ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    การสอบของสาขาปรุงโอสถ 2

            “เราก็ไปต่อแถวเถอะ” ซูเจินและพวกต่อแถวเพราะพวกนางพักอยู่ไกลกว่าคนอื่น พวกนางจึงได้อยู่ในลำดับท้ายๆ

            ซูเจินมองคนที่ขึ้นไปบนเวทีคนแล้วคนเล่าเห็นคนของนางทั้งหมดสอบผ่านก็โล่งใจพวกเขาต่างมีกลุ่มเป็นของตนเองดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีด้วย

            ช่วงกลางแถวซูเจินเห็นฝูเย่วฟางขึ้นไปนางยื่นของออกมาอาจารย์ทั้งสามท่านต่างแปลกใจนี้เป็นชิ้นส่วนของอสรพิษม่วงทั้งยังอยู่ในขั้นห้าไม่รู้ว่านางใช้วิธีไหนถึงได้สังหารมันสำเร็จ แต่ก็ต้องชื่นชมที่นางเอามันมาได้พวกเขาเก็บเอาไว้แล้วประกาศว่าฝูเย่วฟางสอบผ่าน

            ของทุกอย่างที่นำมาแสดงการสอบจะถูกส่งให้สำนักสวรรค์ทั้งหมดแต่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าอะไรที่ผู้เข้าสอบนำออกมาได้ล้วนเป็นของผู้เข้าสอบเองซูเจินได้ยินแล้วก็อดเบ้ปากไม่ได้ของที่ต้องนำมาเพื่อให้สอบผ่านล้วนแล้วแต่เป็นของดีไม่ว่าจะเป็นแก่นอสูรหรือชิ้นส่วนก็ล้วนอยู่ในระดับสูงทางสำนักสวรรค์มีแต่ได้กับได้

            ยกเว้นผู้เข้าสอบของสาขาปรุงโอสถที่ไม่ต้องส่งสมุนไพรให้เพียงยื่นออกมาให้ทางสำนักจดรายชื่อสมุนไพรไว้ก็ส่งกลับคืนเพราะพวกเขาต้องใช้ในการสอบหลอมโอสถในรอบถัดไปการเก็บรักษาคุณภาพของสมุนไพรเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการสอบและแน่นอนว่าโอสถที่ปรุงออกมาจะต้องมอบให้กับทางสำนัก

            เปิดสอบแต่ละครั้งทางสำนักศึกษาได้กำไรมากมายมหาศาลจริงๆ

            มู่เหลียนฮวาเปลี่ยนชุดเป็นชุดใหม่แล้วแต่ก็ยังคงเป็นชุดขาวเช่นเดิมนางเดินขึ้นเวทีแล้วยื่นสมุนไพรให้อาจารย์ดู นางยังต้องให้คนช่วยพยุงเดินขึ้นไปโดนนางเหยียบหลังครานั้นคงทำให้ยอกไปไม่น้อย พวกเขาก็ชมนางเช่นกัน ถือว่าไม่เลว

            หลังจากนั้นซูเจินก็ไม่ได้ใส่ใจผู้ใดเป็นพิเศษอีกคนที่ต่อแถวขึ้นเวทีล้วนแต่เป็นผู้มั่นใจและมีฝีมือของที่พวกเขาแสดงออกมาล้วนแต่ทำให้สอบผ่านอยู่แล้วอีกทั้งการสอบก็ยากคัดกรองผู้เข้าสอบได้ในรอบเดียวที่เหลืออยู่ต่างก็เป็นหัวกะทิทั้งนั้น

            ซูเจินก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีนางเอาเขี้ยวของเสือโลกันตร์ขั้นห้าออกมา อาจารย์ร่างใหญ่เอามาหมุนดูก็พยักหน้าเป็นของเสือโลกันตร์ขั้นห้าไม่ผิดสูงกว่าระดับของตนเองเช่นเดียวกับสตรีแซ่ฝูที่มีระดับพลังพอๆกัน เก่งกาจไม่เบาปีนี้ได้ศิษย์ฝีมือดีหลายคนจริงๆ

            “กลุ่มสุดท้ายขึ้นมา”ศิษย์พี่เรียกกลุ่มสุดท้ายที่ต่อจากการกลุ่มของซูเจินให้ขึ้นเวทีกลุ่มนี้ซูเจินให้ความสนใจเป็นพิเศษ พวกเขาคือกลุ่มของรุ่นเยาว์แคว้นโจว

            สตรีคนที่เคยพูดคุยกับซูเจินยิ้มทักทายเล็กน้อยซูเจินเองก็ยิ้มตอบ ทว่าบุรุษในกลุ่มก็ยังคงทำหน้าบูดบึ้งเช่นเคยพวกเขาส่งของออกมา ทำเอาอาจารย์ทั้งสามคนถึงกับอุทาน สิ่งของที่พวกเขานำออกมาล้วนแล้วแต่อยู่ในขั้นห้าระดับกลางขึ้นไปทุกชิ้นชิ้นที่มีระดับสูงที่สุดคือแก่นอสูรวานรหูกางที่อยู่ในระดับหกขั้นต่ำน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง เหล่ารุ่นเยาว์ที่ยังอยู่ต่างจับตามอง

            ซูเจินก็ยอมรับว่าแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้มากมายนักมีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาโชคดีสังหารวานรหูกางที่มีแก่นอสูรขั้นสูงอยู่ในตัวแก่นอสูรไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับพลังของมันอย่างเดียวพวกเขาอาจจะเพียงโชคดีเท่านั้นก็ได้

            “การสอบสิ้นสุดแล้วสำหรับสายยุทธ์และสายเวทผู้ที่สอบผ่านทุกคนถือว่าได้กลายเป็นศิษย์ของทางสำนักสวรรค์เรียบร้อยพวกเจ้าดูที่ป้ายหยกชิ้นใหม่ที่ได้ไปดูป้ายหยกสีฟ้าครามเป็นสัญญาลักษณ์ของศิษย์นอกผู้เข้าใหม่ทุกคนจะต้องเริ่มที่เป็นศิษย์ภายนอกหากมีพรสวรรค์เป็นที่จับตาถึงจะได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ภายในรวมถึงผู้ที่เหล่าอาจารย์รับเป็นศิษย์โดยตรงด้วย” อาจารย์สายยุทธ์ประกาศขึ้น เรียกเสียงฮือฮาให้กับเหล่าผู้สอบผ่านอย่างยิ่ง

            “อะไรกัน สอบรอบเดียวก็ผ่านแล้วหรือ?”

            “ข้าหูฝาดไปหรือไม่?”

            “เจ้าโง่! ดูที่ป้ายหยกสิ พวกเราไม่ได้หูฝาด”

            เสียงพูดคุยราวกับไม่เชื่อดังขึ้นเล็กน้อยมีเพียงไม่กี่คนที่ซุบซิบสงสัยเหล่าคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองครั้งใหญ่มาแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นบุตรหลานผู้ดีตระกูลใหญ่ทั้งสิ้นพวกเขาเพียงแปลกใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร รักษากิริยาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

            พวกเขาต่างนำป้ายหยกที่ได้รับมาหลังจากยืนยันการสอบขึ้นดูตอนที่พวกเขาได้มาก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่มันเป็นสีฟ้าครามจริงๆที่ด้านหนึ่งยังมีอักษรว่า ‘สวรรค์’ ปรากฏอยู่ด้วย

            เหนือกว่าความแปลกใจก็คือสับสนและความสงสัยตลอดมาทางสำนักสวรรค์จะแบ่งการสอบออกเป็นหลายรอบ คัดกรองผู้เข้าสอบในแต่ละรอบอย่างเข้มงวดไฉนครั้งนี้ถึงได้ทำการสอบรอบเดียว?

            ซูเจินไม่แปลกใจเท่าไหร่นักก็การสอบรอบนี้เป็นการสอบที่ยากมากพออยู่แล้วสอบครั้งเดียวก็คัดผู้มีพรสวรรค์ได้หมดดูเอาเถอะแต่ละสายมีผู้สอบผ่านกี่คนกันเชียว ตัดสาขาปรุงโอสถออกห้าคนสายยุทธ์ก็คงอยู่ราวๆสามสิบกว่าคน สายเวทคงมีเพียงสิบแปดสิบเก้าคน

            แปลกใจก็แต่ว่าทำไมถึงได้บีบการสอบให้เหลือรอบเดียวให้มีผู้เข้าสอบเสียชีวิตมากมายถึงเพียงนี้

            การสอบในป่ามันมีระดับที่สูงเกินไปไม่ควรจะเอามาเป็นหัวข้อการสอบในรอบแรกเลย ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยังนับว่าเสี่ยงเด็กรุ่นเยาว์ที่มีดีเพียงบ่มเพาะจากทรัพยากรที่ครอบครัวหาให้แต่ไม่มีประสบการณ์จะผ่านกันสักกี่คนเชียว

            “การสอบครั้งนี้ถูกปรับให้ยากเป็นพิเศษสอบรอบเดียวก็เพียงพอแล้ว ต่อไปของสาขาปรุงโอสถ วันพรุ่งนี้ยามซื่อ[1]ให้มาที่ลานแห่งนี้เพื่อทดสอบหลอมโอสถ”ชายชราหนวดยาวแห่งสาขาปรุงโอสถชี้แจง

            “หลังจากนี้อีกสามวันให้พวกเจ้ามาพร้อมกันในยามเฉิน[2]เตรียมตัวให้พร้อมพวกเราจะไปยังสำนักสวรรค์กันป้ายหยกเป็นของสำคัญให้พวกเจ้าเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีๆพรุ่งนี้เป็นการสอบของสาขาปรุงโอสถ สายยุทธ์กับสายเวทจะมาหรือไม่มาก็ได้นับจากนี้ถือเป็นเวลาอิสระ มาเจอกันในอีกสามวันทีเดียว พวกเจ้าแยกย้ายได้”

            “ขอบคุณท่านอาจารย์”เหล่าศิษย์เก่ากล่าวอย่างพร้อมเพรียง

            เหล่าศิษย์ใหม่ก็ทำตาม คำนับแล้วกล่าวพร้อมกัน“ขอบคุณท่านอาจารย์”

             

            “ปีนี้โชคดีจริงๆ สอบรอบเดียวก็ผ่านเลยยังมีเวลาให้อีกตั้งสามวันด้วย แล้วพรุ่งนี้เราจะมาดูการสอบหลอมโอสถกันหรือไม่ซูซู?”ไห่จินจูยิ้มร่าเริง เก็บป้ายหยกเอาไว้อย่างดี ซูเจินส่ายหน้าโชคดีอะไรกันโชคร้ายน่ะสิไม่ว่า

            “อะไรกัน พรุ่งนี้ข้าสอบนะ พวกเจ้าก็ต้องมาสิ”เหลียงจือรีบเอ่ย

            “เจ้าสอบแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกข้ากันเจ้าก็มาคนเดียวสิ” ไห่จินจูแลบลิ้นใส่เหลียงจือเขาอ้าๆหุบๆปากแล้วหันไปกล่าวกับอีกคนแทน

            “เจ้าจะมาดูใช่หรือไม่ซูซู พวกเจ้าต้องมานะ”เหลียงจือยืนประจันหน้า

            “มาอยู่แล้ว” ซูเจินตอบ

            “จริงนะ” ซูเจินพยักหน้ายืนยันอีกหนเหลียงจือหันไปเชิดหน้าใส่ไห่จินจู นางเบ้ปากเล็กน้อย

            นางต้องมาอยู่แล้วการหลอมโอสถน้ำของสกุลน่าหลันกับมู่เหลียนฮวานางจะพลาดได้อย่างไร?

            ซ่าๆๆ

            “เหวอ ฝนตก” เหลียงจือกอดกระเป๋ายาแนบอกเมื่อจู่ๆฝนก็เทลงมาซะอย่างนั้น ซูเจินเงยหน้ามอง ดีจริงๆ ตั้งนมตั้งนานก็ไม่ตก

            “กลับไปที่บ้านข้ากันเถอะ” ไห่จินจูเสนอ

            “ได้” ซูเจินกับพวกวิ่งฝ่าสายฝนไปจวนของไห่จินจูตั้งอยู่ไกลจากลานมาก อย่างไรก็ต้องเปียกฝนอยู่แล้วก็ไปให้ถึงที่นั่นแล้วค่อยอาบน้ำเปลี่ยนผ้าผ่อนทีเดียว

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน