เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 14 : แก๊งสิงโตแดง

    แก๊งสิงโตแดง
    หลังจากที่บอกลาหลี่คุน หวังเฉินกับจางเหว่ยขี่ดาบบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าใช้ทักษะปกปิดอำพรางร่างกาย ทั้งหมดก็เพื่อไม่ต้องการให้ใครพบเห็น เพราะถ้าเกิดมีคนธรรมดาเห็นขึ้นมา คงได้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายแน่
    เมื่อขี่ดาบบินบินมาไกลระยะหนึ่ง จางเหว่ยก็ขอตัวจากไป เนื่องจากเขาจำเป็นที่จะต้องไปหาอาจารย์ของเขา แต่ก่อนไป เขาไม่ลืมที่จะแลกเบอร์โทรกับหวังเฉิน
    หวังเฉินมุ่งหน้ากลับห้องเช่าในทันที หลังจากที่แยกกับจางเหว่ย ใช้เวลาอยู่ไม่นาน เขาก็มาถึงห้องเช่า
    ตอนนี้ดึกมากแล้ว บริเวณห้องเช่าปราศจากซึ่งแสงไฟใดๆ อย่างสิ้นเชิง
    ‘หือ?’ หวังเฉินที่เพิ่งจะเหยียบเท้าลงพื้น ต้องขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงคนสองคนกำลังซ่อนตัวอยู่ข้างห้องเช่าของเขา
    ทั้งสองคนเป็นชายหนุ่ม ใบหน้ามีบาดแผลเป็นทั้งสองคน กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ กระจายออกมา จากจุดนี้ คงไม่ยากเกินไปที่จะคาดเดาว่า ทั้งสองคนย่อมไม่ใช่คนดีแน่นอน
    หวังเฉินยังไม่ได้ยกเลิกการปกปิดอำพรางร่างกาย คนทั้งสองจึงไม่มีทางมองเห็นเขาโดยเด็ดขาด
    หวังเฉินครุ่นคิดเล็กน้อยว่าสองคนนี้เป็นใคร หรือเป็นคนที่หวังเฉียนส่งมาจัดการเขา แต่เขาก็คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ หวังเฉียนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งคนมาจัดการเขา เพราะเขาไม่ต่างจากคนไร้ค่าในสายตาของอีกฝ่าย
    แม้จะคิดไปก็ไร้คำตอบ หวังเฉินเลือกที่จะเผชิญหน้ากับคนพวกนี้แทน ความจริงก็คงจะปรากฏออกมาเองว่าเป็นคนของใครและต้องการอะไรจากเขา
    หวังเฉินนำถุงผ้าใส่สมุนไพรไปเก็บไว้ในรถของเขาก่อนจะยกเลิกการปกปิดอำพรางร่างกาย จากนั้นเดินมาทางหน้าห้องเช่า ชายสองคนที่แอบซ่อนตัวอยู่ ทันใดนั้นก็เลิกซ่อนตัว ก้าวเดินออกมา ทั้งสองคนอยู่ในชุดเสื้อผ้าสีดำ จ้องมองมาทางหวังเฉิน
    “แกคือหวังเฉิน?” หนึ่งในชายสองคนถาม น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างกระทั่งเย็นชา
    หวังเฉินไม่ตอบ สีหน้ายังคงราบเรียบ
    “ไม่ตอบ แกไม่รู้รึไงว่าพวกฉันเป็นใคร?” ชายหนุ่มอีกคนพูดบ้าง เสียงของเขาล้วนเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
    “ใจเย็นก่อนเอ้อไห่ ลูกพี่เติ้งให้พวกเรามาเชิญตัวมันไปสอบถามบางเรื่อง ถ้าไม่จำเป็นอย่าลงมือ เดี๋ยวจะเสียชื่อแก๊งสิงโตแดงของพวกเราเอาเปล่าๆ” ชายหนุ่มคนแรกที่พูด พูดห้ามปราม เขามีชื่อว่าอูหลาง เป็นคนของแก๊งสิงโตแดง
    ชายหนุ่มอีกคนที่เขาเรียกว่าเอ้อไห่ เองก็เป็นคนของแก๊งสิงโตแดงเช่นเดียวกัน สาเหตุที่พวกเขาทั้งสองคนต้องมาที่นี่ในวันนี้ ล้วนเป็นเพราะเมื่อวาน หวังฉู่ หนึ่งในผู้ร่วมธุรกิจกับแก๊งสิงโตแดงถูกฆ่าตายโดยหยงฮ่าน
    หยงฮ่านเองก็ยอมรับผิดในเรื่องนี้ เขาบอกต่อลูกพี่เติ้งหัวหน้าแก๊งสิงโตแดงว่า เขามีเรื่องไม่ลงรอยกับหวังฉู่จนทะเลาะกันครั้งใหญ่จากนั้นเผลอลั่นไกปืนฆ่าอีกฝ่ายตาย
    ในขณะเดียวกันเขาก็ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บค่อนข้างหนักโดยบอดี้การ์ดของหวังฉู่ นี่แน่นอนว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงความทรงจำของหวังเฉิน แต่ลูกพี่เติ้งหรือเติ้งเฟิงจะเชื่อได้โดยง่ายได้อย่างไร เขาส่งคนมาตรวจสอบวิลล่าของหวังฉู่ในทันที
    และคนที่ถูกส่งมาตรวจสอบก็ได้พบกับหวังเฉินจากกล้องวงจรปิดหน้าวิลล่าว่ามีการเข้าออกวิลล่าของหวังฉู่ จากนั้นก็อย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้ เติ้งเฟิงสั่งอูหลางกับเอ้อไห่ออกค้นหาหวังเฉิน
    ด้วยเครือข่ายข้อมูลที่กว้างขวาง ทำให้พวกเขาพบที่อยู่ของหวังเฉินในเวลาไม่นาน
    อูหลางกับเอ้อไห่พอพบที่อยู่ของหวังเฉิน พวกเขาก็มาในทันที แต่น่าเสียดายหวังเฉินไม่ได้อยู่ภายในห้องเช่า พวกเขาจึงได้แต่ดักรออยู่ที่นี่
    การที่พวกเขารู้ว่าหวังเฉินไม่ได้อยู่ภายในห้องเช่านั้น ย่อมเป็นเพราะพวกเขาได้เคาะประตู แล้วพบเพียงหยางชีหยูที่อยู่ด้านใน นับว่าสองคนนี้ยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง ที่ไม่ได้ทำอะไรหยางชีหยู เพียงแกล้งเคาะประตูถามทางเท่านั้น
    “หวังเฉิน ฉันแน่ใจว่าแกชื่อนี้ แกต้องไปกับพวกเรา ลูกพี่เติ้งต้องการจะถามบางอย่างจากแก” อูหลางมองไปที่หวังเฉิน
    หวังเฉินยังไม่มีความรู้สึกใด แต่ในใจกับครุ่นคิดกับตัวเอง ‘เดิมทีเราไม่อยากดึงดูดความสนใจจากแก๊งสิงโตแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งใหญ่ของปักกิ่ง แต่ในเมื่อพวกมันมาหาเราเองถึงที่ คงยากที่จะหลีกเลี่ยง’
    เขารู้ดีว่าในตอนนี้ ตัวเองยังอ่อนแอ แต่อ่อนแอ ไม่ใช่ว่าจะหวาดกลัว อันที่จริง พูดถึงความกลัวแล้ว ตั้งแต่กลายเป็นเซียนอมตะ มีน้อยมากที่เขาจะมีความกลัวต่ออะไร
    ‘ลองไปดูสักหน่อย ถ้าพวกมันมีไม่มากค่อยจัดการ’ หวังเฉินมีความคิดที่จะกวาดล้างแก๊งสิงโตแดงขึ้นมา ถ้าจะถามหาเหตุผลนั้น ย่อมเป็นเพราะความปลอดภัยของแม่ของเขา
    ถ้าเกิดว่าแก๊งนี้หมายหัวเขาแล้วกัดไม่ปล่อย ในช่วงที่เขายังอ่อนแออยู่เช่นนี้ อาจจะไม่สามารถปกป้องแม่ของเขาได้ เพราะงั้นทางเลือกของเขาจึงมีไม่มาก นอกเสียจากตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ก่อนที่มันจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น
    “นำทางไป” เขาพลันพูด
    “ใจกล้าดีหนิ!” เอ้อไห่อยากจะเข้าไปซัดหวังเฉินสักหมัด กับท่าทีไม่หวาดกลัวหลังจากได้ยินชื่อของลูกพี่เติ้ง แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เพราะอูหลางหยุดเขาเอาไว้
    อูหลางพยักหน้าด้วยความแปลกใจอยู่ไม่น้อยกับท่าทีของหวังเฉิน อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้คิดอะไรให้มากความ รีบนำหวังเฉินไปที่รถยนต์สีดำคันหนึ่งที่พวกเขาสองคนขับมา จากนั้นขับมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เติ้งเฟิงอยู่
    เติ้งเฟิงในตอนนี้อยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แม้ไม่ใช่โรงแรมที่ดีที่สุดในปักกิ่ง แต่ก็การันตีด้วยดาวสามดวง เป็นโรงแรมสามดาวแห่งหนึ่ง
    พอมาถึงที่โรงแรมแห่งนี้ หวังเฉินก็ถูกอูหลางกับเอ้อไห่พามายังห้องบนชั้นห้า ซึ่งถือเป็นห้องโซน VIP ของโรงแรม
    ภายในห้อง มีชายวัยกลางคนที่ย้อมผมสีแดงในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกำลังนั่งอยู่ที่โซฟา แขนทั้งสองข้างของเขาโอบกอดหญิงสาวที่มีหุ่นเย้ายวนชวนค้นหาสองคน
    ด้านหลังโซฟามีชายวัยกลางคนกับชายหนุ่มยืนอยู่ พวกเขาอยู่ในชุดสูทสีดำ
    ชายวัยกลางคนที่ย้อมผมสีแดง จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเติ้งเฟิง หัวหน้าแก๊งสิงโตแดง หนึ่งในแก๊งใหญ่ของปักกิ่ง ส่วนสองคนที่อยู่ด้านหลังของเขา ล้วนเป็นมือซ้ายและมือวาของเขา มีฝีมือดีทั้งการบริหารจัดการแก๊งและการต่อสู้
    ชายวัยกลางคนชื่อหูผาน ส่วนชายหนุ่มชื่อเหลียงเหิง ทั้งสองคนล้วนเคยเป็นทหารรับจ้างมาก่อน ใบหน้าและร่างกายจึงมีรอยแผลเป็นมากมาย
    “พวกเธอออกไปก่อน” เห็นหวังเฉินถูกพาเข้ามาในห้อง เติ้งเฟิงหยิบเงินให้แก่สองสาว พวกเธอรับไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนไปไม่ลืมขอบคุณเติ้งเฟิงด้วยการจุ้บแก้ม
    พอสองสาวออกไปจากห้องแล้ว อูหลางรีบเดินมาหยุดลงตรงหน้าของเติ้งเฟิง เขาก้มหน้าลงรายงาน “ลูกพี่เติ้ง ผมพาหวังเฉินมาแล้วครับ”
    ด้านเอ้อไห่ยืนอยู่ด้านหลังของหวังเฉิน ป้องกัน ไม่ให้หวังเฉินคิดหนี
    “อูหลาง แกทำได้ดีมาก ไว้ฉันจะตบรางวัลให้แก แน่นอน เอ้อไห่แกก็ด้วย” เติ้งเฟิงพูด พลางแสะยิ้ม
    “ขอบคุณครับลูกพี่เติ้ง” ทั้งสองคนต่างรีบขอบคุณ
    สายตาของเติ้งเฟิงพลันมองไปที่หวังเฉิน “แกคือหวังเฉิน?”
    จบบทที่ 14

    นิยายแนะนำ