จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 56 (ภาค รุ่งอรุณ) เปิดเรียน ตอนที่ 1

    ภาค รุ่งอรุณ 

     

    ฟ้าสางของวันใหม่มาพร้อมม่านหมอกบาง ๆ คลี่คลุมไปทั่วรอบบริเวณ เสียงนกราตรีส่งท้ายยามค่ำขับขาน ก่อนจะโผออกจากโรงฝึกด้านหลังโรงแรม

    สายลมยามเช้ามืดพัดเย็นสบาย ต้องผิวกายให้ชายหนุ่มรู้สึกสดชื่น เตรียมใจรับเรื่องราวใหม่ที่จะเริ่มต้นในวันนี้

     

    นิโคลัสยืนอยู่ท่ามกลางฝูงนกที่โฉบไปมา รอจังหวะให้ถึงรอบของตนเองที่จะบินออกไป

    เขาหลับตาลง จมสู่สมาธิรับฟังเสียงกระพือปีกกับแรงสั่นสะเทือนของมานา ที่ตอบสนองต่อคลื่นตรวจจับที่เขากระจายออกไป

    การรับรู้ของเขาหลังจากสร้างวงแหวนมานาพัฒนาขึ้นมาก เวลานี้แค่เพียงประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณนักล่า ก็มองเห็นทุกสิ่งในระยะสามสิบเมตรรอบตัวอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้มานาเข้าช่วย

    มือหนึ่งยังถือตำราสรรพสัตว์ ที่เขาแทบไม่มีเวลาตรวจสอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา พลางพึมพำเบา ๆ

    “ยังไม่เปลี่ยนเลย… คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่”

    เขาเช็ดเหงื่อ สูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปมองบ้านใหญ่หลังโรงแรมซึ่งตอนนี้กลายเป็นทั้งบ้านที่อบอุ่นที่สุดสำหรับเขาในโลกใบใหม่ สายตาแน่วแน่ขึ้นเล็กน้อย

    “ถึงเวลาแล้ว...”

    เขาพึมพำ ก่อนก้าวออกจากโรงฝึกที่คุ้นเคย

     

     

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา

    “นายน้อย พวกเราขอไปส่งได้ไหมขอรับ ข้าอยากไปเห็นกับตา ว่านายน้อยของเราจะก้าวเข้าสถาบันอันดับหนึ่ง หากบันทึกภาพไว้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย—โอ๊ย!”

    เสียงรำพันของแจ็คขาดห้วง เมื่อถูกมือฟาดลงที่หัวดังปั๊ก อารินสะบัดมือราวกับเพิ่งสัมผัสของสกปรก ขณะที่อีรินยิ้มบางพลางเอ่ยขึ้น

    “ขอให้นายน้อยมีความสุข สนุกกับชีวิตวัยรุ่นนะเจ้าคะ”

    “ขอบคุณพี่อีริน”

    เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

     

    ทว่าหญิงสาวก็ยิ้มกรุ้มกริ่มพลางทำท่ากระซิบเบา ทว่าทุกคนได้ยิน

    “อย่าลืมภารกิจกอบกู้ตระกูลนะนายน้อย… ท่านต้องหลอกล่อสาวน้อยมาให้ได้เยอะ ๆ—โอ๊ย!”

    เสียงร้องโอดดังขึ้นทันที เมื่อมือใครบางคนหยิกเข้าที่เอวเธอ อารินถอนหายใจพลางหันมาพูดกับนายน้อยด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนกว่าเดิม

    “ท่านต้องพยายามให้มาก ๆ นะนายน้อย”

    พยายามเรื่องอะไร นิโคลัสไม่กล้าถาม เพราะเสียงรอบข้างพร้อมใจกันดังขึ้น

    “พยายามเข้านะนายน้อย เพื่อตระกูลเบลลาทอร์ของพวกเรา!”

     

    เขาถอนหายใจเบา ๆ พลางคลึงขมับ

    “นี่พวกท่านให้ข้าไปเรียน…หรือไปทำอะไรกันแน่?”

    บอริส รองหัวหน้าหน่วยรีบโพล่งขึ้น

    “นายหญิงของเรานอกจากหน้าตางดงามแล้ว ต้องเก่งและฉลาดด้วย เพื่อช่วยนายน้อยดูแลตระกูล!”

    เสียงขานรับรอบข้างดังขึ้นอีกครั้ง จนชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าในใจ นึกว่าทุกคนอยากให้เขาตั้งใจเรียน กลับกลายเป็นเร่งรัดให้หาภรรยาเสียอย่างนั้น

    เสียงชราของรอยดังขึ้น ราวกับสวรรค์เข้ามาช่วย

    “พอได้แล้ว เดี๋ยวนายน้อยจะสาย”

    อดีตพ่อบ้านผู้ภักดีหันมาพูดกับนายน้อยด้วยแววตาจริงจัง

    “เจ้ารีบไปได้แล้ว จำทางได้ใช่ไหม?”

    “ขอรับ”

    เขาตอบสั้น ๆ

    “ไปได้แล้ว”

    เมื่อได้รับคำอนุญาต นิโคลัสจึงนำสิ่งของชิ้นหนึ่งออกจากถุงเก็บของ วางลงกับพื้น ก่อนใช้เท้าเหยียบเบา ๆ

    กระดานไม้ขนาดเล็กที่มีล้อสี่ล้ออยู่ใต้ สายตาผู้ที่ไม่เคยเห็นต่างเต็มไปด้วยความสงสัย ส่วนกลุ่มที่เคยไปรับของจากกลุ่มเหรียญทอง แม้จะเคยเห็นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร…

     

     

    นิโคลัสหันไปจะกล่าวลาทุกคน แต่สายตาของเหล่าเขี้ยวอัสดงกลับจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ใต้เท้าเขา กระดานไม้ประหลาดสี่ล้อที่กลิ้งไปมาได้ราวกับของเล่นเวทมนตร์

    ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนอธิบาย

    “ของชิ้นนี้ เรียกว่า สเก็ตบอร์ด จะว่าเป็นของเล่นเด็กก็ได้ จากเหตุที่ข้าไม่อยากใช้ม้าเพราะไม่มีเวลาคอยดูแลพวกมัน ข้าเลยใช้ต้องหาพาหนะเดินทางในเมืองแทน”

    เขาหยุดคิดเล็กน้อย คล้ายชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็กล่าวต่อ

    “เอาไว้ข้ากลับมาวันหยุดแล้วจะสอนพวกท่านใช้ แจ็ค! เจ้าเอาแบบร่างนี้ไปให้ช่างเหรียญทองทำไว้สักสามอันก็พอ วันหยุดข้าจะได้มาสอนได้พอดี อีกอย่างนะ มันวิ่งได้เฉพาะบนพื้นเรียบ ถ้าขรุขระก็ใช้ไม่ได้ พวกท่านช่วยทำลานนี้ให้เป็นพื้นหินเรียบหน่อย จะได้สะดวกขึ้นทั้งกับลูกค้าด้วย”

     

    เมื่อพูดจบ เขาหยิบไม้เวทขึ้นมา ขึ้นยืนบนกระดานไม้ แล้วร่ายเวทน้ำแข็งบาง ๆ ปูไปข้างหน้า ความเย็นจับผิวดินจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งยาวสี่เมตร แสงสว่างสีฟ้าอ่อนสะท้อนขึ้นเป็นละอองไอขาวเบาบางลอยคลุ้ง

    “ข้าไปก่อนนะ ฝากดูแลร้านด้วย หากมีเรื่องด่วนให้ฮอร์คไปส่งข่าว ข้าไปล่ะ”

    เขาหันกลับมากล่าวลาอีกครั้ง ก่อนถีบตัวออกไป

    สเก็ตบอร์ดแล่นฉิวไปบนผืนน้ำแข็งบาง เมื่อใกล้สิ้นระยะ เขาร่ายเวทซ้อนสร้างแผ่นใหม่ต่อทันที เป็นการสาธิตให้ทุกคนเห็นว่าหากพื้นไม่เรียบจำเป็นต้องอาศัยเวทช่วย

    ยังไม่ทันไปไกล เสียงชราก็ดังตามหลังมา ชัดเจนจนเขาเกือบเสียจังหวะ

    “อย่าเอาแต่ทำโน่นทำนี่ จนไม่มีเวลาหาภรรยาล่ะ”

    คาถาที่กำลังร่ายแตกกระจาย สเก็ตบอร์ดกระแทกเข้ากับทางขรุขระจนเขาต้องกระโดดลงยืน ก่อนหันไปส่งสายตาค้อนใส่จอมเวทรอย แล้วรีบร่ายเวทน้ำแข็งอีกครั้งเพื่อออกเดินทาง

     

     

    ตลอดเส้นทางในเมือง สายตาหลายคู่หันมามองเขาเป็นเป้าสนใจ แม้เขาไม่ได้ร่ายเวทน้ำแข็งแล้ว แต่สเก็ตบอร์ดที่แล่นฉิวบนถนนหินเรียบที่นักเวทดินสร้างไว้ ก็ดูแปลกตาเกินกว่าจะมองข้าม

    ‘บ้าชะมัด…แค่สเก็ตบอร์ด จะสนใจอะไรกันขนาดนี้ นี่มันโลกโลกเวทมนตร์นะ มีของน่าตกใจกว่านี้ตั้งเยอะ’

    นิโคลัสสบถในใจ พลางถีบเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเลี่ยงสายตาผู้คน และบางครั้งยังอาศัยเวทลมช่วยเร่งความเร็วเมื่อถนนโล่ง

    เกือบชั่วโมงหลังออกจากโรงแรม เขาแล่นอ้อมจากเขตใต้ ผ่านเขตตะวันตกที่มีถนนกว้างคล้ายวงแหวน จนมาถึงถนนสายหลักนอกกำแพงเมืองทางเหนือ ที่เต็มไปด้วยผู้คนและรถม้า ต่างมุ่งหน้าไปยังประตูสถาบันวาลเดียลา เวลานี้เกือบแปดโมงเช้า ยังเหลืออีกครึ่งชั่วโมงก่อนงานปฐมนิเทศจะเริ่ม

    คนรอบข้างต่างเหลียวมองชายหนุ่มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นิโคลัสไม่ใส่ใจแล้ว เขาเร่งความเร็วเข้าสู่ลานกว้างหน้าประตู ที่ซึ่งนักศึกษาใหม่และญาติพากันร่ำลา บรรยากาศคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะปนความตื่นเต้น

    เขาเก็บสเก็ตบอร์ดเข้าถุงเก็บของ กำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูสถาบัน แต่เสียงใส ๆ ก็ดังขึ้นข้างหลัง

     

    “นิค! เดี๋ยวก่อน”

    เขาจำเสียงได้ทันที ซีรีน, สาวน้อยตัวป่วนของเขาเอง

    เมื่อหันกลับไป ไม่ได้มีเพียงซีรีน แต่ยังมีผู้อาวุโสหลายคนยืนอยู่ด้านหลังเธอ

    นิโคลัสผู้รักษามารยาทมาแต่เดิม ก้าวเข้าไปคารวะทันที

    “นิโคลัส ขอคารวะผู้อาวุโส”

    น้ำเสียงเข้มและท่าทางสุภาพ ทำให้ผู้สูงวัยทั้งหลายสัมผัสได้ถึงความจริงใจ

    “ดี ๆ…ตาเฒ่ารอย นี่ตาถึงจริง ซีรีนของข้ายังไม่เรียบร้อยเท่านี้เลย”

    หญิงชราวัยราวหกสิบกว่าเอ่ยขึ้น ทว่าชายหนุ่มรู้ดีว่าอายุแท้จริงน่าจะเกินร้อยปีไม่ต่างจากจอมเวทรอย

    “ท่านย่า ข้าไม่เรียบร้อยตรงไหนกันเล่า”

    หลานสาวบ่นพร้อมส่ายแขนคุณย่าเบา ๆ

     

    ซาเรนา กรีมัลด์ ลูบแขนหลานสาวเบา ๆ คล้ายปลอบใจ ก่อนสายตาคมกลับไปหยุดที่เด็กหนุ่มตรงหน้า แววตาแฝงความวาววับชั่วขณะ เธอเอ่ยเสียงแผ่วจนมีเพียงสองคนได้ยิน

    “พยายามเลี่ยงการเปิดเผยพลังกายในสถาบันให้มากที่สุด มันคงไม่ดีนักหากใครล่วงรู้เรื่องนี้เข้า”

    “ขอรับ”

    นิโคลัสโค้งศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม

    “ท่านย่า แอบกระซิบอะไรกัน นินทาข้าอยู่หรือเปล่า?”

    “ฮ่าฮ่าฮ่า ใครจะกล้านินทาหลานรักกันเล่า”

    เสียงหัวเราะอ่อนโยนทำให้ซีรีนหน้ามุ่ยเล็กน้อย ขณะที่ผู้อาวุโสด้านหลัง องครักษ์ประจำตระกูล ต่างแอบอมยิ้ม

     

    บึ้ม! อ๊ากกก!!!

    เสียงระเบิดดังสะท้านจากประตูทางเข้า เศษควันและเปลวไฟฟุ้งกระจายพร้อมร่างหนึ่งถูกเหวี่ยงออกมา ร่างนั้นไหม้เกรียมจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นมนุษย์

    ผู้คนรอบข้างถอยห่างทันที แต่แปลกที่ไร้ความแตกตื่น เหมือนเป็นสิ่งที่พบเจอจนชินชา

     

    “เฮ้อ…มากันทุกปีจริง ๆ ไม่ไส้ศึกก็ปีศาจที่ปลอมเป็นนักศึกษาใหม่ หวังลอบเข้าไปข้างใน ไม่เคยหลาบจำเลย น่าสงสารก็แต่เด็กน้อย รุ่งโรจน์ยังไม่ทันผลิบานก็ต้องดับไปเสียแล้ว”

    เสียงทอดถอนใจจากผู้เฒ่าผู้หนึ่งดังขึ้น

    องครักษ์ที่เข้าไปตรวจสอบรีบกลับมารายงาน

    “ครั้งนี้พวกมันถึงกับใช้อสูรซินเทธเลยขอรับ”

    ซาเรนาเพียงพยักหน้าช้า ๆ แต่หลานสาวกลับเบิกตาอย่างสงสัย

    “อสูรซินเทธคืออะไรหรือท่านย่า?”

    นิโคลัสเองก็เงี่ยหูฟังด้วยใจจดจ่อ

    “มันคืออสูรขนาดเล็กคล้ายตะขาบที่เลื้อยเข้าสู่ร่างกาย แล้วฝังตัวในสมอง จากนั้นจะควบคุมโฮสต์ให้ทำตามคำสั่งผ่านเวทลับ”

    “อี๋! น่าขนลุก ข้าต้องระวังตัวเองหรือเปล่าเนี่ย?”

    ซีรีนทำท่าขนลุกทันที

    “ไม่ง่ายนัก อสูรชนิดนี้อ่อนแอมาก ต่อให้โฮสต์หมดสติ แต่พลังในร่างกายก็มักต่อต้านทันทีจนมันตายแม้เจ้าตัวจะหมดสติอยู่ หากจะฝังได้จริง ต้องผ่านพิธีการหลายขั้นตอน”

     

    ซาเรนาหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ

    “อีกอย่าง เจ้าลองคิดสิ ตั้งแต่เล็กจนโต เจ้าหนีเที่ยวมากี่ครั้งแล้ว? เคยมีใครทำร้ายเจ้าได้บ้างหรือ?”

    “ท่านย่า!”

    ซีรีนโวยเบา ๆ พร้อมแก้มขึ้นสีจาง

    “พวกเจ้าเข้าไปข้างในได้แล้ว”

    ซาเรนาโบกมืออย่างอ่อนโยน ก่อนหันไปหานิโคลัส

    “เจ้าเด็กน้อย ฝากดูแลหลานสาวข้าด้วย หากวันใดเธอเผลอไปหลงเสน่ห์หนุ่มหน้าใสที่ไม่น่าไว้ใจ เจ้าช่วยห้ามปรามเธอด้วย”

    “ท่านย่า!”

    ซีรีนตะโกนเสียงเขิน หน้าแดงก่ำก่อนรีบโค้งลาแล้วเดินหนีไปข้างหน้า

    นิโคลัสก้มศีรษะลึก

    “ซีรีนคือเพื่อนคนแรกของข้าน้อย ข้าน้อยจะพยายามเต็มที่ขอรับ”

    แล้วจึงก้าวตามไป

     

    เหล่าองครักษ์มองตาม ก่อนมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

    “เด็กผู้นี้…ไม่เหมือนนักเวทเลยนะขอรับ ลักษณะคล้ายพวกเรามากกว่า”

    “อืม ใช่ นั่นแหละสาเหตุที่ซีรีนถึงขยันขึ้นมาได้ เจ้าแก่นั่นไปดึงเด็กประหลาดแบบนี้จากตระกูลเบลลาทอร์ได้อย่างไรกัน…”

    ซาเรนาขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนสั่งการเสียงเรียบ

    “ส่งหน่วยลับไปสืบเรื่องตระกูลเบลลาทอร์ในแคว้นเวอร์แดนเทีย”

    “ขอรับ นายท่าน”

    องครักษ์อีกคนเสริมทันที

    “เมื่อเดือนก่อน ข้าได้รับรายงานว่าแคว้นเวอร์แดนเทียถูกฝูงสัตว์อสูรจากป่าอัมบราฟิลโจมตี ถึงขั้นต้องร้องขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิ”

    “ใช่…ข้าจำได้ แต่ก็น่าแปลกนัก ตระกูลเบลลาทอร์เฝ้าแนวตะวันตกมาเนิ่นนาน ไม่เคยมีปัญหามาก่อน ทำไมจู่ ๆ ถึงเกิดเรื่องขึ้นได้? เจ้าส่งคนไปสืบให้ละเอียดด้วย”

    “ขอรับ”

    ซาเรนามองตามแผ่นหลังของนิโคลัสที่หายลับไปกับประตูเวท รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่ริมฝีปาก

    “หวังว่าเจ้าจะปิดบังพลังไปได้นานที่สุด…”

     

     

    ท้องฟ้าครามเบื้องหน้าเจิดจ้าโดยไม่แสบตา ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าขนาบสองข้างทางราวกับกำแพงพฤกษา เสียงนกนานาพันธุ์ขับขานประสานคล้ายต้อนรับนักศึกษาใหม่

    นิโคลัสเห็นบรรยากาศแปลกตาจึงปล่อยซิลฟี่ออกมา

    “ว้าว! อากาศที่นี่สดชื่นสุด ๆ เลยนิค ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?”

    “สถาบันวาลเดียลา”

    “ซีรีน สวัสดี! เดี๋ยวข้าตามไปนะ ขอไปสำรวจรอบ ๆ ก่อน”

    พูดจบ นกน้อยโผบินหายไปในแนวไม้เขียวชอุ่ม

     

    ซีรีนเหลือบมองพลางถาม

    “เจ้าไม่กลัวมันถูกสัตว์เวททำร้ายหรือ?”

    “ไม่หรอก ซิลฟี่เป็นสัตว์กึ่งเวทแล้วนะ ตอนอยู่ในเมืองไม่มีใครกล้าแตะต้องมัน แถมยังทำตัวเหมือนหัวหน้าฝูงอีกต่างหาก”

    “อย่าลืมสิ ที่นี่ไม่ใช่ในเมือง อากาศที่นี่เต็มไปด้วยพลังธรรมชาติสูงกว่าหลายเท่า สัตว์กึ่งเวทพบเห็นได้ทั่วไป แถมยังมีสัตว์เวทให้เห็นอีกด้วย ไหนจะสัตว์เลี้ยงของนักศึกษาอีกมหาศาล โดยเฉพาะเขตของผู้ฝึกสัตว์ยิ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเลย”

    นิโคลัสเกาศีรษะเบา ๆ

    “เอ่อ…ข้าไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย ในเมืองเห็นสัตว์น้อยมาก นึกว่าในสถาบันก็เช่นเดียวกัน แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ซิลฟี่ผ่านประสบการณ์เอาตัวรอดมาเยอะ มันคงไม่พลาดง่าย ๆ”

    “ก็หวังอย่างนั้น หากมันบาดเจ็บ เจ้าพาไปที่เขตผู้ฝึกสัตว์เถอะ ที่นั่นมีหน่วยพยาบาลดูแลโดยเฉพาะ”

    นิโคลัสมองซีรีนอย่างทึ่ง

    “ทำไมเจ้ารู้เรื่องในสถาบันมากจัง ทั้งที่ไม่เคยเข้ามาเลยนี่นา”

    “ก็แน่อยู่แล้ว พี่ ๆ ข้าหลายคนเรียนที่นี่ ลูกหลานหัวหน้าฮันเตอร์เองก็เรียนทั้งนั้น ข้าได้ฟังเรื่องเล่ามาเกือบสิบปี”

    เขาหรี่ตามอง

    “เขาเล่าให้ฟังเอง หรือเจ้าไปตื๊อถามเอา?”

    ซีรีนสะบัดหน้า หันหนีแล้วบ่นงึมงำ

    “ฮึ่ย! มันต่างกันตรงไหนเล่า สุดท้ายพวกเขาก็เล่าให้ข้าฟังอยู่ดี”

     

    สองข้างทางเรียงรายด้วยอาคารเรียนขนาดใหญ่ ทรงสถาปัตยกรรมโบราณที่แม้ไม่งดงามหรูหรา แต่กลับแฝงด้วยความสง่างามมั่นคงสมฐานะสถาบันอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

    ระหว่างทางมีรูปสลักสัตว์วิเศษตั้งตระหง่านอยู่เป็นระยะริมทางเดิน บางตัวยืนหยัด บางตัวกำลังกางปีกพร้อมทะยาน

    นัยน์ตาที่ทำจากผลึกใสสะท้อนแสงแดดวาววับ จนดูคล้ายสิ่งมีชีวิตกำลังจับจ้องผู้ผ่านไปมา ทำให้ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือไปแตะต้อง แม้แต่ซีรีนที่ชอบสิ่งแปลกใหม่ก็ยังถอยห่างด้วยความหวั่นเกรง

    เหนือศีรษะเป็นท้องฟ้าสีครามสดใส กลับไร้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ มีเพียงลมเย็นเอื่อยพัดตลอดเวลา ราวกับสถานที่แห่งนี้ได้รับพรจากธรรมชาติ

    เวลาเดินล่วงเลย เหลืออีกเพียงสิบนาทีจะถึงการเรียกเข้าหอประชุมใหญ่ แผ่นป้ายนักศึกษาที่ห้อยอยู่บนคอของทุกคนส่องแสงกระพริบพร้อมเสียงเตือนแผ่วเบา

    นิโคลัสหยิบขึ้นมาดู แต่ไม่รู้วิธีปิดการแจ้งเตือนนี้ จนซีรีนต้องเอ่ยแนะนำ

    “ส่งมานาของเจ้าลงไปเล็กน้อย เดี๋ยวมันก็ดับเอง”

    “อ้อ ขอบคุณ”

    เมื่อทำตาม แสงและเสียงก็หายไปทันที ก่อนข้อความชัดเจนปรากฏขึ้น

     

    ชื่อ: นิโคลัส เบลลาทอร์

    วิถี: นักเวท

    ระดับ: นักเวทฝึกหัดขั้นต้น

    ลำดับชั้นปี: 10

    ลำดับวิถี: 4

    ห้องเรียนรวม: ห้อง อัลลิคอร์น เลขที่ 1

     

    เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย พอจะเข้าใจว่าเป็นการแจ้งห้องเรียนรวม

    “นิค เจ้าอยู่ห้องไหนน่ะ?”

    ซีรีนชะโงกมาถาม

    “อัลลิคอร์น”

    “จริงสิ! สุดยอดเลย เราได้อยู่ห้องเดียวกัน โอกาสแบบนี้หายากนะ ปีหนึ่งมีตั้งสิบสองห้องแน่ะ”

    “แล้วเขาจัดห้องยังไงกัน?”

    นิโคลัสถามอย่างสงสัย เขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อน เพราะเอาแต่ฝึกฝน

    ซีรีนถอนหายใจเฮือก

    “นี่เจ้าไม่ได้อ่านหนังสือแนะนำเลยใช่ไหม?”

    “ข้ายุ่ง”

    เขาตอบหน้าตาย

     

    “เฮ้อ…รู้อยู่แล้ว เอาเถอะ ข้าจะเล่าให้ฟังเอง สถาบันจะกระจายนักศึกษาให้แต่ละห้องมีความสามารถเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทุกห้องต้องมีนักเรียนจากทุกวิถีเพื่อให้ฝึกทำงานเป็นทีม ส่วนวิชาที่เรียนรวมก็มีตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ภาษา การเมือง ไปจนถึงเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เยอะแยะไปหมด”

    เธออธิบายต่อพลางเหลือบมองเขา

    “ในแต่ละสัปดาห์ มีสามวันที่จะมีวิชาเรียนรวม  อีกสองวันจะเรียนวิชาเลือกในตอนเช้าแล้วบ่ายจะแยกตามวิถี ที่บางครั้งอาจมีแยกเรียนตามความสามารถด้วย อย่างเจ้าที่ติดสิบอันดับนักเวท จะถูกจัดให้เรียนเวทขั้นสูง แต่ถ้าฝีมือไม่ถึง…ก็โดนถีบลงไปอยู่กลุ่มต่ำกว่า ซึ่งมันน่าอายมากนะ”

     

    “เจ้าอยากบอกว่าข้าจะถูกถีบลงหรือ?”

    นิโคลัสหันไปสบตาเธอซีรีนยักไหล่

    “ไม่แน่ แต่ข้าว่ามีโอกาสที่เจ้าจะหาทางเลี่ยงออกมาเองมากกว่า”

    นิโคลัสหัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบ เขารู้ตัวเองดีว่าคงทำเช่นนั้นหากมีโอกาส…ทว่าคงขึ้นอยู่กับว่าจอมเวทรอยจะยอมให้เขาทำหรือไม่

     

    บึ้ม!

    เสียงพลุเวทมนตร์ดังสนั่นกลางฟ้า เหนือยอดหอประชุมใหญ่ แสงหลากสีแตกกระจาย ก่อนเสียงหญิงชราคนหนึ่งก้องกังวานทั่วบริเวณ

    “สวัสดีนักศึกษาใหม่ทุกคน ในนามตัวแทนคณาจารย์ ข้าขอต้อนรับพวกเจ้าด้วยความยินดี เวลานี้ขอให้นักศึกษาทุกคนทยอยเข้าหอประชุม นั่งตามแถวและเลขที่ของตนเองโดยเรียบร้อย…เริ่มได้”

     

    ทันใดนั้น ประตูบานใหญ่ทั้งสี่ซึ่งปิดสนิทมาตลอดค่อย ๆ เลือนหาย เผยให้เห็นหอประชุมภายในที่กว้างไกลเกินกว่าจะเชื่อสายตา แม้นักศึกษาใหม่เก้าร้อยคนทยอยก้าวเข้าไป แต่ยังคงเหลือพื้นที่ว่างมากมาย

     

    นิโคลัสก้าวเดินตามผู้คนพลางเหลือบมองไปรอบ ๆ

    “ข้ารู้สึกว่าข้างในกว้างกว่าตัวอาคารภายนอกหลายเท่าเลย”

    เขาพึมพำกับตนเอง แต่ซีรีนหูไวได้ยินเต็ม ๆ

    “เจ้าไม่รู้หรือ? อาคารใหญ่ ๆ ของสถาบันมักใช้เวทมิติคล้ายกับถุงเก็บของ หอประชุมนี้ก็เช่นกัน แต่ขนาดใหญ่อย่างนี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้ ต้องให้เหล่า ดวอร์ฟ ระดับหัวหน้ามาสร้างให้”

    นิโคลัสชะงักกึก หันมองเธอแทบจะทันที

     

    “อะไรนะ…ดวอร์ฟ? ในจักรวรรดินี้ยังมีดวอร์ฟอยู่ด้วยหรือ?”

    แววตาเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจ แม้จะรู้ดีว่า ‘อาณาจักรอัลมอรีส’ ยังเป็นที่อยู่ของเหล่าดวอร์ฟและเอลฟ์ แต่จากชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงความทรงจำเจ้าของร่าง เผ่าพันธุ์เหล่านั้นแทบไม่เคยออกจากถิ่นฐานตนเองเลย…

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน