บทที่ 50
ไปเอาความกล้ามาจากไหน?
ชายหญิงคู่นี้ คือคนที่เขาเห็นเมื่อตอนที่อยู่ชั้น 1 นี่ คนที่ถูกพวกเซลล์แมนทั้งหลายพยายามล่อลวงให้เข้าร้าน
ฝ่ายชายนั้นน่าจะราวๆ 30-40 ปีได้ แต่ชุดของเขานั้นทำให้เขาดูเป็นพวกทันสมัยและดูหนุ่มขึ้น ทางฝ่ายหญิงที่ควงแขนเขานั้นยังคงเป็นสาวสวยที่น่าจะอายุราวๆ 20 ต้นๆเท่านั้น เดาได้เลยว่าถ้าเธอน่าจะเพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน
ทั้งสองนั้นเดินมาทางอู๋ตี้ และบริกรที่เห็นดังนั้นก็รีบหลบไปข้างหนึ่งให้พวกเขาเข้าไป แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะดึงอู๋ตี้หลบออกมาด้วย
จากนั้นแล้วบริกรหนุ่มคนนี้ก็หันไปโค้งและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่พวกเขา
เห็นดังนั้นอู๋ตี้ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ทำไมนายไม่เห็นพูดไอ้เรื่องค่าใช้จ่ายขั้นต่ำอะไรนั่นกับพวกนั้นเลย? พวกนั้นก็มาหาอะไรกินเหมือนกัน ทำไมถึงทำตัวสองมาตรฐานแบบนี้เล่า? ”
บริกรหนุ่มถึงกับงุนงงไปด้วยคำถามของเขา ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง "นี่นายไม่ได้มองคนอื่นจริงๆเหรอเนี่ย? ดูจากเสื้อผ้าแล้วก็นิสัยใจคอของนายกับพวกเขาหรือยัง? เปรียบเทียบกันได้เหรอ? ถ้าฉันถามแล้วก็อย่ามาหัวเราะฉันนะ นายไปเอาความกล้ามาจากไหนที่จะมาที่นี่โดยแต่งตัวแบบนี้แถมยังจะมาหาของกินอีกน่ะ? ฮะ? ฮ่าๆๆๆ”
ในตอนนั้น อู๋ตี้ก็ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
บริกรคนนี้ดูถูกเขาก็เพราะว่าเสื้อผ้าของเขา เขาไม่ได้คิดเลยว่า เขาต้องใช้เงินมากเพื่อจะได้เข้ามาในที่แบบนี้
และคู่ชายหญิงที่เพิ่งจะเข้าไปนั้นก็ดูจะรวยไม่น้อยเลยด้วย เปรียบเสมือนน้ำผึ้งที่หอมหวาน อ่า ใช่แล้ว ความรวยน่ะทำให้บริกรแสดงท่าทีที่แตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
“ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเท่าไหร่?” อู๋ตี้ถามด้วยเสียงเบา น้ำเสียงเขานั้นแสดงออกถึงการที่ไม่มีความสุขแบบชัดเจนเลย คนพวกนี้เป็นคนประเภทนี้มากที่สุด พวกคนที่หลงกับคำเยินยอและตัดสินคนอื่นด้วยรูปลักษณ์แบบนี้
“ทำไม? นี่ยังไม่ไปอีกเหรอ?” บริกรหนุ่มส่งเสียงออกมาด้วยความเหยียดหยามพร้อมยิ้มเพื่อถากถางคำพูดที่อู๋ตี้พูดเมื่อครู่
“เอาเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับนายแล้ว หากนายต้องการจะกินข้าวที่นี่ นายน่ะต้องมีมูลค่าบนตัวขั้นต่ำ 5,000 หยวน ต่อหัว ฟังฉันให้ดี คนหนึ่งคนต้องมีมูลค่าทรัพย์สินบนตัว 5,000 หยวน!”
บริกรหนุ่มจงใจพูดย้ำ 2 ครั้งเพื่อซ้ำเติมให้อู๋ตี้ได้ยินชัดๆ
แต่กระนั้นอู๋ตี้ก็ยังคงยืนประจันหน้าโดยไม่รู้สึกอะไร มองอย่างเยือกเย็นไปยังใบหน้าที่ดูภูมิใจและหยิ่งยโสของบริกรหนุ่มนั้นก่อนจะยิ้มเหยียดหยามกลับไป “แล้วนายคิดว่าทั้งตัวฉันนี่เท่าไหร่ดีล่ะ?”
ยามที่ได้ฟังบริกรหนุ่มก็ชะงักก่อนจะเย้ยเขากลับทันที “เฮ้ นี่นายฟังไม่ชัดหรือไง? ฉันบอกว่ามื้อหนึ่งๆ คนที่จะเข้าไปกินได้ต้องมีมูลค่าบนร่างกายไม่ต่ำกว่า 5,000 หยวนไง ถ้าคิดไม่ออกก็ให้คิดถึงค่าอาหารทั้งปีที่นายใช้กินดูสิ!”
“5,000 หยวนน่ะมันของนายต่างหาก” อู๋ตี้ยังคงเหยียดหยามเขาอยู่ด้วยความเยือกเย็น
ไม่มีความจำเป็นต้องสุภาพกับคนแบบนี้
เป็นแค่บริกรตัวจ้อย แต่ทำตัวหยิ่งยโสยิ่งนัก บางทีอาจจะเพราะทำงานมานานแล้วก็เลยได้พบเจอและคลุกคลีอยู่กับคนรวยมามากมายจนถือว่าตัวเองก็เป็นคนรวยไปแล้วเหมือนกัน ฉันล่ะเกลียดคนแบบนี้จริงๆ ยิ่งเกลียดก็ยิ่งเจอ น่าเบื่อ
*แปะ!*
บัตรธนาคารถูกโยนใส่หน้าของบริกรหนุ่ม
“อั่ก---แก! ทำบ้าอะไรเนี่ย!? โยนอะไรใส่หน้าฉันฟะ!”
บริกรหนุ่มที่โดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้านั้นรู้สึกเจ็บหน้าไปหมด เขาจึงโวยวายออกมาทันที
“เอาบัตรนั่นไปแล้วเรียกบอสนายมาซะ ฉันเหมาร้านนายแล้ววันนี้” อู๋ตี้พูดด้วยเสียงดัง
บริกรหนุ่มนั้นทำอะไรไม่ถูกเลยด้วยความมึนงงจากนั้นเขาก็มองบัตรธนาคารในมือ
“นาย รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมาน่ะ? เหมาร้านงั้นเหรอ? นายรู้หรือเปล่าว่ามันต้องจ่ายขนาดไหนน่ะ?” บริกรหนุ่มยังคงไม่ค่อยเชื่อนัก
“เอาบัตรไปแล้วจัดการเอง อย่าเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระ“
หลังจากพูดประโยคนี้จบ อู๋ตี้ก็ผลักบริกรออกไปข้างทางแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านเลย
ตามปกติแล้วอู๋ตี้นั้นเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีมากๆ แต่กระนั้นเขาก็ต้องเลือกว่าจะควบคุมกับใคร และน้ำเสียงในวันนี้น้ำเสียงของเขาก็มีประโยชน์มากๆ
บริกรหนุ่มนั้นมองมายังอู๋ตี้ที่ดูจะมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน จากนั้นเขาก็เริ่มบ่นอิดออดขึ้นในใจ ไม่ใช่ว่าเขานั้นไปยั่วยุคนร้ายๆเข้าให้แล้วนะ
แต่ในทันทีเขาก็ส่ายหน้าแล้วก็กัดฟันไว้แน่นพร้อมกับพูดกับตัวเอง ยังไงซะเจ้านี่มันก็แค่พวกยาจกที่ชอบอวดเบ่ง บางทีในบัตรธนาคารนี่อาจจะไม่มีเงินอยู่เลยก็ได้ เพราะงั้นต้องรีบไปบอกผู้จัดการ ในเมื่อไอ้หมอนี่กล้าที่จะมาก่อเรื่องที่นี่ แสดงว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วสินะ เพราะงั้นก็ให้ผู้จัดการมาตัดสินละกันว่าจะทำยังไง!
อู๋ตี้ที่เดินเข้าไปด้านในแล้วนั้นเลือกที่นั่งใกล้กับหน้าต่างและนั่งลงไปทันที
โต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดนั้นทำมาจากไม้แท้ มันรู้สึกดีขึ้นมาทันทีเมื่อครั้งได้นั่งลงไป มันเป็นอะไรที่สบายมากๆในฤดูร้อนเช่นนี้
หลังจากพักใหญ่ๆ บริกรสาวก็เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มหวานๆบนใบหน้า เธอค่อยๆรินช้าให้อู๋ตี้อย่างอ่อนช้อย
ชัดเจนเลยว่าท่าทีของเธอนั้นต่างกับท่าทีของบริกรหนุ่มที่ดักเขาไว้ที่หน้าประตูอย่างมาก
ถึงแม้ว่าเธอนั้นน่าจะอายุราวๆ 20 ปี แต่เธอก็มีกริยาที่ค่อนข้างสงบ รวมไปถึงเธอไม่ได้ดูถูกอู๋ตี้ด้วยแต่อย่างใด
ยังไม่ทันที่จะได้ลิ้มลองชาหลังรินเสร็จ รวมถึงพนักงานสาวเองก็ยังไม่ได้เดินไปไหน ร่างของคนสองคนก็เดินเข้ามาทันที
พวกเขาเป็นอีกคู่หนึ่งที่แต่งตัวดูทันสมัยทั้งชายและหญิงรวมถึงอยู่กันคนละช่วงอายุด้วย ในตอนนั้น หญิงสาวมองเห็นที่ที่อู๋ตี้นั่งอยู่ เธอนั้นมองและรู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาทันที
“ที่รัก ฉันอยากนั่งตรงนั้น~ ก่อนหน้านี้ยังไม่มีคนมานั่งเลย เพราะที่รักนั่นแหละที่ลากฉันไปห้องน้ำเพื่อทำอะไรแบบนั้น เห็นไหม ตอนนี้มีคนมาแย่งนั่งแล้วเนี่ย ที่สุดท้ายแล้วด้วยนะที่จะได้นั่งติดหน้าต่าง ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น ฉันต้องได้นั่งตรงนี้”
หญิงสาวคนนั้นควงแขนชายหนุ่มพร้อมออดอ้อนด้วยน้ำเสียงเย้ายวน ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มพอใจอย่างมากจนสังเกตเห็นได้ชัดถึงอารมณ์บนใบหน้า
แต่ปกติเขาก็ยอมทำตามที่เสี่ยวมี่ขออยู่แล้ว
“นายน่ะ ย้ายที่ไป นี่มันที่ของพวกฉันนะเว้ย”
วิธีการพูดของชายหนุ่มนั้น ส่อสันดานพวกยโสโอหังสุดๆ คำพูดของเขานั้นไม่ต่างอะไรกับการออกคำสั่ง แน่นอนเลยว่าเพราะเขากำลังดูถูกอู๋ตี้จากเสื้อผ้าโทรมๆนั่นแหละ
“ช่วยอย่าทำแบบนี้ด้วยค่ะ คุณลูกค้า พวกเราทุกคนต่างมีกฎเหมือนกันก็คือใครมาก่อนก็ได้ก่อนนะคะ”
อู๋ตี้ไม่ได้ทำอะไร กลับกัน บริกรสาวที่รินน้ำชาให้อู๋ตี้นั้นเป็นฝ่ายเขาไปหยุดชายคนนั้นไว้เอง ดูเหมือนว่าเธอเองก็เป็นคนที่มีจิตใจดีและความรับผิดชอบสูงคนหนึ่งเลย
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มคนนั้นจ้องมองไปยังบริกรสาว
“นี่ใช่ที่ที่เธอควรจะมาพูดเหรอ? เป็นแค่เด็กเสิร์ฟต๊อกต๋อยแท้ๆ กล้ามาพูดกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ!? ออกไปเลยนะ!”
ชายคนนี้นั้นหยิ่งผยองมากๆ เขากล้าตะโกนเสียงดังในที่สาธารณะราวกับตัวเองนั้นเป็นจ้าวแห่งสวรรค์อะไรทำนองนั้นเลย
ความหวาดกลัวแผ่ขยายขึ้นบนใบหน้าของบริกรสาว แต่เธอก็ไม่ได้หัวหดไปในทันที ร่างของเธอยังยืนหยัดด้วยความดื้อรั้นที่ปรากฏบนใบหน้าสวยนั้น
“คุณลูกค้าคะ นี่เป็นกฎของทางร้านเราค่ะ คุณ---”
*เพี๊ยะ!*
ก่อนที่เธอจะได้พูดจบ เสียงตบหน้าก็ดังขึ้น
หญิงสาวล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับใบหน้าข้างหนึ่งที่แดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ร่างทั้งร่างสั่นเทาไปหมดพร้อมๆกับน้ำตาแห่งความโศกเศร้ามันก็ไหลออกมาจากดวงตากลมโตทั้งสองด้วย
“ยัยโง่นี่! คิดว่าตัวเองเป็นใคร? เรียกผู้จัดการเธอมา! นอกจากจะไม่ให้ฉันนั่งกินตรงนี้แล้ว ยังมาเข้าข้างไอ้หมอนั่นอีก มันมีเงินให้เธอหรือไง! ฉันนี่สิมีเงินมาก!”
ขณะที่โดนดูถูกและเหยียบย่ำ บริกรสาวที่ล้มอยู่กับพื้นก็ไม่กล้าที่จะพูดหรือขยับตัวไปไหน
เธอทำได้แค่ปิดบังด้านที่ถูกตบเอาไว้ซึ่งมันกำลังบวมขึ้นเรื่อยๆพร้อมๆกับแอบร้องไห้อยู่ในมุมมืดของหน้า
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างชายคนนั้นเองก็กลอกตาและพูดเหยียดหยามเธอด้วย “ฉันเข้าใจแล้ว ยัยเด็กเสิร์ฟกับไอ้ยาจกนั่นคงเป็นเพื่อนกัน ไม้งั้นแล้วมันคงไม่มีเงินเข้ามากินอาหารในที่แบบนี้ได้หรอก ฮี่ๆๆ แม่สาวเสิร์ฟนี่ก็ดูสวยอยู่หรอกนะ แต่ไม่น่าจะมาจับคู่กับไอ้หมอนี่เลย สาวงามกับไอ้หมูขี้แพ้หรือไง? ฮ่าๆๆๆ”
มองไปยังบริกรสาวที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น อู๋ตี้ก็กำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ยิ่งเขาเห็นเหตุการณ์นี้ เขาก็ยิ่งกำหมัดนั้นแน่นขึ้น
สาวน้อยต้องมาถูกกลั่นแกล้งเพราะตัวเขาเอง ทั้งๆที่เธอไม่ได้ผิดอะไรเลย เป็นแค่หญิงสาวที่ใสซื่อ แต่กลับต้องมาโดนกลั่นแกล้งและทำร้ายแบบนี้
ทำไมล่ะ? ทำไมคนที่ถูกกลั่นแกล้งต้องเป็นคนดีล่ะ แล้วทำไมคนไม่ดีเหล่านั้นถึงยังเชิดหน้าชูตาหยิ่งผยองได้? ไม่ยุติธรรมเลย
แววตาเกรี้ยวกราดของอู๋ตี้ลุกไหม้มากขึ้นเรื่อยๆราวกับเปลวเพลิงที่กำลังโหมขึ้นมาอยู่ภายใน
“ฮัลโหล~ ทำไมนายยังนั่งอยู่ตรงนี้อีก!? รีบๆลุกแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่ได้แล้ว! ไม่งั้นฉันจะซัดนายด้วยคนนะเว้ย!”
ชายคนนั้นมองมายังอู๋ตี้ที่ยังคงนั่งอยู่ เขาลูบเคราของตนเอง จ้องมอง รวมถึงข่มขู่ไปด้วย
แต่งตัวเหมือนหมาแต่นิสัยก็แค่คนพาล ไม่อยากคิดเลยว่าคนแบบนี้จะทำอาชีพอะไร หรือบางทีอาจจะมาจากนรกก็ได้
เดี๋ยวนะ...นรกเหรอ? ฮืม~ จริงสิ ในเวลาแบบนี้น่าจะลองใช้งานของสิ่งที่แลกมาจากความฝันเมื่อ 2 คืนก่อนได้อยู่นะ ไม่มีความเมตตาสำหรับอันธพาลแบบนี้หรอก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ริมฝีปากของอู๋ตี้ก็แสดงรอยยิ้มเหยียดหยามออกมาและค่อยๆยืนขึ้นช้าๆ