หลังจากที่เหมยฮัวและเฉินหลงกลับมารายงานข้อมูลจากย่านบันเทิงยามค่ำคืน บรรยากาศในห้องสืบสวนก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์สีขาวนวลสาดส่องลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มคดี ภาพถ่าย ข้อมูลต่างๆ และเศษกระดาษที่ถูกขยำทิ้ง กลิ่นกาแฟที่เข้มข้นผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นอับของห้อง ทำให้บรรยากาศดูอึดอัดและกดดัน
เหมยฮัวนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอ ซึ่งอยู่ใกล้หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปเห็นแสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในยามค่ำคืน เธอถอนหายใจเบาๆ พลางมองภาพถ่ายของเหยื่อทั้งสามคนบนโต๊ะ เธอพยายามเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ แต่ก็ยังไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจน หลิวฟาง ครูสอนดนตรีที่ดูอ่อนโยนและมีเมตตา หวังลี่ พนักงานเสิร์ฟที่ดูร่าเริงและมีชีวิตชีวา และจางเหมย นักศึกษาที่ดูตั้งใจเรียนและมีความมุ่งมั่น พวกเธอแตกต่างกันทั้งอาชีพและบุคลิก แต่สิ่งที่พวกเธอมีเหมือนกันคือ รอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้าย และความตายที่น่าเศร้าซึ่งยังคงเป็ปริศนาอยู่
“เราได้ตรวจสอบประวัติของเหยื่ออย่างละเอียดแล้ว”
หวังจิน เ้าหน้าที่าุโที่เดินเข้ามาหาเหมยฮัวกล่าว เขาถือแฟ้มเอกสารในมือ สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด
“พวกเธอไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีศัตรู และไม่เคยมีเื่บาดหมางกับใคร”
“แล้วเื่ความสัมพันธ์ในอดีตล่ะคะ” เหมยฮัวถามพลางเงยหน้าขึ้นมองหวังจิน
“พวกเธอเคยมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางอย่างในอดีตหรือไม่”
หวังจินส่ายหน้าอย่างช้าๆ
“เรายังไม่พบอะไรที่น่าสงสัย แต่เรากำลังตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลทางการเงิน ประวัติการเดินทาง และความสัมพันธ์ส่วนตัว”
เหมยฮัวพยักหน้าเล็กน้อยและกลับมาสนใจภาพถ่ายของเหยื่ออีกครั้ง เธอหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูรอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือของเหยื่อแต่ละคน รอยแผลดูเหมือนจะถูกกรีดด้วยของมีคมบางอย่าง หลังจากการเสียชีวิต เธอพยายามจินตนาการถึงเหตุการณ์ก่อนที่เหยื่อจะเสียชีวิต พฤติกรรมของฆาตกรขณะลงมือ และแรงจูงใจที่อยู่เื้ัการฆาตกรรม
“จากวิธีการฆ่าที่แตกต่างกัน” เหมยฮัวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
“ฆาตกรอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม หรือเขาอาจจะกำลังทดลองหาวิธีการที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ สำหรับเขา” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางใช้มือลูบคางอย่างครุ่นคิด
“แต่รอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว…” เหมยฮัวคิด
“มันต้องมีความหมายบางอย่าง ฆาตกร้าทิ้งสัญลักษณ์ไว้ แสดงว่าเขา้าให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็คนทำ หรือเขาอาจจะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์บางอย่าง” เธอเงยหน้าขึ้นมองภาพถ่ายของเหยื่ออีกครั้ง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไขปริศนานี้
ในขณะเดียวกัน หลงเทียนก็กำลังพูดคุยกับเฉินหลงในห้องทำงานของเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะทำงานของเหมยฮัว
“ข้อมูลที่คุณได้ยินมาจากบาร์น่าสนใจมาก” หลงเทียนกล่าวพลางเดินไปเดินมาในห้อง
“คำว่า ‘รอยพระจันทร์’ อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีของเรา เราต้องตรวจสอบข้อมูลนี้อย่างละเอียด”
“แล้วเื่ชายแปลกหน้าที่เหมยฮัวเห็นในคาเฟ่ล่ะครับ” เฉินหลงถามพลางนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของหลงเทียน
“เรากำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงกับคาเฟ่” หลงเทียนตอบ
“หวังว่าเราจะสามารถระบุตัวตนของเขาได้” เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมืองในยามค่ำคืน
“คดีนี้ซับซ้อนกว่าที่เราคิด” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ฆาตกรมีความฉลาดและระมัดระวังตัวมาก”
หลงเทียนเดินมาหาเหมยฮัวที่โต๊ะทำงานของเธอ เห็นเธอกำลังจดบันทึกอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็กๆ ที่ปกเป็สีน้ำเงินเข้ม
“คุณกำลังทำอะไรอยู่ครับ คุณเหมยฮัว” หลงเทียนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เหมยฮัวเงยหน้าขึ้นมองหลงเทียน
“ฉันกำลังพยายามสร้างภาพโปรไฟล์ของฆาตกรค่ะ” เธอตอบพลางปิดสมุดลง
“จากพฤติกรรมการฆ่าที่แตกต่างกัน แต่ยังคงทิ้งร่องรอยเดิมไว้ แสดงว่าฆาตกรอาจจะมีพัฒนาการบางอย่างในการลงมือ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการทิ้งสัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวไว้ ซึ่งบ่งบอกถึงความ้าที่จะแสดงออกถึงตัวตน”
“เื่นี้ก็น่าคิดนะครับ แล้วยังไงต่อครับ” หลงเทียนถามด้วยความสนใจ
“ฉันคิดว่ามันอาจจะมีความหมายทางสัญลักษณ์ หรือเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ หรือแม้กระทั่งความเชื่อส่วนตัวของฆาตกร” เหมยฮัวตอบ
“เราต้องตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสัญลักษณ์นี้เพิ่มเติม เพื่อดูว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง”
“คุณคิดว่าฆาตกรมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจมืดในเมืองหรือไม่” หลงเทียนถามต่อ
เหมยฮัวส่ายหน้าเล็กน้อย
“ฉันยังไม่แน่ใจ แต่มีความเป็ไปได้ ธุรกิจมืดมักจะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและความรุนแรง และฆาตกรอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มคนเหล่านี้ หรืออาจจะทำงานให้กับพวกเขา”
“ผมเห็นด้วยกับคุณ” หลงเทียนกล่าว
“เราได้รับข้อมูลจากสายสืบของเราว่ามีกลุ่มอิทธิพลกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมืดในเมือง พวกเขาอาจจะรู้เห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคดีนี้”
การพูดคุยระหว่างเหมยฮัวและหลงเทียนดำเนินต่อไป ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคดีอย่างละเอียดและลึกซึ้ง แม้ว่าจะมีมุมมองที่แตกต่างกันในบางครั้ง เช่น เหมยฮัวจะเน้นไปที่การวิเคราะห์พฤติกรรมของฆาตกร ในขณะที่หลงเทียนจะเน้นไปที่การหาหลักฐานทางกายภาพ แต่การพูดคุยนี้ก็เป็การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และช่วยให้ทั้งสองมองเห็นภาพรวมของคดีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในระหว่างนั้น หวังจินเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ สีหน้าของเขาดูจริงจังและกังวล
“หัวหน้าหลงครับ เราพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหยื่อรายแรก หลิวฟาง” เขากล่าวพลางยื่นแฟ้มเอกสารให้หลงเทียน
“เธอเคยมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางอย่างในอดีตเมื่อหลายปีก่อน”
หลงเทียนรับแฟ้มเอกสารจากหวังจินมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมมากขึ้นเมื่ออ่านรายละเอียดภายใน
“เมื่อห้าปีก่อน หลิวฟางเคยเป็พยานในคดีฆาตกรรม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“เหยื่อในคดีนั้นเป็นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมืด ชื่อเหลียงจง”
เหมยฮัวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ธุรกิจมืด…มีความเป็ไปได้สูงที่คดีนี้จะเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม” เธอพึมพำกับตัวเอง
“คดีของเหลียงจงเป็คดีที่โด่งดังมากในสมัยนั้น” หวังจินเสริม
“เขาถูกยิงเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัว ตำรวจสืบสวนอย่างหนักแต่ก็ไม่สามารถจับคนร้ายได้”
หลงเทียนถอนหายใจ
“คดีนั้นถูกปิดไปในที่สุดเพราะขาดหลักฐาน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่” เขามองไปที่ภาพถ่ายของหลิวฟางบนกระดานไวท์บอร์ด
“หลิวฟางอาจจะเห็นอะไรบางอย่างในคืนนั้น และฆาตกรอาจจะกลับมาเพื่อปิดปากเธอ”
เฉินหลงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้น
“แต่ทำไมต้องรอถึงห้าปีล่ะครับ ทำไมฆาตกรไม่ลงมือทันที”
เหมยฮัวตอบ
“ฆาตกรอาจจะรอเวลาที่เหมาะสม หรืออาจจะ้าแน่ใจว่าหลิวฟางจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ อีก” เธอคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆ ในใจ
“หรือบางที เขาอาจจะกลับมาเพราะเหตุผลอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีของเหลียงจงโดยตรง”
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบลงอีกครั้ง ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ความรู้สึกกดดันและความกังวลเริ่มปกคลุมพวกเขา
“เราต้องตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคดีของเหลียงจงอย่างละเอียด” หลงเทียนกล่าว
“และเราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างหลิวฟางและเหลียงจง”
“ผมจะไปค้นหาแฟ้มคดีเก่าของเหลียงจง” หวังจินกล่าวและเดินออกจากห้องไป
หลงเทียนหันมาหาเหมยฮัว
“คุณเหมยฮัว ผมอยากให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อทั้งสามอีกครั้ง โดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของพวกเธอกับคดีของเหลียงจง”
เหมยฮัวพยักหน้า
“รับทราบค่ะ หัวหน้าหลง” เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น และความรู้สึกกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
หลังจากนั้น เหมยฮัวกลับไปที่โต๊ะทำงานของเธอและเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้ง เธอเปิดแฟ้มข้อมูลของหลิวฟางและอ่านรายละเอียดอย่างละเอียด เธอพยายามจินตนาการถึงชีวิตของหลิวฟางใน่ห้าปีที่ผ่านมา เธอใช้ชีวิตอย่างไร เธอมีความสัมพันธ์กับใคร และเธอเคยพูดถึงคดีของเหลียงจงหรือไม่
ในขณะเดียวกัน หลงเทียนก็กำลังพูดคุยกับหลินเยว่ในห้องทำงานของเขา
“ผมอยากให้คุณตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจมืดในเมือง” หลงเทียนกล่าว
“โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอิทธิพลใน่เวลาที่เหลียงจงถูกฆาตกรรม”
หลินเยว่พยักหน้า
“ฉันจะตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด และจะรายงานให้คุณทราบทันทีที่พบอะไรที่น่าสนใจ” เธอรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็พยายามควบคุมสติและทำงานอย่างเต็มที่
หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง บรรยากาศในห้องสืบสวนยังคงตึงเครียด ทุกคนต่างทำงานอย่างหนักเพื่อหาเบาะแสที่จะนำไปสู่การจับกุมฆาตกร
ในที่สุด หวังจินก็กลับมาพร้อมกับแฟ้มคดีเก่าของเหลียงจง เขาดูเหนื่อยล้าแต่ก็มีความหวังในแววตา
“หัวหน้าหลงครับ ผมเจอข้อมูลที่น่าสนใจ” เขากล่าว
“ในแฟ้มคดีมีรายชื่อของพยานหลายคนที่ให้การกับตำรวจ หนึ่งในนั้นคือหลิวฟาง”
“แล้วหลิวฟางให้การว่าอย่างไร” หลงเทียนถามอย่างใจจดใจจ่อ
“เธอให้การว่าเธอเห็นชายคนหนึ่งวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุในคืนที่เหลียงจงถูกฆาตกรรม” หวังจินตอบ
“แต่เธอไม่สามารถระบุรูปพรรณสัณฐานของชายคนนั้นได้อย่างชัดเจน”
เหมยฮัวที่ได้ยินดังนั้นก็รีบเดินเข้ามา
“ถ้าหลิวฟางเห็นฆาตกรในคดีของเหลียงจง นั่นหมายความว่าฆาตกรคนเดียวกันกำลังลงมืออีกครั้ง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นแต่ก็ยังคงความระมัดระวัง
หลงเทียนพยักหน้า
“มีความเป็ไปได้สูง” เขามองไปที่ภาพถ่ายของเหยื่อทั้งสาม
“เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายคนนั้น และเราต้องหาความเชื่อมโยงระหว่างหลิวฟางและเหลียงจงให้ได้”
ในขณะที่ทีมกำลังหารือกันถึงขั้นตอนต่อไป เ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าใ
“หัวหน้าหลงครับ เราพบพยานปากสำคัญที่อาจจะรู้เห็นเหตุการณ์บางอย่างเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อย
หลงเทียนมองหน้าเหมยฮัวด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
“ดูเหมือนว่าเรากำลังเข้าใกล้ความจริงแล้ว” เขากล่าว
พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังมากขึ้น พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาใกล้จะไขปริศนาคดีฆาตกรรมต่อเนื่องและนำตัวฆาตกรมาลงโทษได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกกังวลและความกดดันก็ยังคงอยู่ เพราะพวกเขารู้ว่าการเผชิญหน้ากับฆาตกรอาจจะอันตรายกว่าที่พวกเขาคิด