บทที่ 36: เปิดโซนที่อยู่อาศัย
พายุเวทมนตร์ที่เคยบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราดสลายตัวไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับตอนที่มันก่อตัวขึ้นทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของโอโซนและละอองความชื้นที่ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศของป่าชั้นกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายเริ่มสาดส่องทะลุหมู่เมฆที่แตกกระจายทอประกายระยิบระยับลงบนหยาดน้ำค้างที่เกาะตามใบไม้
ขบวนผู้อพยพกลุ่มแรกแห่งประวัติศาสตร์กำลังเดินทางมุ่งหน้าออกจากเขตอันตรายเอลดรินและเอลฟ์สายช่างทอ ทั้งสิบชีวิตก้าวเดินตามหลังเด็กชายมนุษย์วัยสิบสองปีด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งโล่งอกหวาดหวั่น และเต็มไปด้วยความคาดหวังสภาพร่างกายของพวกเขาบอบช้ำเกินกว่าจะเดินตัวเปล่าได้โชคดีที่อีไลอัสสั่งให้บาร์นีย์ หมียักษ์อสูรระดับ A ทำหน้าที่เป็น 'รถบรรทุกชีวภาพ'ให้เอลฟ์เด็กและผู้สูงอายุขึ้นไปนั่งซ้อนทับกันบนหลังกว้างๆ ของมัน
ส่วนฟินน์ จิ้งจอกอสูรจมูกเรดาร์วิ่งนำหน้าเพื่อเคลียร์เส้นทาง และมีไพเพอร์ นกอสูรโดรนสำรวจเวหา บินวนอยู่บนท้องฟ้าคอยส่งภาพมุมสูงผ่าน 'วิสัยทัศน์เวหา'ให้อีไลอัสเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงสัตว์อสูรอื่นๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่
"อีกนิดเดียวก็จะพ้นแนวป่าชั้นกลางแล้ว"อีไลอัสเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง "เมื่อข้ามสันเขานี้ไปพวกนายจะได้เห็นรัฐอิสระเฮเซลบรุคเสียที"
เอลดรินพยักหน้ารับแม้เขาจะตอบตกลงทำสัญญาแลกเปลี่ยนแรงงานทอผ้ากับที่พักพิงไปแล้ว แต่ในใจลึกๆของเอลฟ์วัยกลางคนก็ยังอดกังวลไม่ได้ ในป่าต้องห้ามที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ 'หมู่บ้าน' ที่เด็กมนุษย์คนนี้พูดถึงจะมีสภาพเป็นเช่นไร? อาจจะเป็นเพียงถ้ำชื้นๆหรือค่ายพักแรมที่สร้างจากท่อนไม้หยาบๆ ซึ่งต้องคอยหวาดผวาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหมาป่าหอนกระมัง?
แต่แล้ว...เมื่อขบวนอพยพก้าวข้ามสันเขาและพุ่มไม้หนาทึบด่านสุดท้ายวิสัยทัศน์ของพวกเขาก็เปิดกว้างสู่ที่ราบกึ่งเนินเขาทางทิศใต้ของน้ำตกม่านไพลิน
และสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำเอาเอลฟ์ทั้งสิบชีวิตถึงกับหยุดชะงัก ขาทั้งสองข้างแข็งทื่อราวกับถูกสาป!
"นี่มัน...อะไรกัน..." เอลดรินเบิกตากว้างจนแทบถลน ปากของเขาอ้าค้าง ลมหายใจสะดุดกึก
ภาพที่พวกเขาเห็นไม่ใช่ค่ายพักแรมซอมซ่อหรือถ้ำอันมืดมิด แต่มันคือพื้นที่ที่ถูก 'จัดระเบียบ' อย่างวิจิตรบรรจงที่สุดเท่าที่ตาของเผ่าพันธุ์พฤกษาจะเคยเห็นมา!
ตรงกึ่งกลางของพื้นที่ คือ 'บ้านหินแกนกลางความร้อน 'ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามกำแพงหินแม่น้ำถูกก่อขึ้นด้วยเทคนิคสลับรอยต่อ อย่างประณีตบรรจงไร้ซึ่งร่องรอยของความบิดเบี้ยว หลังคาหินซ้อนชั้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบไล่ระดับรับแรงฝนและลมได้อย่างมั่นคงควันไฟสีเทาอ่อนลอยพวยพุ่งออกจากปล่องไฟหินบ่งบอกถึงความอบอุ่นที่รอคอยอยู่ภายใน
และทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่… “ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุข”แผ่เรือนยอดกว้างอย่างสง่างาม ใบไม้สีส้มอมชมพูของมันตัดกับสีเขียวของป่าโดยรอบอย่างโดดเด่นราวกับเป็นหมุดที่บอกตำแหน่งของ “บ้าน” แห่งนี้ เอลฟ์บางคนถึงกับก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวราวกับไม่กล้าเชื่อว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นของจริง
แต่สิ่งที่ทำให้เอลดรินและเหล่าเอลฟ์ต้องขยี้ตาตัวเองซ้ำๆไม่ใช่แค่ความสวยงามของตัวอาคาร แต่เป็น 'สภาพแวดล้อม' รอบๆอาคารต่างหาก!
เพิ่งจะผ่านพายุฝนที่ตกหนักระดับทำลายล้างมาหมาดๆแท้ๆ แต่พื้นที่ลานกว้างหน้าบ้านหินกลับ 'แห้งสนิท'! ไม่มีแอ่งน้ำขัง ไม่มีบ่อโคลนตมที่ทำให้เดินลำบากพื้นผิวดินถูกปกคลุมด้วยหินกรวดและทรายหยาบที่จัดเรียงเป็นเส้นทางอย่างจงใจ
"ท...ทำไมพื้นดินถึงไม่เป็นโคลนล่ะขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน? พายุเพิ่งจะสงบลงแท้ๆ!"เอลฟ์หนุ่มคนหนึ่งอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ
"เพราะหมู่บ้านของเรามีสิ่งที่เรียกว่า'ระบบระบายน้ำฝรั่งเศส ' ยังไงล่ะ"อีไลอัสหันมาตอบด้วยรอยยิ้มภูมิใจ เขาชี้มือไปที่แนวหินกรวดที่ตัดผ่านลานดิน"ใต้นั้นมีท่อไม้ไผ่เจาะรูที่ถูกห่อหุ้มด้วยหินและแผ่นมอสส์น้ำฝนทั้งหมดที่ตกลงมาจะถูกดูดกลืนลงไปใต้ผิวดินและระบายทิ้งลงสู่น้ำตกอย่างรวดเร็วที่นี่ไม่มีคำว่าน้ำท่วมขังหรือโคลนเปื้อนรองเท้าเด็ดขาด"
เอลฟ์ทั้งกลุ่มมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงในหมู่บ้านเอลฟ์เดิมของพวกเขา เมื่อฝนตกหนักพวกเขาต้องลุยโคลนระดับหน้าแข้งและทนความชื้นแฉะไปหลายวัน แต่นี่...เด็กมนุษย์คนนี้สามารถควบคุมทิศทางของน้ำฝนได้ราวกับเป็นผู้บัญชาการสายน้ำ!
"พวกนายคงจะกระหายน้ำกันแล้วสิตามมาทางนี้"
อีไลอัสเดินนำกลุ่มเอลฟ์ไปที่หน้าชานบ้านหินตรงนั้นมี 'อ่างหินรับน้ำ'ทรงกลมที่ถูกปั้นและยาแนวอย่างดีตั้งอยู่เหนืออ่างหินมีกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ยื่นยาวออกมาจากน้ำตกด้านหลัง
"บาร์นีย์วางพวกเด็กลงได้แล้ว ให้พวกเขามากินน้ำก่อน"
สถาปนิกน้อยเดินไปที่ปลายท่อไม้ไผ่เขาจับ 'ลิ้นไม้ขัด' ที่เสียบขวางท่ออยู่ แล้วออกแรงดึงขึ้นเบาๆ
ซ่าาาาา!
กระแสน้ำใสแจ๋วและเย็นเฉียบพุ่งทะยานออกมาจากท่อไม้ไผ่ ตกลงสู่อ่างหินเบื้องล่างอย่างแรงและสม่ำเสมอ! หยดน้ำกระเด็นขึ้นมาเป็นละอองเล็กๆสะท้อนแสงแดดเป็นประกายราวกับอัญมณี
"ว้าววว!น้ำ! น้ำพุ่งออกมาจากท่อไม้ได้ยังไง!" เอลฟ์เด็กๆวิ่งกรูเข้าไปหาอ่างน้ำด้วยความตื่นเต้นพวกเขาใช้มือรองน้ำขึ้นมาดื่มอย่างตะกละตะกลาม
เอลดรินเดินเข้ามาใกล้ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน"เวทมนตร์อัญเชิญวารีงั้นรึ? ท่านใช้วงเวทใดในการดึงน้ำจากน้ำตกที่อยู่ไกลออกไปให้มาโผล่ตรงนี้ได้ขอรับ?ข้าไม่สัมผัสถึงกระแสมานาเลยแม้แต่น้อย!"
"ไม่มีวงเวทอะไรทั้งนั้นเอลดรินนี่คือ 'ระบบประปาแรงโน้มถ่วง ' ล้วนๆ"อีไลอัสหัวเราะร่วน "น้ำตกม่านไพลินอยู่สูงกว่าพื้นที่ตรงนี้หลายเมตรฉันแค่เจาะทะลวงข้อปล้องไม้ไผ่ นำมาต่อกันเป็นท่อยาว และใช้ 'แรงโน้มถ่วง ' ดึงพลังงานศักย์ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ดันน้ำให้ไหลมาตามท่อโดยไม่ต้องพึ่งพามอเตอร์หรือเวทมนตร์ใดๆ ทั้งสิ้น...อารยธรรมที่แท้จริง ต้องเริ่มจากน้ำสะอาดที่เข้าถึงง่ายเสมอ"
คำว่า 'แรงโน้มถ่วง' และ 'พลังงานศักย์' ทะลุหูซ้ายทะลุหูขวาของพวกเอลฟ์แต่ผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้าชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธพวกเขากำลังยืนอยู่ในหมู่บ้านที่มีน้ำสะอาดให้ดื่มกินโดยไม่ต้องเดินไปตักที่แม่น้ำให้เสี่ยงอันตราย!
"ดื่มน้ำเสร็จแล้วก็ตามมาฉันรู้ว่าพวกนายหิวโซกันมาหลายวันแล้ว"
อีไลอัสเดินนำขบวนอพยพไปทางทิศเหนือของบ้านหินมุ่งหน้าสู่เนินเขาที่ตั้งของ 'ตู้เย็นธรรมชาติ' หรือ 'ห้องเก็บเสบียงใต้ผิวดิน ' ประตูกรอบไม้หนาเตอะที่บุด้วยหญ้าคาถูกปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนา
"ดัสตี้!ปลดล็อกประตูคลังเสบียงที!" อีไลอัสตะโกนเรียก
พื้นดินบริเวณหน้าประตูนูนขึ้นมาเป็นก้อนเล็กๆก่อนที่ ดัสตี้ ตุ่นอสูรวิศวกรโยธาในชุดหมวกเซฟตี้เกล็ดแข็ง จะโผล่พรวดขึ้นมามันสะบัดฝุ่นดินออกแล้วเดินเตาะแตะไปดึงสลักไม้เปิดประตูให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างรู้หน้าที่
"กิ๊ว!ยินดีต้อนรับสู่ผลงานชิ้นเอกของบริษัทรับเหมาดัสตี้!" ตุ่นอสูรผายมือกว้าง(แม้พวกเอลฟ์จะฟังภาษาของมันไม่ออก แต่ท่าทางภูมิใจของมันนั้นชัดเจนมาก)
ทันทีที่ประตูไม้ถูกเปิดออกมวลอากาศเย็นเฉียบที่รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 10-15 องศาเซลเซียสอย่างคงที่ก็ไหลทะลักออกมาปะทะใบหน้าของพวกเอลฟ์พร้อมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรไล่แมลงและตะไคร้หอมที่เดซี่นำมาปูรองไว้
อีไลอัสจุดคบเพลิงแล้วเดินนำเข้าไปด้านใน
แสงสว่างจากไฟสาดกระทบผนังอุโมงค์ที่โค้งมนและเรียบเนียนกริบ แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้อพยพต้องเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นคือสิ่งที่ถูกจัดวางอยู่บนชั้นไม้ระแนงและกระบะทรายตลอดสองฝั่งของอุโมงค์!
"เทพบิดรแห่งป่า...ท... ท่านซ่อนขุมสมบัติเสบียงอาหารไว้ใต้ภูเขาเช่นนี้เชียวรึ!"เอลดรินเสียงสั่น น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นคลอเบ้า
มันคือภูเขาเสบียง! ผักกาดขาวใบหนาเตอะขนาดมหึมาที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบรับระบบระบายอากาศ และมันเทศป่าสีม่วงแดงหัวอวบอ้วนขนาดเท่าท่อนแขนเด็กนับร้อยๆ กิโลกรัม ที่ถูกฝังกลบอยู่ในกระบะทรายชื้นเพื่อรักษาความสดใหม่นี่คือผลผลิตจากการโอเวอร์ไดรฟ์ของเดซี่ กระต่ายอสูรเกษตรกร ที่รอดพ้นจากการเน่าเสียเพราะวิศวกรรมการเก็บรักษาอาหารของอีไลอัส!
"เลือกเอาตามสบายเลยเด็กๆมันเทศป่าพวกนี้กินดิบก็หวาน หรือจะเอาไปเผาไฟที่เตาผิงหน้าบ้านก็ได้"อีไลอัสผายมือ "ตราบใดที่พวกนายเป็นประชากรของเฮเซลบรุค คำว่า 'อดอยาก' จะถูกลบออกจากพจนานุกรมของพวกนายไปตลอดกาล"
เหล่าเอลฟ์ไม่รอช้าพวกเขารีบคว้ามันเทศป่าและเด็ดใบผักกาดมากัดกินด้วยความหิวโหยรสชาติที่หวานฉ่ำและอุดมไปด้วยมานาธรรมชาติทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าของพวกเขาได้รับการเยียวยาในทันทีเอลดรินก้มหัวคำนับอีไลอัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าเขารู้แล้วว่าการตัดสินใจติดตามเด็กมนุษย์คนนี้มาคือความโชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์พวกเขา
เมื่อกระเพาะถูกเติมเต็มและร่างกายเริ่มอบอุ่นจากการผิงไฟหน้าบ้านหินอีไลอัสก็เรียกเอลดรินและตัวแทนผู้ใหญ่ของกลุ่มเอลฟ์มานั่งรวมกันที่ 'โต๊ะทำงานช่าง ' บริเวณลานอเนกประสงค์
สถาปนิกในร่างเด็กชายหยิบแผ่นไม้กระดานบานใหญ่ที่ถูกสลักเสลาด้วยก้อนถ่านไม้และดินสอพองขึ้นมากางแผ่ไว้บนโต๊ะมันคือ 'แผนที่ภูมิประเทศและผังเมือง' ที่เขาเพิ่งวาดเสร็จไปไม่นาน
"เอาล่ะในเมื่อท้องอิ่มแล้ว เรามาคุยเรื่องงานกันต่อ"อีไลอัสเปลี่ยนโหมดเป็นผู้บริหารโครงการ สายตากวาดมองแผ่นแผนที่"รัฐอิสระเฮเซลบรุคของเรา ไม่ได้สร้างขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้าทุกตารางนิ้วถูกจัดสรรไว้ด้วยระบบ โซนนิ่ง ที่ชัดเจน"
เขาใช้นิ้วชี้ลากจากจุดศูนย์กลาง(บ้านหิน) ไปยังพื้นที่ราบกึ่งเนินเขาทาง ทิศตะวันออก ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
"ตรงนี้...คือพื้นที่ว่างทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ฉันกำหนดให้มันเป็น 'โซนที่อยู่อาศัยของพวกคุณ ' "อีไลอัสเคาะนิ้วลงบนแผนที่อย่างหนักแน่น"เหตุผลในทางสถาปัตยกรรมก็คือ ทิศตะวันออกจะรับแสงแดดในยามเช้า แสงแดดอ่อนๆจะช่วยปลุกพวกคุณให้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ช่วยไล่ความชื้นที่สะสมในตอนกลางคืนและเมื่อตกบ่าย ตัวบ้านของพวกคุณก็จะไม่ต้องรับแสงแดดตะวันตกที่ร้อนระอุทำให้บ้านเย็นสบายตลอดช่วงบ่ายและค่ำ"
เอลดรินและพวกเอลฟ์มองตามนิ้วของเด็กชายด้วยความทึ่งพวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องทิศทางแสงแดดมาก่อน ปกติก็แค่หาต้นไม้ใหญ่ๆแล้วก็สร้างเพิงพักอาศัยหลบแดดหลบฝนไปวันๆ
"นอกจากนี้..."อีไลอัสอธิบายต่อ "พื้นที่ฝั่งตะวันออกยังเป็นพื้นที่ที่อยู่ 'เหนือลม ' ในฤดูส่วนใหญ่ของที่นี่หมายความว่า ลมบริสุทธิ์จะพัดผ่านโซนที่อยู่อาศัยของพวกคุณก่อนแล้วค่อยพัดผ่านไปทางโซนเกษตรกรรมหรือโซนอุตสาหกรรมในอนาคตพวกคุณจะไม่มีวันได้กลิ่นส้วมหรือหลุมหมักชีวภาพ หรือกลิ่นเหม็นใดๆลอยไปรบกวนการใช้ชีวิตและการทอผ้าของพวกคุณอย่างเด็ดขาด!"
การวิเคราะห์ที่ละเอียดลออและใส่ใจในคุณภาพชีวิต ระดับนี้ทำเอาเอลดรินถึงกับอ้าปากค้างอีกรอบ
"ท...ท่านผู้ใหญ่บ้านช่างปรีชายิ่งนัก! แม้แต่ขุนนางในเมืองหลวงที่ข้าเคยได้ยินมายังไม่เคยใส่ใจความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้าถึงระดับทิศทางลมเช่นนี้เลย!"เอลดรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเลื่อมใส"พวกเรายินดีรับพื้นที่ทางทิศตะวันออกเป็นถิ่นฐานขอรับ!ว่าแต่ท่านไม่ได้มาจาก 'อาณาจักรมนุษย์' หรือขอรับ?"
อีไลอัสเลิกคิ้ว"อาณาจักรมนุษย์? ขุนนาง?ฉันไม่รู้เรื่องพวกนั้นหรอก ฉันตื่นขึ้นมาก็อยู่ในป่านี้แล้ว มีอะไรน่าสนใจงั้นเหรอ?"
เอลดรินขยับตัวนั่งหลังตรงสีหน้าจริงจังขึ้นเมื่อกล่าวถึงโลกภายนอก
"ป่าต้องห้ามแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่ท่านคิดมากขอรับ"เอลฟ์วัยกลางคนเริ่มเล่าข้อมูลภูมิรัฐศาสตร์ ที่สถาปนิกน้อยไม่เคยรู้มาก่อน"นอกเขตป่าชั้นนอกออกไปทางทิศใต้ คือแผ่นดินของ 'จักรวรรดิมนุษย์' มหาอำนาจที่โหดร้ายและกดขี่ขยายอาณาเขตด้วยการรุกรานและกวาดต้อนชนเผ่าอื่นไปเป็นทาส พวกขุนนางในจักรวรรดิ 'อาร์คิเดีย ' มัวเมาในอำนาจและผลประโยชน์"
เอลดรินชี้มือไปรอบๆทิศทางของป่า "เพราะความโหดร้ายของจักรวรรดิ ทำให้มีชนเผ่าและผู้อพยพมากมายหนีตายเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าต้องห้ามแห่งนี้...ไม่ใช่แค่พวกข้าเอลฟ์สายช่างทอเท่านั้น แต่ยังมีเผ่าลีโอนิน (มนุษย์ครึ่งสิงโต) คนแคระหรือแม้แต่เผ่าปักษาเร่ร่อน... พวกเราหลายสิบเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายซ่อนตัวอยู่ในป่าชั้นนอก ป่าชั้นกลาง และโซนชายขอบที่ติดกับชายแดนเมืองมนุษย์ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง ต้องคอยหลบหนีทั้งมอนสเตอร์และกองทหารหรือนักล่า"
ข้อมูลใหม่ที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเอลดรินทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะทำงานช่างเงียบสงัดลงฟินน์ที่นอนฟังอยู่ถึงกับหูตั้งด้วยความสนใจ
โลกภายนอกไม่ได้ว่างเปล่า...มันมีอาณาจักรที่กว้างใหญ่ มีสงครามการแย่งชิง มีความขัดแย้งทางการเมืองและมีประชากรนับแสนนับล้านคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่!
และที่สำคัญมีผู้อพยพอีกหลายสิบเผ่าพันธุ์ที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าแห่งนี้รอคอยความช่วยเหลือ หรืออาจจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคต!
เอลดรินลอบมองสีหน้าของเด็กชายมนุษย์เขาคาดหวังว่าอีไลอัสจะแสดงความตกใจ หวาดกลัวหรืออาจจะสนใจอยากรู้เรื่องราวของความยิ่งใหญ่ในเมืองหลวงอาร์คิเดียหรือสนใจที่จะกลับคืนสู่อารยธรรมมนุษย์ที่เขาจากมา
ทว่า...ปฏิกิริยาของอดีตสถาปนิกซีเนียร์วัยสามสิบห้าปีกลับทำให้ผู้นำเอลฟ์ต้องงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก! อีไลอัสนิ่งไปครู่หนึ่ง… ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะเขา “เคยรู้จักโลกแบบนั้นดีเกินไป”
"อ๋อ...มีเมืองมนุษย์อยู่ข้างนอก มีจักรวรรดิ มีการกดขี่ขูดรีดภาษีมีระบบขุนนางทุนนิยมหน้าเลือดสินะ..."
อีไลอัสพึมพำด้วยน้ำเสียงราบเรียบใบหน้าที่ควรจะตื่นเต้นกลับเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายและเอือมระอาขั้นสุดเขายกนิ้วก้อยขึ้นมาแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเป่าลมพรูออกจากปาก
"สรุปก็คือ...ข้างนอกนั่น มันก็แค่โลกที่เต็มไปด้วย 'ความวุ่นวาย'และ 'การแข่งขัน'ไม่ต่างอะไรกับป่าคอนกรีตที่ฉันเพิ่งหนีมาเลยนี่หว่า"
อีไลอัสลืมเรื่องมนุษย์คนอื่นอาณาจักรอื่น และความขัดแย้งในโลกภายนอกไปเสียสนิท... ไม่ใช่เพราะเขาโง่เขลาแต่เป็นเพราะ 'เขาไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว!'
"เอลดริน..."อีไลอัสม้วนแผนที่ผังเมืองเก็บลงกระบอกไม้ไผ่ "จักรวรรดิมนุษย์จะรบกับใครจะขยายอาณาเขตไปถึงไหน ฉันไม่สน และฉันก็ไม่อยากรู้ด้วยเป้าหมายในชีวิตของฉันตอนนี้ ไม่ใช่การไปเป็นผู้กล้าปราบจอมมารไม่ใช่การกลับไปสวามิภักดิ์ต่อขุนนางหน้าโง่ในเมืองหลวง..."
เด็กชายกางแขนออกกวาดสายตามองไปรอบๆ รัฐอิสระเฮเซลบรุค มองดูบ้านหินที่แข็งแกร่งมองดูแปลงผักที่อุดมสมบูรณ์ มองดูบาร์นีย์ ฟินน์ เดซี่ และดัสตี้ที่เปรียบเสมือนครอบครัวของเขา
"เป้าหมายของฉันคือการอยู่ที่นี่... ในหมู่บ้านที่ฉันสร้างขึ้นมากับมือ ในเซฟโซนที่ฉันออกแบบเองฉันจะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ กินของอร่อยๆ นอนในบ้านอุ่นๆ และรอใส่เสื้อผ้าไหมเวทมนตร์นุ่มๆที่พวกนายจะทอให้ฉัน!"
อีไลอัสฉีกยิ้มกว้างรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาดและอิสระเสรี
"ใครอยากจะวุ่นวายอยู่ข้างนอกก็ปล่อยเขาไป...แต่รัฐอิสระเฮเซลบรุคจะเป็นดินแดนเอกราชที่ใครก็ห้ามมารบกวนการสโลว์ไลฟ์ของพวกเราเด็ดขาด! เอาล่ะ!แยกย้ายไปพักผ่อนได้ พรุ่งนี้เช้า...เราจะเริ่มลงเสาเข็มสร้างบ้านใหม่ให้พวกนายกัน!"
เอลดรินและกลุ่มเอลฟ์มองหน้ากันก่อนจะเผยยิ้มที่โล่งใจที่สุดออกมา ความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกมลายหายไปสิ้นพวกเขาไม่ได้เจอกับอัศวินผู้กอบกู้โลก... แต่พวกเขาได้เจอกับ 'ผู้ใหญ่บ้าน' ที่พร้อมจะสร้างสรวงสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อปกป้องพวกเขาก็พอแล้ว!
ที่นี่… จะไม่ใช่แค่หมู่บ้าน แต่มันจะเป็น “สถานที่ที่ความสงบถูกปกป้องด้วยความตั้งใจ”