Fallen paradise

    #43 อาณาจักรภูลิอัน/โอเปอเรชั่นภูเขาทมิฬ

    ห้าหมื่นกิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในอากาศกองยานรบที่อยู่ในรูปแบบอำพลางตัวกำลังลอยนิ่งเงียบอยู่กลางทะเลเมฆอันไร้ที่สิ้นสุด ในยานธงก็อบลินร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะรบระดับตำนานทั้งตัวนั่งมองสถานการเบื้องล่างผ่านหน้าจอแสดงผลอย่างใจเย็น

    “ตอนนี้ยานรบของเราตกไปแล้วหนึ่งลำ เราควรส่งยานรบเข้าไปสนับสนุนรึไม่ฝ่าบาท”

    “ไม่ต้อง "

    “พะยะคะ แล้วเราควรจะทำยังไรต่อดีพะยะคะ”

    “รอ”

    “พะยะคะ”

    “ฮึม! แล้วตอนนี้เจอกองยานศัตรูรึยัง” ราชาก็อบลินถอนหายใจ

    “ยังเลยพะยะคะฝ่าบาท”

    “งั้นรึ หาต่อไป” หลังจากพูดเสร็จราชาก็อบลินก็ชะงักไปทำท่าทีครุ่นคิดก่อนที่จะสั่งการออกไป

    "ถ้าอย่างนั้นอนุญาติให้กองกำลังภาคพื้นดินใช้ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานและเปิดสนามพลัง MAS ได้”

    “พะยะคะ”

     

    ณ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงก็อบลิน ยาน lovu กำลังต้านข้าศึกอย่าเต็มกำลังซึ่งตอนนี้เกราะสนามพลังของยานได้ลดลงกว่า 40% แล้วในห้องยุทธการสตรีอายุประมาณ 29-30 คนนางหนึ่งนั่งไคว่ขาแล้วเอามือเกาคางของตัวเองพลางคิดวิเคราะห์สถานะการณ์

    'พวกมันต้องมีอะไรซ่อนอยู่เป็นแน่ ไม่ได้การเราต้องบีบพวกมัน' หลังจากคิดเสร็จนางก็สั่งการลงไป

    “เสนาธิการสั่งการลงไปให้ทหารราบของเราและไนท์ทุกตัวทำการบุกเข้าไปในเมืองภายใน 10 ไม่ 5 นาที”

    “เพคะ”

    ณ จุดนัดพบ 10 กิโลเมตรนองกำแพงเมืองหลวงของอาณาจักรก็อบลิน

    “ให้กำลังภาคพื้นดินทั้งหมดเคลื่อนที่เข้าตัวเมืองภายใน 5 นาที ย้ำ ให้กำลังภาคพื้นดินทั้งหมดเคลื่อนที่เข้าตัวเมืองภายใน”

    “ทราบแล้วเปลี่ยน”

    “ไปพวกเราถึงคิวของพวกเราแล้ว" 

    "อนุญาติให้เปิดใช้งานฟังก์ชั่นเสริมกำลัง ย้ำ อนุญาติให้เปิดใช้งานฟังก์ชั่นเสริมกำลัง”

    “เปิดใช้งานฟังก์ชั่นเสริมกำลังภายใน"

    “5”

    “4”

    “3”

    “2”

    “1”

    “เปิดได้”เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งลวดลายสีแดงค่อยๆเปล่งแสงขึ้นมาเป็นเส้นเชื่อมจากแกนพลังงานที่อยู่ทั้งสองระหว่างช่วงกระดูกซีโครงถึงแม้จะเรียกว่าแกนพลังงานแต่รูปลักษณ์ของมันเหมือนกับแผ่นบางๆที่มีจุดสีแดงอยู่ เมื่อเหล่าทหารราบเปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้จะส่งผลให้พวกเราเพิ่มพลังของร่างกายขึ้นไปอีกในตอนนี้กองกำลังภาคพื้นดินเคลื่อนที่เหมือนเงาเข้าสู่กำแพงเมือง

    “เรนเจอร์เราพบข้าศึกกำลังสร้างแนวรบใหม่หลังกำแพงเมือง ทราบแล้วเปลี่ยน”

    “ทราบแล้ว”

    “นี้พันเอกโครเนลพูด เหล่าไนท์จะเข้าตีก่อน เรนเจอร์ตาม จัดรูปขบวนป้องกัน ไนท์ที่ติดตั้งเกราะพลังงานจะอยู่แนวหน้า รับทราบ”

    “รับทราบ”

    “ขอการยิงสนับสนุนจากรถถังอัตตาจร ย้ำ ขอการยิงสนับสนุนจากรถถังอัตตาจร”

    “ยืนยันคำขอ”

    “ทำการยิงในพิกัด 512/86 ใช้กระสุน AG7”

    ….

     

    หลังจากนั้นไม่นานเสียงลูกกระสุนปืนใหญ่ก็บินแหวกอากาศข้ามหัวพวกเขาไปตรงพิกัดที่ได้รายงานไปเมื่อถึงจุดหมายมันก็ทำการระเบิดกลางอากาศและระเบิดขนาดเล็กก็พุ่งลงด้านล่างดุจสายฝนพิฆาตหลังจากที่ยิงอย่างต่อเนื่องในขณะที่ทีมภาคพื้นดินใกล้ถึงกำแพงปืนใหญ่ก็ทำการหยุดยิงเมื่อปืนใหญ่หยุดยิงเหล่าก็อบลินที่หลบอยู่ตามส่วนต่างๆก็แตกออกมาเหมือนมดที่แตกออกมาจากรังและทำการสาดกกระสุนบลาสเตอร์เข้าใส่หน่วยภาคพื้นดิน เมื่อเห็นดังนั้นพันเอกโครเนลก็สั่งให้ไนท์ที่ติดตั้งมิสไซล์ทำการยิงเข้าใส่ข้าศึกในทันทีและเมื่อแนวรับของพลปืนแตกเหล่าทหารติดอาวุธเย็นของก็อบลินก็ก้าวขึ้นมาตั้งแนวรับใหม่ซึ่งหน่วยรบระยะประชิดนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมาของทหารเรนเจอร์มาอย่างช้านานเนื่องด้วยหน่วยเรนเจอร์เหมาะแก่การใช้เข้าตีฉาบฉวยและรบในป่ามากกว่าซึ่งเรนเจอร์นั้นแพ้ทางหน่วยรบระยะประชิดอย่างมากเนื่องด้วยศัตรูมีเกราะที่หนาและยังมีออร่าซึ่งต้องใช้ปืนบลาสเตอร์ยิงหลายสิบนัดกว่าจะเจาะศัตรูได้ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นศัตรูสามารถเข้าประชิดและฆ่าพวกเขาได้อย่างง่ายดายเนื่องด้วยเกราะของพวกเขาเป็นเกราะเบาที่สามารถป้องกันปืนบลาสเตอร์ได้เป็นอย่างดีแต่ไม่สามารถป้องกันออร่าหรือเวทย์มนได้มากนัก แต่พวกเขาก็มีดาบ Esv5 ซึ่งเป็นดาบปลายปืน ดาบพลังงานนี้สามารถปรับความยาวได้ซึ่งสามารถปรับได้ระหว่าง 20 - 90 เซนติเมตรซึ่งสามารถเพิ่มออร่าหรือเวทมนต์เข้าไปในดาบให้มีความคมมาขึ้นได้หลังจากที่เหล่าไนท์ได้วิ่งตะบันหน้าเข้าไปเปิดทางให้กับพวกเขาเมื่อไนท์แนวหน้าชนกับก็อบลิน ก็อบลินก็กระเด็นลอยไปไกลเลือดและเหล็กเข้าปะทะกันอย่างชลมุนสายธารของเลือดหลังไหล ในขณะนั้นเองที่แนวรบภาคพื้นดินสามารถเจาะเข้าไปในเมืองได้อยู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมทั้งแนวของลำแสงที่ทะลุออกมาจากพระราชวังพุ่งเข้าใส่ยานรบ lovu เข้าอย่างจัง