ภาค รุ่งอรุณ
ฟ้าสางของวันใหม่มาพร้อมม่านหมอกบาง ๆ คลี่คลุมไปทั่วรอบบริเวณ เสียงนกราตรีส่งท้ายยามค่ำขับขาน ก่อนจะโผออกจากโรงฝึกด้านหลังโรงแรม
สายลมยามเช้ามืดพัดเย็นสบาย ต้องผิวกายให้ชายหนุ่มรู้สึกสดชื่น เตรียมใจรับเรื่องราวใหม่ที่จะเริ่มต้นในวันนี้
นิโคลัสยืนอยู่ท่ามกลางฝูงนกที่โฉบไปมา รอจังหวะให้ถึงรอบของตนเองที่จะบินออกไป
เขาหลับตาลง จมสู่สมาธิรับฟังเสียงกระพือปีกกับแรงสั่นสะเทือนของมานา ที่ตอบสนองต่อคลื่นตรวจจับที่เขากระจายออกไป
การรับรู้ของเขาหลังจากสร้างวงแหวนมานาพัฒนาขึ้นมาก เวลานี้แค่เพียงประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณนักล่า ก็มองเห็นทุกสิ่งในระยะสามสิบเมตรรอบตัวอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้มานาเข้าช่วย
มือหนึ่งยังถือตำราสรรพสัตว์ ที่เขาแทบไม่มีเวลาตรวจสอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา พลางพึมพำเบา ๆ
“ยังไม่เปลี่ยนเลย… คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่”
เขาเช็ดเหงื่อ สูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปมองบ้านใหญ่หลังโรงแรมซึ่งตอนนี้กลายเป็นทั้งบ้านที่อบอุ่นที่สุดสำหรับเขาในโลกใบใหม่ สายตาแน่วแน่ขึ้นเล็กน้อย
“ถึงเวลาแล้ว...”
เขาพึมพำ ก่อนก้าวออกจากโรงฝึกที่คุ้นเคย
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
“นายน้อย พวกเราขอไปส่งได้ไหมขอรับ ข้าอยากไปเห็นกับตา ว่านายน้อยของเราจะก้าวเข้าสถาบันอันดับหนึ่ง หากบันทึกภาพไว้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย—โอ๊ย!”
เสียงรำพันของแจ็คขาดห้วง เมื่อถูกมือฟาดลงที่หัวดังปั๊ก อารินสะบัดมือราวกับเพิ่งสัมผัสของสกปรก ขณะที่อีรินยิ้มบางพลางเอ่ยขึ้น
“ขอให้นายน้อยมีความสุข สนุกกับชีวิตวัยรุ่นนะเจ้าคะ”
“ขอบคุณพี่อีริน”
เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
ทว่าหญิงสาวก็ยิ้มกรุ้มกริ่มพลางทำท่ากระซิบเบา ทว่าทุกคนได้ยิน
“อย่าลืมภารกิจกอบกู้ตระกูลนะนายน้อย… ท่านต้องหลอกล่อสาวน้อยมาให้ได้เยอะ ๆ—โอ๊ย!”
เสียงร้องโอดดังขึ้นทันที เมื่อมือใครบางคนหยิกเข้าที่เอวเธอ อารินถอนหายใจพลางหันมาพูดกับนายน้อยด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนกว่าเดิม
“ท่านต้องพยายามให้มาก ๆ นะนายน้อย”
พยายามเรื่องอะไร นิโคลัสไม่กล้าถาม เพราะเสียงรอบข้างพร้อมใจกันดังขึ้น
“พยายามเข้านะนายน้อย เพื่อตระกูลเบลลาทอร์ของพวกเรา!”
เขาถอนหายใจเบา ๆ พลางคลึงขมับ
“นี่พวกท่านให้ข้าไปเรียน…หรือไปทำอะไรกันแน่?”
บอริส รองหัวหน้าหน่วยรีบโพล่งขึ้น
“นายหญิงของเรานอกจากหน้าตางดงามแล้ว ต้องเก่งและฉลาดด้วย เพื่อช่วยนายน้อยดูแลตระกูล!”
เสียงขานรับรอบข้างดังขึ้นอีกครั้ง จนชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าในใจ นึกว่าทุกคนอยากให้เขาตั้งใจเรียน กลับกลายเป็นเร่งรัดให้หาภรรยาเสียอย่างนั้น
เสียงชราของรอยดังขึ้น ราวกับสวรรค์เข้ามาช่วย
“พอได้แล้ว เดี๋ยวนายน้อยจะสาย”
อดีตพ่อบ้านผู้ภักดีหันมาพูดกับนายน้อยด้วยแววตาจริงจัง
“เจ้ารีบไปได้แล้ว จำทางได้ใช่ไหม?”
“ขอรับ”
เขาตอบสั้น ๆ
“ไปได้แล้ว”
เมื่อได้รับคำอนุญาต นิโคลัสจึงนำสิ่งของชิ้นหนึ่งออกจากถุงเก็บของ วางลงกับพื้น ก่อนใช้เท้าเหยียบเบา ๆ
กระดานไม้ขนาดเล็กที่มีล้อสี่ล้ออยู่ใต้ สายตาผู้ที่ไม่เคยเห็นต่างเต็มไปด้วยความสงสัย ส่วนกลุ่มที่เคยไปรับของจากกลุ่มเหรียญทอง แม้จะเคยเห็นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร…
นิโคลัสหันไปจะกล่าวลาทุกคน แต่สายตาของเหล่าเขี้ยวอัสดงกลับจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ใต้เท้าเขา กระดานไม้ประหลาดสี่ล้อที่กลิ้งไปมาได้ราวกับของเล่นเวทมนตร์
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนอธิบาย
“ของชิ้นนี้ เรียกว่า สเก็ตบอร์ด จะว่าเป็นของเล่นเด็กก็ได้ จากเหตุที่ข้าไม่อยากใช้ม้าเพราะไม่มีเวลาคอยดูแลพวกมัน ข้าเลยใช้ต้องหาพาหนะเดินทางในเมืองแทน”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย คล้ายชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็กล่าวต่อ
“เอาไว้ข้ากลับมาวันหยุดแล้วจะสอนพวกท่านใช้ แจ็ค! เจ้าเอาแบบร่างนี้ไปให้ช่างเหรียญทองทำไว้สักสามอันก็พอ วันหยุดข้าจะได้มาสอนได้พอดี อีกอย่างนะ มันวิ่งได้เฉพาะบนพื้นเรียบ ถ้าขรุขระก็ใช้ไม่ได้ พวกท่านช่วยทำลานนี้ให้เป็นพื้นหินเรียบหน่อย จะได้สะดวกขึ้นทั้งกับลูกค้าด้วย”
เมื่อพูดจบ เขาหยิบไม้เวทขึ้นมา ขึ้นยืนบนกระดานไม้ แล้วร่ายเวทน้ำแข็งบาง ๆ ปูไปข้างหน้า ความเย็นจับผิวดินจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งยาวสี่เมตร แสงสว่างสีฟ้าอ่อนสะท้อนขึ้นเป็นละอองไอขาวเบาบางลอยคลุ้ง
“ข้าไปก่อนนะ ฝากดูแลร้านด้วย หากมีเรื่องด่วนให้ฮอร์คไปส่งข่าว ข้าไปล่ะ”
เขาหันกลับมากล่าวลาอีกครั้ง ก่อนถีบตัวออกไป
สเก็ตบอร์ดแล่นฉิวไปบนผืนน้ำแข็งบาง เมื่อใกล้สิ้นระยะ เขาร่ายเวทซ้อนสร้างแผ่นใหม่ต่อทันที เป็นการสาธิตให้ทุกคนเห็นว่าหากพื้นไม่เรียบจำเป็นต้องอาศัยเวทช่วย
ยังไม่ทันไปไกล เสียงชราก็ดังตามหลังมา ชัดเจนจนเขาเกือบเสียจังหวะ
“อย่าเอาแต่ทำโน่นทำนี่ จนไม่มีเวลาหาภรรยาล่ะ”
คาถาที่กำลังร่ายแตกกระจาย สเก็ตบอร์ดกระแทกเข้ากับทางขรุขระจนเขาต้องกระโดดลงยืน ก่อนหันไปส่งสายตาค้อนใส่จอมเวทรอย แล้วรีบร่ายเวทน้ำแข็งอีกครั้งเพื่อออกเดินทาง
ตลอดเส้นทางในเมือง สายตาหลายคู่หันมามองเขาเป็นเป้าสนใจ แม้เขาไม่ได้ร่ายเวทน้ำแข็งแล้ว แต่สเก็ตบอร์ดที่แล่นฉิวบนถนนหินเรียบที่นักเวทดินสร้างไว้ ก็ดูแปลกตาเกินกว่าจะมองข้าม
‘บ้าชะมัด…แค่สเก็ตบอร์ด จะสนใจอะไรกันขนาดนี้ นี่มันโลกโลกเวทมนตร์นะ มีของน่าตกใจกว่านี้ตั้งเยอะ’
นิโคลัสสบถในใจ พลางถีบเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเลี่ยงสายตาผู้คน และบางครั้งยังอาศัยเวทลมช่วยเร่งความเร็วเมื่อถนนโล่ง
เกือบชั่วโมงหลังออกจากโรงแรม เขาแล่นอ้อมจากเขตใต้ ผ่านเขตตะวันตกที่มีถนนกว้างคล้ายวงแหวน จนมาถึงถนนสายหลักนอกกำแพงเมืองทางเหนือ ที่เต็มไปด้วยผู้คนและรถม้า ต่างมุ่งหน้าไปยังประตูสถาบันวาลเดียลา เวลานี้เกือบแปดโมงเช้า ยังเหลืออีกครึ่งชั่วโมงก่อนงานปฐมนิเทศจะเริ่ม
คนรอบข้างต่างเหลียวมองชายหนุ่มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นิโคลัสไม่ใส่ใจแล้ว เขาเร่งความเร็วเข้าสู่ลานกว้างหน้าประตู ที่ซึ่งนักศึกษาใหม่และญาติพากันร่ำลา บรรยากาศคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะปนความตื่นเต้น
เขาเก็บสเก็ตบอร์ดเข้าถุงเก็บของ กำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูสถาบัน แต่เสียงใส ๆ ก็ดังขึ้นข้างหลัง
“นิค! เดี๋ยวก่อน”
เขาจำเสียงได้ทันที ซีรีน, สาวน้อยตัวป่วนของเขาเอง
เมื่อหันกลับไป ไม่ได้มีเพียงซีรีน แต่ยังมีผู้อาวุโสหลายคนยืนอยู่ด้านหลังเธอ
นิโคลัสผู้รักษามารยาทมาแต่เดิม ก้าวเข้าไปคารวะทันที
“นิโคลัส ขอคารวะผู้อาวุโส”
น้ำเสียงเข้มและท่าทางสุภาพ ทำให้ผู้สูงวัยทั้งหลายสัมผัสได้ถึงความจริงใจ
“ดี ๆ…ตาเฒ่ารอย นี่ตาถึงจริง ซีรีนของข้ายังไม่เรียบร้อยเท่านี้เลย”
หญิงชราวัยราวหกสิบกว่าเอ่ยขึ้น ทว่าชายหนุ่มรู้ดีว่าอายุแท้จริงน่าจะเกินร้อยปีไม่ต่างจากจอมเวทรอย
“ท่านย่า ข้าไม่เรียบร้อยตรงไหนกันเล่า”
หลานสาวบ่นพร้อมส่ายแขนคุณย่าเบา ๆ
ซาเรนา กรีมัลด์ ลูบแขนหลานสาวเบา ๆ คล้ายปลอบใจ ก่อนสายตาคมกลับไปหยุดที่เด็กหนุ่มตรงหน้า แววตาแฝงความวาววับชั่วขณะ เธอเอ่ยเสียงแผ่วจนมีเพียงสองคนได้ยิน
“พยายามเลี่ยงการเปิดเผยพลังกายในสถาบันให้มากที่สุด มันคงไม่ดีนักหากใครล่วงรู้เรื่องนี้เข้า”
“ขอรับ”
นิโคลัสโค้งศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม
“ท่านย่า แอบกระซิบอะไรกัน นินทาข้าอยู่หรือเปล่า?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ใครจะกล้านินทาหลานรักกันเล่า”
เสียงหัวเราะอ่อนโยนทำให้ซีรีนหน้ามุ่ยเล็กน้อย ขณะที่ผู้อาวุโสด้านหลัง องครักษ์ประจำตระกูล ต่างแอบอมยิ้ม
บึ้ม! อ๊ากกก!!!
เสียงระเบิดดังสะท้านจากประตูทางเข้า เศษควันและเปลวไฟฟุ้งกระจายพร้อมร่างหนึ่งถูกเหวี่ยงออกมา ร่างนั้นไหม้เกรียมจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นมนุษย์
ผู้คนรอบข้างถอยห่างทันที แต่แปลกที่ไร้ความแตกตื่น เหมือนเป็นสิ่งที่พบเจอจนชินชา
“เฮ้อ…มากันทุกปีจริง ๆ ไม่ไส้ศึกก็ปีศาจที่ปลอมเป็นนักศึกษาใหม่ หวังลอบเข้าไปข้างใน ไม่เคยหลาบจำเลย น่าสงสารก็แต่เด็กน้อย รุ่งโรจน์ยังไม่ทันผลิบานก็ต้องดับไปเสียแล้ว”
เสียงทอดถอนใจจากผู้เฒ่าผู้หนึ่งดังขึ้น
องครักษ์ที่เข้าไปตรวจสอบรีบกลับมารายงาน
“ครั้งนี้พวกมันถึงกับใช้อสูรซินเทธเลยขอรับ”
ซาเรนาเพียงพยักหน้าช้า ๆ แต่หลานสาวกลับเบิกตาอย่างสงสัย
“อสูรซินเทธคืออะไรหรือท่านย่า?”
นิโคลัสเองก็เงี่ยหูฟังด้วยใจจดจ่อ
“มันคืออสูรขนาดเล็กคล้ายตะขาบที่เลื้อยเข้าสู่ร่างกาย แล้วฝังตัวในสมอง จากนั้นจะควบคุมโฮสต์ให้ทำตามคำสั่งผ่านเวทลับ”
“อี๋! น่าขนลุก ข้าต้องระวังตัวเองหรือเปล่าเนี่ย?”
ซีรีนทำท่าขนลุกทันที
“ไม่ง่ายนัก อสูรชนิดนี้อ่อนแอมาก ต่อให้โฮสต์หมดสติ แต่พลังในร่างกายก็มักต่อต้านทันทีจนมันตายแม้เจ้าตัวจะหมดสติอยู่ หากจะฝังได้จริง ต้องผ่านพิธีการหลายขั้นตอน”
ซาเรนาหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ
“อีกอย่าง เจ้าลองคิดสิ ตั้งแต่เล็กจนโต เจ้าหนีเที่ยวมากี่ครั้งแล้ว? เคยมีใครทำร้ายเจ้าได้บ้างหรือ?”
“ท่านย่า!”
ซีรีนโวยเบา ๆ พร้อมแก้มขึ้นสีจาง
“พวกเจ้าเข้าไปข้างในได้แล้ว”
ซาเรนาโบกมืออย่างอ่อนโยน ก่อนหันไปหานิโคลัส
“เจ้าเด็กน้อย ฝากดูแลหลานสาวข้าด้วย หากวันใดเธอเผลอไปหลงเสน่ห์หนุ่มหน้าใสที่ไม่น่าไว้ใจ เจ้าช่วยห้ามปรามเธอด้วย”
“ท่านย่า!”
ซีรีนตะโกนเสียงเขิน หน้าแดงก่ำก่อนรีบโค้งลาแล้วเดินหนีไปข้างหน้า
นิโคลัสก้มศีรษะลึก
“ซีรีนคือเพื่อนคนแรกของข้าน้อย ข้าน้อยจะพยายามเต็มที่ขอรับ”
แล้วจึงก้าวตามไป
เหล่าองครักษ์มองตาม ก่อนมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เด็กผู้นี้…ไม่เหมือนนักเวทเลยนะขอรับ ลักษณะคล้ายพวกเรามากกว่า”
“อืม ใช่ นั่นแหละสาเหตุที่ซีรีนถึงขยันขึ้นมาได้ เจ้าแก่นั่นไปดึงเด็กประหลาดแบบนี้จากตระกูลเบลลาทอร์ได้อย่างไรกัน…”
ซาเรนาขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนสั่งการเสียงเรียบ
“ส่งหน่วยลับไปสืบเรื่องตระกูลเบลลาทอร์ในแคว้นเวอร์แดนเทีย”
“ขอรับ นายท่าน”
องครักษ์อีกคนเสริมทันที
“เมื่อเดือนก่อน ข้าได้รับรายงานว่าแคว้นเวอร์แดนเทียถูกฝูงสัตว์อสูรจากป่าอัมบราฟิลโจมตี ถึงขั้นต้องร้องขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิ”
“ใช่…ข้าจำได้ แต่ก็น่าแปลกนัก ตระกูลเบลลาทอร์เฝ้าแนวตะวันตกมาเนิ่นนาน ไม่เคยมีปัญหามาก่อน ทำไมจู่ ๆ ถึงเกิดเรื่องขึ้นได้? เจ้าส่งคนไปสืบให้ละเอียดด้วย”
“ขอรับ”
ซาเรนามองตามแผ่นหลังของนิโคลัสที่หายลับไปกับประตูเวท รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่ริมฝีปาก
“หวังว่าเจ้าจะปิดบังพลังไปได้นานที่สุด…”
ท้องฟ้าครามเบื้องหน้าเจิดจ้าโดยไม่แสบตา ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าขนาบสองข้างทางราวกับกำแพงพฤกษา เสียงนกนานาพันธุ์ขับขานประสานคล้ายต้อนรับนักศึกษาใหม่
นิโคลัสเห็นบรรยากาศแปลกตาจึงปล่อยซิลฟี่ออกมา
“ว้าว! อากาศที่นี่สดชื่นสุด ๆ เลยนิค ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?”
“สถาบันวาลเดียลา”
“ซีรีน สวัสดี! เดี๋ยวข้าตามไปนะ ขอไปสำรวจรอบ ๆ ก่อน”
พูดจบ นกน้อยโผบินหายไปในแนวไม้เขียวชอุ่ม
ซีรีนเหลือบมองพลางถาม
“เจ้าไม่กลัวมันถูกสัตว์เวททำร้ายหรือ?”
“ไม่หรอก ซิลฟี่เป็นสัตว์กึ่งเวทแล้วนะ ตอนอยู่ในเมืองไม่มีใครกล้าแตะต้องมัน แถมยังทำตัวเหมือนหัวหน้าฝูงอีกต่างหาก”
“อย่าลืมสิ ที่นี่ไม่ใช่ในเมือง อากาศที่นี่เต็มไปด้วยพลังธรรมชาติสูงกว่าหลายเท่า สัตว์กึ่งเวทพบเห็นได้ทั่วไป แถมยังมีสัตว์เวทให้เห็นอีกด้วย ไหนจะสัตว์เลี้ยงของนักศึกษาอีกมหาศาล โดยเฉพาะเขตของผู้ฝึกสัตว์ยิ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเลย”
นิโคลัสเกาศีรษะเบา ๆ
“เอ่อ…ข้าไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย ในเมืองเห็นสัตว์น้อยมาก นึกว่าในสถาบันก็เช่นเดียวกัน แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ซิลฟี่ผ่านประสบการณ์เอาตัวรอดมาเยอะ มันคงไม่พลาดง่าย ๆ”
“ก็หวังอย่างนั้น หากมันบาดเจ็บ เจ้าพาไปที่เขตผู้ฝึกสัตว์เถอะ ที่นั่นมีหน่วยพยาบาลดูแลโดยเฉพาะ”
นิโคลัสมองซีรีนอย่างทึ่ง
“ทำไมเจ้ารู้เรื่องในสถาบันมากจัง ทั้งที่ไม่เคยเข้ามาเลยนี่นา”
“ก็แน่อยู่แล้ว พี่ ๆ ข้าหลายคนเรียนที่นี่ ลูกหลานหัวหน้าฮันเตอร์เองก็เรียนทั้งนั้น ข้าได้ฟังเรื่องเล่ามาเกือบสิบปี”
เขาหรี่ตามอง
“เขาเล่าให้ฟังเอง หรือเจ้าไปตื๊อถามเอา?”
ซีรีนสะบัดหน้า หันหนีแล้วบ่นงึมงำ
“ฮึ่ย! มันต่างกันตรงไหนเล่า สุดท้ายพวกเขาก็เล่าให้ข้าฟังอยู่ดี”
สองข้างทางเรียงรายด้วยอาคารเรียนขนาดใหญ่ ทรงสถาปัตยกรรมโบราณที่แม้ไม่งดงามหรูหรา แต่กลับแฝงด้วยความสง่างามมั่นคงสมฐานะสถาบันอันดับหนึ่งของแผ่นดิน
ระหว่างทางมีรูปสลักสัตว์วิเศษตั้งตระหง่านอยู่เป็นระยะริมทางเดิน บางตัวยืนหยัด บางตัวกำลังกางปีกพร้อมทะยาน
นัยน์ตาที่ทำจากผลึกใสสะท้อนแสงแดดวาววับ จนดูคล้ายสิ่งมีชีวิตกำลังจับจ้องผู้ผ่านไปมา ทำให้ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือไปแตะต้อง แม้แต่ซีรีนที่ชอบสิ่งแปลกใหม่ก็ยังถอยห่างด้วยความหวั่นเกรง
เหนือศีรษะเป็นท้องฟ้าสีครามสดใส กลับไร้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ มีเพียงลมเย็นเอื่อยพัดตลอดเวลา ราวกับสถานที่แห่งนี้ได้รับพรจากธรรมชาติ
เวลาเดินล่วงเลย เหลืออีกเพียงสิบนาทีจะถึงการเรียกเข้าหอประชุมใหญ่ แผ่นป้ายนักศึกษาที่ห้อยอยู่บนคอของทุกคนส่องแสงกระพริบพร้อมเสียงเตือนแผ่วเบา
นิโคลัสหยิบขึ้นมาดู แต่ไม่รู้วิธีปิดการแจ้งเตือนนี้ จนซีรีนต้องเอ่ยแนะนำ
“ส่งมานาของเจ้าลงไปเล็กน้อย เดี๋ยวมันก็ดับเอง”
“อ้อ ขอบคุณ”
เมื่อทำตาม แสงและเสียงก็หายไปทันที ก่อนข้อความชัดเจนปรากฏขึ้น
ชื่อ: นิโคลัส เบลลาทอร์
วิถี: นักเวท
ระดับ: นักเวทฝึกหัดขั้นต้น
ลำดับชั้นปี: 10
ลำดับวิถี: 4
ห้องเรียนรวม: ห้อง อัลลิคอร์น เลขที่ 1
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย พอจะเข้าใจว่าเป็นการแจ้งห้องเรียนรวม
“นิค เจ้าอยู่ห้องไหนน่ะ?”
ซีรีนชะโงกมาถาม
“อัลลิคอร์น”
“จริงสิ! สุดยอดเลย เราได้อยู่ห้องเดียวกัน โอกาสแบบนี้หายากนะ ปีหนึ่งมีตั้งสิบสองห้องแน่ะ”
“แล้วเขาจัดห้องยังไงกัน?”
นิโคลัสถามอย่างสงสัย เขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อน เพราะเอาแต่ฝึกฝน
ซีรีนถอนหายใจเฮือก
“นี่เจ้าไม่ได้อ่านหนังสือแนะนำเลยใช่ไหม?”
“ข้ายุ่ง”
เขาตอบหน้าตาย
“เฮ้อ…รู้อยู่แล้ว เอาเถอะ ข้าจะเล่าให้ฟังเอง สถาบันจะกระจายนักศึกษาให้แต่ละห้องมีความสามารถเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทุกห้องต้องมีนักเรียนจากทุกวิถีเพื่อให้ฝึกทำงานเป็นทีม ส่วนวิชาที่เรียนรวมก็มีตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ภาษา การเมือง ไปจนถึงเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เยอะแยะไปหมด”
เธออธิบายต่อพลางเหลือบมองเขา
“ในแต่ละสัปดาห์ มีสามวันที่จะมีวิชาเรียนรวม อีกสองวันจะเรียนวิชาเลือกในตอนเช้าแล้วบ่ายจะแยกตามวิถี ที่บางครั้งอาจมีแยกเรียนตามความสามารถด้วย อย่างเจ้าที่ติดสิบอันดับนักเวท จะถูกจัดให้เรียนเวทขั้นสูง แต่ถ้าฝีมือไม่ถึง…ก็โดนถีบลงไปอยู่กลุ่มต่ำกว่า ซึ่งมันน่าอายมากนะ”
“เจ้าอยากบอกว่าข้าจะถูกถีบลงหรือ?”
นิโคลัสหันไปสบตาเธอซีรีนยักไหล่
“ไม่แน่ แต่ข้าว่ามีโอกาสที่เจ้าจะหาทางเลี่ยงออกมาเองมากกว่า”
นิโคลัสหัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบ เขารู้ตัวเองดีว่าคงทำเช่นนั้นหากมีโอกาส…ทว่าคงขึ้นอยู่กับว่าจอมเวทรอยจะยอมให้เขาทำหรือไม่
บึ้ม!
เสียงพลุเวทมนตร์ดังสนั่นกลางฟ้า เหนือยอดหอประชุมใหญ่ แสงหลากสีแตกกระจาย ก่อนเสียงหญิงชราคนหนึ่งก้องกังวานทั่วบริเวณ
“สวัสดีนักศึกษาใหม่ทุกคน ในนามตัวแทนคณาจารย์ ข้าขอต้อนรับพวกเจ้าด้วยความยินดี เวลานี้ขอให้นักศึกษาทุกคนทยอยเข้าหอประชุม นั่งตามแถวและเลขที่ของตนเองโดยเรียบร้อย…เริ่มได้”
ทันใดนั้น ประตูบานใหญ่ทั้งสี่ซึ่งปิดสนิทมาตลอดค่อย ๆ เลือนหาย เผยให้เห็นหอประชุมภายในที่กว้างไกลเกินกว่าจะเชื่อสายตา แม้นักศึกษาใหม่เก้าร้อยคนทยอยก้าวเข้าไป แต่ยังคงเหลือพื้นที่ว่างมากมาย
นิโคลัสก้าวเดินตามผู้คนพลางเหลือบมองไปรอบ ๆ
“ข้ารู้สึกว่าข้างในกว้างกว่าตัวอาคารภายนอกหลายเท่าเลย”
เขาพึมพำกับตนเอง แต่ซีรีนหูไวได้ยินเต็ม ๆ
“เจ้าไม่รู้หรือ? อาคารใหญ่ ๆ ของสถาบันมักใช้เวทมิติคล้ายกับถุงเก็บของ หอประชุมนี้ก็เช่นกัน แต่ขนาดใหญ่อย่างนี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้ ต้องให้เหล่า ดวอร์ฟ ระดับหัวหน้ามาสร้างให้”
นิโคลัสชะงักกึก หันมองเธอแทบจะทันที
“อะไรนะ…ดวอร์ฟ? ในจักรวรรดินี้ยังมีดวอร์ฟอยู่ด้วยหรือ?”
แววตาเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจ แม้จะรู้ดีว่า ‘อาณาจักรอัลมอรีส’ ยังเป็นที่อยู่ของเหล่าดวอร์ฟและเอลฟ์ แต่จากชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงความทรงจำเจ้าของร่าง เผ่าพันธุ์เหล่านั้นแทบไม่เคยออกจากถิ่นฐานตนเองเลย…