักพร้อมกัน
ลุงจาง หรือจางเล่อ ฉายาในวงการ“กรงเล็บเหิน” เป็เพื่อนตายคนหนึ่งของจินเจ๋อ ทั้งคู่คบหากันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ในท้องอีกฝ่ายมีลำไส้อยู่กี่ขดต่างก็รู้กันหมดน่าเสียดายที่ใน่หลังต่างคนต่างยุ่งเื่ก่อร่าง สร้างสำนักแถมถิ่นฐานยังอยู่กันคนละเขต เลยไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่
“เสียดายวันนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่”ไม่รู้ว่าจางเล่อ พูดถึงว่าอะไรไม่เหมาะ ก็เห็นเขากวักมือไปทางหนึ่งเมื่อไล่สายตาตามไป ก็เห็นวัยรุ่นชายคนหนึ่งวิ่งออกมา
ชายหนุ่มไว้ผมทรงสกินเฮด ใบหน้าคมเข้มท่วงท่าองอาจ ดูก็รู้ว่าเป็คนฝึกวิชาคนหนึ่ง
จางเล่อรีบเอ่ยแนะนำ “นี่เป็ลูกศิษย์ฉันเองเฉาเฟิง”
หลังจากทำความรู้จักกันรอบหนึ่งจินเจ๋อ กับจางเล่อ ก็ปล่อยให้พวกเด็กๆ คุยกันไปส่วนพวกตนก็รีบเข้างานไปทักทายมิตรสหายในวงการก่อนไปทั้งคู่ยังไม่ลืมกำชับทั้งสามว่า “อยู่แต่วงนอก อย่าเดินเล่นเพ่นพ่าน”