นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 126 สัตว์อสูรน้อย

    ตอนที่126 สัตว์อสูรน้อย


    “ใช่ครับน่าเสียดายที่กลุ่มกิเลนไฟสะสมไว้ได้แค่หัวใจรากแก้วเท่านั้นพวกเราส่งคนไปเก็บเกี่ยวบัวธาราสวรรค์ไม่สำเร็จและยังต้องสูญเสียผู้คนไปไม่น้อยสมุนไพรสวรรค์ช่างหาได้ยากยิ่งนัก” หัวอี้เฟิงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นของซูเวยเขาถอนหายใจด้วยความเสียดาย พลางพูดถึงสมุนไพรที่จะช่วยให้ทุกคนแข็งแกร่งเร็วขึ้นเนื่องจากไม่สามารถรอให้เลื่อนขอบเขตโดยใช้แค่พลังฉีเพียงอย่างเดียวได้


    นั่นเป็นเพราะว่าพลังฉีในโลกนี้มีเบาบางมากนักพื้นที่ที่จะมีพลังฉีเข้มข้นล้วนเป็นพื้นที่ลับที่ต้องฝ่าอันตรายเข้าไปหรือไม่ก็เป็นพื้นที่หวงห้ามของบรรดาตระกูลผู้ฝึกตนที่ปลีกวิเวกไม่สนใจโลกภายนอกแต่อย่างใด


    “อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้เลยดีกว่าค่ะพวกเราค่อยสืบหาข้อมูลของผลหิมะไฟให้เร็วที่สุด แล้วค่อยวางแผนไปเก็บเกี่ยวผลหิมะไฟ”ซูเวยพูดเตือนทุกคนอย่างจริงจัง เนื่องจากในตอนนี้เธอมีสมุนไพรหลักสองอย่างแล้วคงเหลือแค่ผลหิมะไฟเท่านั้น ทว่าเธอไม่ต้องการโพล่งออกไปในทันที โดยเธอวางแผนที่จะรวบรวมสมุนไพรให้ครบถ้วนทุกรายการก่อนค่อยตัดสินใจอีกครั้งก็ยังไม่สาย


    ทุกคนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของซูเวยหลงลู่เพ่ยเองก็เข้าใจความหมายที่ซูเวยต้องการสื่อสาร รวมทั้งที่เธอไม่พูดถึงเรื่องบัวธาราสวรรค์และผลอัคคีวิญญาณซึ่งเขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าบางเรื่องบอกช้าอาจปลอดภัยมากกว่าโพล่งออกไปทันที


    หลังจากนั้นทุกคนพูดคุยถึงแผนสร้างกองกำลังส่วนตัวของแต่ละตระกูลโดยเพิ่มจำนวนคนมากขึ้นเนื่องจากหากถึงคราวที่จะต้องสู้รบกับพวกมารทั้งหลาย คนธรรมดาหรือทหารทั่วไปไม่อาจต่อสู้ในสนามรบของบรรดาผู้ฝึกตนและมารได้ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่หลักของตระกูลองครักษ์ ซึ่งตระกูลหลงและตระกูลหัวล้วนเข้าใจหน้าที่ของพวกเขาเป็นอย่างดี


    เมื่อทุกคนพูดคุยกันอยู่นานจนเข้าใจดีถึงแผนการซูเวยแล้วหลงลู่ฉีจัดเลี้ยงอาหารเย็นกับซูเวยและหัวอี้เฟิงอย่างเต็มใจ ส่วนหงน้อยนั้น มันทานอาหารสำหรับตัวมันเองอย่างมีความสุขและอิ่มหมีพีมัน


    จากนั้นซูเวยเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลกัวโดยหลงลู่เพ่ยรับหน้าที่ขับรถไปส่งซูเวยอย่างเต็มใจ


    ……….


    เมื่อซูเวยกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลกัวสมาชิกของครอบครัวกัวทุกคนต่างออกมาต้อนรับและผลัดกันโอบกอดเธอด้วยความรักและห่วงใยยกเว้นกัวจวินที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับเธอ เพราะเขากำลังเร่งมือทำวิทยานิพนธ์เพื่อสอบจบให้เร็วกว่ากำหนดฉะนั้นซูเวยจึงได้รับอ้อมกอดอันอบอุ่นจากพ่อแม่บุญธรรมทั้งสี่คนอย่างเต็มที่


    กัวเป่าและสมาชิกครอบครัวกัวต่างพากันแปลกใจที่พบกระรอกน้อยขนสีแดงเพลิงสวยงามดูแปลกตาทว่าไม่มีใครสามารถเข้าใกล้มันได้ เนื่องจากหงน้อยส่งเสียงขู่ฟ่อพร้อมกับตั้งท่าเหมือนต่อสู้เป็นระยะซึ่งมันพร้อมที่จะส่งพลังปราณทำร้ายผู้คน ทำให้ซูเวยต้องส่งเสียงห้ามปรามอย่างจริงจังผ่านจิตวิญญาณกับมันว่า


    “หงน้อย!หากต้องการอยู่กับฉัน ห้ามทำร้ายใครเด็ดขาดเข้าใจไหมไม่งั้นฉันจะเผาแกให้เป็นกระรอกย่างเสียเลย” ซูเวยจ้องมองหงน้อยด้วยท่าทางไม่พอใจที่มันแสดงท่าทางไม่เป็นมิตรกับครอบครัวบุญธรรมตนเองเธอจึงขู่มันอย่างจริงจัง


    “ก็ได้ๆข้าจะยอมให้เจ้าคนเดียวเท่านั้น ก็ข้าไม่ชอบอยู่กับพวกมนุษย์นี่นาถ้าอยู่ใกล้ๆเจ้าก็ยังพอว่า” หงน้อยยกมือสองข้างยอมแพ้ซูเวยมันบอกเหตุผลของมันที่ไม่ชื่นชอบการเข้าใกล้มนุษย์เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณเนื่องจากมันเคยชินกับการอยู่ร่วมกับกิ่งเหยียนเจียงที่แผ่พลังปราณออกมาตลอดเวลาซึ่งช่วยให้มันรู้สึกสบายและผ่อนคลายใจ


    เหตุผลของหงน้อยทำให้ซูเวยลอบถอนหายใจอย่างเข้าใจมันที่มันไม่เคยชินกับการอยู่ร่วมกับคนธรรมดา เนื่องจากที่ผ่านมาตลอดชีวิตของมันนั้นก็อยู่ในพื้นที่ลับเหยียนเจียงสถานที่ถือกำเนิดผลอัคคีวิญญาณซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพลังฉีเข้มข้นและสบายตัวมากกว่าอยู่บนโลกนั่นเป็นเพราะว่าโลกมีพลังฉีเบาบางมากส่งผลให้หงน้อยรู้สึกหงุดหงิดได้ง่ายกว่าปกติ


    “เอาไว้แกไปถึงหมู่บ้านมังกรก็คงสบายตัวกว่านี้”ซูเวยส่งเสียงปลอบใจหงน้อยผ่านทางจิตวิญญาณอย่างเข้าใจมัน


    “จริงหรือ?ข้าจะได้เห็นที่อื่นๆอีกใช่ไหม? ดีจริง! ในโลกนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าเหยียนเจียงยิ่งนัก ข้าชักจะชอบโลกนี้ซะแล้วสิ”หงน้อยส่ายก้นเล็กน้อยอย่างมีความสุขเมื่อรับรู้ข้อมูลจากซูเวย ช่วยทำให้มันอารมณ์ดีขึ้นในทันใด


    หวังฉีและกัวลี่จินมองเห็นท่าทางส่ายก้นสะบัดหางอันน่ารักของหงน้อยที่บ่งบอกถึงความรู้สึกยินดีทั้งสองคนต่างพากันส่งเสียงพูดคุยกันอย่างประหลาดใจว่า


    “เวยเวยสัตว์เลี้ยง อ๊ะ! เพื่อนของลูกช่างน่ารักเสียจริง”


    “ใช่ๆสีแดงเพลิงไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เป็นกระรอกน้อยที่แปลกประหลาดแต่น่ารักมาก”


    ซูเวยยิ้มแหยๆรับคำชมจากแม่บุญธรรมทั้งสองคนอย่างกังวลใจ เธอเหลือบมองหงน้อยอย่างวิตกกังวลเพราะรู้ว่ามันไม่ชอบคำว่าสัตว์เลี้ยงพอเห็นว่ามันมัวแต่ดีใจที่จะได้ไปจากคฤหาสน์ตระกูลกัวทำให้มันไม่สนใจเสียงพูดคุยของแม่บุญธรรมทั้งสองคน


    ต่อจากนั้นทุกคนทักทายกับซูเวยอีกชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะปล่อยให้เธอไปนอนพักผ่อนทุกคนไม่อยากซักไซ้กับซูเวยมากเกินไปเพราะยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกในวันพรุ่งนี้


    ..........


    รุ่งเช้าซูเวยตื่นขึ้นมาจากการนั่งฝึกตนด้วยความสดชื่นเธอเหลือบมองหงน้อยที่นอนหงายอ้าขาชี้ฟ้าทั้งขาหน้าและขาหลัง พร้อมส่งเสียงกรนอย่างสบายอารมณ์เธอส่ายหัวเล็กน้อยด้วยความขบขันมัน จากนั้นเธอปล่อยให้มันนอนอย่างสบายใจ ส่วนตนเองก็ไปฝึกฝนทักษะต่อสู้กับกลุ่มพ่อบ้านหูอย่างเบิกบานใจ


    ขณะที่ซูเวยกำลังปะทะพลังกับพ่อบ้านหูอย่างสนุกสนานอยู่นั้นทุกคนพลันเหลือบมองเห็นลำแสงสีแดงเพลิงพุ่งตัวออกมาจากหน้าต่างห้องนอนของซูเวยหงน้อยพุ่งตัวเข้าโรมรันกับหูจยงอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับส่งเสียงร้องอย่างสนุกสนาน


    “ฮาๆดีจริงมีคนให้เล่นด้วยแบบนี้ ดีกว่าเล่นอยู่ตัวเดียวเยอะเลย” หงน้อยหัวเราะพลางพุ่งตัวส่งพลังปราณเข้าต่อสู้กับหูจยงที่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับมันอย่างจริงจัง


    “อ๊ะ!คุณหนูซูครับ? มันคือสัตว์อสูรหรือครับ?” หูจยงและคนอื่นต่างพากันนิ่งชะงักด้วยความแปลกใจ พวกเขาพบว่ากระรอกน้อยที่ติดตามมากับซูเวยนั้นแท้จริงแล้วคือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งใกล้เคียงกับหูจยง ซึ่งหูจยงแข็งแกร่งน้อยกว่าพ่อบ้านหูหนึ่งระดับทุกคนล้วนแปลกใจที่พบว่ากระรอกน้อยไม่ใช่สัตว์ธรรมดาแต่เป็นสัตว์อสูรที่มีบันทึกไว้ในตระกูลหู


    “ใช่ค่ะ มันคงตื่นเต้นที่ได้เห็นคนมีพลังปราณและแข็งแกร่งมากพอเพราะมันอยู่ตัวเดียวมานานจนเบื่อแล้วกระมัง” ซูเวยหันหน้ามาตอบหูจยงขณะที่เธอกำลังต่อสู้กับพ่อบ้านหูอย่างเพลิดเพลิน


    คำยืนยันจากซูเวยที่ชัดเจนทำให้ทุกคนต่างระมัดระวังตัวเองมากขึ้นเนื่องจากกระรอกน้อยมีพลังปราณแข็งแกร่งมากพอที่จะทำร้ายพวกเขาได้หากประมาทพลาดพลั้ง


    จนกระทั่งเกือบถึงเวลาหกนาฬิกาซูเวยส่งเสียงบอกหงน้อยให้กลับห้องกับเธอเพราะทุกคนต่างก็ต้องแยกย้ายไปอาบน้ำและเตรียมทำงานตามหน้าที่ตนเองฉะนั้นจึงหมดเวลาเล่นสำหรับหงน้อยแล้ว


    หงน้อยส่งเสียงประท้วงขณะที่ซูเวยหยิบหลังต้นคอมันจนทำให้มันดิ้นไปมาอย่างหงุดหงิดใจว่า “ปล่อยข้านะ ข้ายังเล่นไม่หนำใจเลยจะรีบไปทำอะไรนักหนากันเชียว นานๆข้าถึงจะได้เล่นอะไรที่สนุกแบบนี้”


    “ใจเย็นน่าเอาไว้ไปถึงหมู่บ้านมังกรก่อน รับรองว่ามีเพื่อนเล่นทั้งวัน”ซูเวยปลอบใจมันพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอกำลังคิดที่จะให้หงน้อยช่วยฝึกฝนสืออู๋เจ๋อเพื่อให้เขาแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วเนื่องจากหงน้อยแข็งแกร่งกว่าสืออู๋เจ๋อมากนัก ฉะนั้นการมีหงน้อยเป็นพี่เลี้ยงช่วยฝึกน่าจะเหมาะสมมากที่สุด


    คำตอบของซูเวยทำให้หงน้อยแสดงท่าทางตื่นเต้นยินดีมันส่งเสียงตอบกลับอย่างมีความสุขว่า “ดีจริงๆ งั้นข้าจะเชื่อเจ้า”

    จากนั้นซูเวยกลับห้องไปอาบน้ำแต่งตัวหลังจากทานอาหารเช้าร่วมกับครอบครัวกัวแล้ว หูจยงเป็นคนขับรถมาส่งซูเวยที่หมู่บ้านมังกรเธอพบว่าพื้นที่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านยายเริ่มมีช่างและคนงานเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ เธอคาดเดาว่าการซื้อที่ดินของครอบครัวกัวคงเรียบร้อยแล้วถึงได้มีการปรับปรุงเช่นนี้


    ..........


    ครั้นยายเกาอิงมองเห็นหลานสาวเดินเข้าบ้านเธอปราดเข้าไปกอดหลานสาวด้วยความคิดถึงและห่วงใย ซูเวยกอดตอบรับยายอย่างอบอุ่นหัวใจเธอเหลือบมองเห็นซ่งลี่หมิงนั่งรอยายอยู่ที่หน้าบ้านใหม่พร้อมกับถือตะกร้าและจอบเล็กในมืออย่างคุ้นเคย


    ทันใดนั้นเธอมองเห็นซ่งลี่หมิงผงะและถอยหลังเล็กน้อยจนเกือบล้มหงายหลังด้วยความตื่นตกใจที่จู่ๆมีกลุ่มก้อนสีแดงเพลิงพุ่งเข้ามาชนเขาแล้วเด้งกลับคืนหาซูเวยพอซ่งลี่หมิงสังเกตให้ดีกลับพบว่าเป็นกระรอกน้อยสีแดงเพลิงที่เกาะอยู่บนไหล่ของซูเวย


    หงน้อยส่งเสียงประท้วงอย่างไม่พอใจกับซูเวยว่า“ซูเวย เจ้าพาข้ามาหาคนธรรมดาอีกแล้วหรือ?”


    “ไม่ใช่คนนี้เป็นเด็กชายอีกคนหนึ่ง เขาไปโรงเรียนยังไม่กลับบ้าน เจ้ารอหน่อยสิ”ซูเวยส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณตอบกลับหงน้อย


    “ก็ได้ๆยังดีนะที่นี่อากาศเหมือนกับในเหยียนเจียง งั้นข้าไปหาเล่นแถวอื่นก่อนละกัน”หงน้อยตอบกลับอย่างเข้าใจพลางพูดชมถึงพื้นที่ในบริเวณบ้านของซูเวยที่มีพลังฉีเข้มข้นซึ่งช่วยให้มันรู้สึกสบายตัวและผ่อนคลาย


    “หากอยากสูดอากาศเย็นสบายก็อยู่แต่ในเขตพื้นที่บ้านนะออกไปข้างนอกแล้วหากจะกลับเข้ามาระวังได้รับบาดเจ็บด้วย”ซูเวยเอ่ยเตือนหงน้อยด้วยความกังวลใจเพราะเธอไม่มั่นใจว่ามันจะรู้จักค่ายกลที่เธอสร้างขึ้นไว้มากน้อยแค่ไหน


    “โอ้! ข้าเข้าใจแล้ว บ้านเจ้าสร้างค่ายกลด้วยนี่นาน่าสนใจ!” หงน้อยอุทานอย่างเข้าใจพลางเหลียวมองรอบตัวด้วยความสนใจ


    ซูเวยเห็นว่ากระรอกน้อยเข้าใจเรื่องของค่ายกลด้วยทำให้เธอปล่อยมันให้วิ่งเล่นอย่างสบายใจจากนั้นซูเวยหันหน้าไปบอกยายตามจริงเมื่อมองเห็นการเตรียมตัวของซ่งลี่หมิงว่า “งั้นตอนเย็นยายค่อยถามหนูดีไหมคะ? ดูสิผู้ช่วยของยายเขารออยู่”


    “ได้ๆอย่าลืมโทรกลับหาครูมู่ด้วยนะ ครูเขาโทรมาหายายมาหลายวันแล้วแต่ยายตอบครูมู่ไม่ได้ว่าหลานจะกลับมาวันไหน?”เกาอิงพยักหน้าเข้าใจ เธอรู้สึกสบายใจและมีความสุขไม่เหงาเหมือนเดิมเพราะมีผู้ช่วยฝีมือดีที่เรียนรู้และช่วยเหลืองานได้เป็นอย่างดีเธอจึงกำชับเรื่องการติดต่อกับครูมู่ของหลานสาวอย่างจริงจัง


    “เข้าใจแล้วค่ะยาย”ซูเวยพยักหน้าเข้าใจ


    เนื่องจากใกล้ถึงวันเข้าร่วมแข่งขันผลงานทางศิลปะในวันที่22 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยวันนี้ก็เป็นวันที่ 19 เมษายนแล้ว อีกประการหนึ่งคือเธอเสียเวลาอยู่ในพื้นที่เหยียนเจียงหลายวันฉะนั้นจึงต้องรีบติดต่อครูมู่เพื่อคลายความกังวลของทุกฝ่าย


    หลังจากพูดคุยกับยายแล้วเธอเดินเข้าไปไต่ถามทุกข์สุขของซ่งลี่หมิงด้วยความสนใจว่า “เป็นยังไงบ้างคะ?”


    ซ่งลี่หมิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่พบว่าซูเวยให้ความสนใจตัวเขาทำให้เขาตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า “ก็ดีครับ หลายวันมานี้นอนหลับสบาย ไม่ปวดหลังอีกเลยอากาศที่นี่ก็เย็นสดชื่นดี ผมเริ่มปรับตัวได้แล้ว”


    “ก็ดีแล้วค่ะอีกสามเดือนค่อยคำนวณดวงชะตาของคุณใหม่” ซูเวยยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับพูดถึงงานในหน้าที่ของเธอซึ่งเขาพยักหน้ารับรู้ด้วยท่าทางเป็นมิตรมากขึ้น


    ซูเวยเหลือบมองเห็นฝ่ามือสองข้างของเขาในแวบหนึ่งเธอพบว่าฝ่ามือเขามีรอยหยาบกร้านซึ่งบ่งบอกว่าเขาทำงานช่วยเหลือยายเป็นอย่างดีสร้างความพึงพอใจให้กับเธอมากยิ่งขึ้นเธอได้แต่หวังว่าหนทางที่เธอช่วยเหลือเขาเอาไว้นั้นจะช่วยให้เขารอดพ้นจากเคราะห์กรรมที่หนักหนาจนถึงแก่ชีวิตได้


    จากนั้นซูเวยโทรติดต่อหาครูมู่พอครูมู่รับสายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี ครูมู่รีบบอกกำหนดการเดินทางกับซูเวยว่า “ซูเวยพวกเราจะต้องออกเดินทางไปถึงที่พักที่อาจารย์ของครูเตรียมไว้ให้ในวันที่ 20เมษายนนี้ เธอติดอะไรไหม?”


    “เอ! ไปเร็วกว่าเดิมหนึ่งวันหรือคะ?”ซูเวยอุทานด้วยความประหลาดใจเพราะกำหนดการเดิมที่ตกลงไว้กับครูมู่คือวันที่ 21


    “ใช่ๆมีแขกกิตติมศักดิ์มาร่วมงานด้วย เห็นว่าเป็นเพื่อนเก่าแก่ของท่านประธานสมาคมนั่นน่ะซีท่านประธานก็เลยอยากให้ซูเวยเข้าร่วมพบปะด้วย” ครูมู่บอกกับซูเวยตามจริงซึ่งเป็นข้อมูลที่เธอรับรู้มาจากอาจารย์ถังบางส่วนดูเหมือนว่าการพบปะจะเป็นความลับพอสมควรเพราะเธอเองก็รู้แค่รายละเอียดคร่าวๆ จากอาจารย์ถังเท่านั้นโดยครูมู่ไม่กล้าซักไซ้กับอาจารย์ถังมากเกินไป


    “ได้ค่ะครูมู่ครูจะมารับหนูที่บ้านเหมือนเดิมใช่ไหมคะ?”ซูเวยตอบรับครูมู่อย่างผ่อนคลาย เธอไม่กังวลใจว่าจะต้องไปพบกับใครเนื่องจากที่ผ่านมา เธอพบปะกับคนใหญ่โตและคนแปลกประหลาดมามากฉะนั้นตอนนี้เธอจึงรู้สึกเฉยๆกับการพบปะผู้คน หรือแม้แต่การพบปริศนาลึกลับใดๆ  นั่นเป็นเพราะว่าตั้งแต่เกิดใหม่บนโลกนี้ เธอก็พานพบเรื่องน่าเหลือเชื่อมามากจนรู้สึกชินชา


    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน