เทียนหยูกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพอพระทัย แต่อิ้งฟางนางมิอาจยิ้มออกมาได้เลย ทุกคนคงจะไม่เห็นรอยยิ้มสวยหวานของนางอีกต่อไปแล้ว หญิงงามในยามนี้เหลือเพียงเก้าคนสุดท้ายเพียงเท่านั้น ฮ่องเต้มีโอรสถึงหกพระองค์ นั้นก็หมายความว่าจะต้องคัดหญิงงามอีกสามคนออก ให้เหลือเพียงหกคน ทว่าครู่นั้นิเจ๋อในชุดสีดำเทาเดินออกมาทูลกับฮ่องเต้ว่า
“ เสด็จพ่อ ลูกขอเลือกพระชายาเองพ่ะย่ะค่ะ ” ในแววตาของฮ่องเต้ฉายแววโกรธอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อคืนเ้าลูกไม่รักดีคนนี้ได้เข้าเฝ้าตนอยากจะให้ตนแต่งตั้งบุตรสาวคนรองแม่ทัพลู่เป็พระชายาองค์รัชทายาท ิเจ๋อยังขู่ตนอีกว่าจะยื่นฏีกาหากตนมอบราชโองการให้สมรสกับบุตรสาวแม่ทัพเฟิน ฮ่องเต้ทรงกริ้วมากสั่งลงโทษให้ิเจ๋อนั่งคุกเข่าที่หน้าตำหนักหลวงนานสองชั่วยาม ไม่คิดว่าิเจ๋อจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้
“ แล้วแต่เ้าิเจ๋อ ” หลิวกุ้ยเฟยมีอาการใเล็กน้อย มิใช่พระองค์อยากจะให้รัชทายาทแต่งงานกับบุตรสาวของแม่ทัพเฟินหรอกหรือ ?
ิเจ๋อคลี่ยิ้มบางก่อนจะหันไปประจันหน้ากับเหล่าหญิงงาม มีเพียงอิ้งเย่วเพียงเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นใดๆเลย
“ หญิงงามทุกคนที่อยู่ในที่นี่ต่างมากความสามารถกว่าหญิงอื่นใด แต่ตำแหน่งพระชายาของรัชทายาทไม่เพียงแต่มากความสามารถเพียงเท่านั้น ต้องมีความคิดที่ฉลาดเฉียบแหลม เป็เช่นนั้นแล้ว ข้ามีคำปริศนาให้พวกเ้าแก้ หากผู้ใดเข้าใจและอธิบายคำพูดของข้าได้ พวกเ้าจะได้เป็พระชายาข้างกายข้า ”
ทุกคนต่างปรบมือสรรเสริญให้แก่ิเจ๋อ หญิงงามหลายนางก็มีความกังวลอยู่ไม่น้อย หญิงงามเก่งเื่วาด ร่ายรำ แต่มิใช่ใครก็จะมีไหวพริบวิเคราะห์เหตุการณ์ได้ อิ้งเย่วไม่มีความกังวลใดๆเลย สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง ที่แท้นี่ก็คือแผนที่เขาเตรียมไว้ก่อนแล้วอย่างนั้นสินะ
“ คำแรกคือ ดวงอาทิตย์คือไฟ เมฆคือควัน ในกลางวันเผาไหม้ดวงจันทร์ ”
ทุกคนถึงกับกลั้นหายใจไปหลายวิ องค์รัชทายาทไยถึงฉลาดเช่นนี้ คำปริศนานี้ยากเสียจริง อิ้งเย่วไม่แสดงสีหน้าเหมือนเช่นเคย คำปริศนานี้นางสามารถต่อได้ แต่นางเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น ขอแค่นางไม่สู้นางก็จะไม่ต้องเป็พระชายาข้างกายเขา
อิ้งเย่วมองไปที่หลานเฟิน เห็นสีหน้าหลานเฟินไม่ค่อยสู้ดีนัก อิ้งเย่วรู้ได้ทันทีว่าหลานเฟินก็มิอาจตอบคำถามปริศนานั้นได้ เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อไม่มีหญิงงามคนใดสามารถตอบได้ สายตาคมดั่งเหยี่ยวของิเจ๋อจ้องมองอิ้งเย่วไม่กระพริบตา
‘ อิ้งเย่ว เ้าจะยั่วโมโหข้าให้ได้ใช่ไหม เ้าไม่อยากเป็พระชายาของข้าหรือ ? ’ เป็ครั้งแรกที่ิเจ๋อรู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้ เขาไม่อาจรั้งนางไว้ได้
ฮ่องเต้รู้สึกตื่นเต้นกับบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้ายิ่ง หากไม่มีหญิงงามคนใดตอบคำถามองค์รัชทายาทได้ ฮ่องเต้ก็จะเป็คนเลือกพระชายาให้องค์รัชทายาทเอง
“ หากไม่มีผู้ใดแก้คำปริศนาข้าได้ งั้นข้าจะเป็คนเลือกพระชายาของข้าเอง ”
“ รัชทายาท !!! ” เสียงเข้มของฮ่องเต้แฝงไปด้วยอารมณ์โทสะ
หัวใจดวงน้อยๆของอิ้งเย่วเต้นแรงไม่หยุด ิเจ๋อพูดขนาดนี้แล้วนางจะปฎิเสธได้อย่างไรกัน เขาแค่เอ่ยชื่อนางชีวิตนางก็จบเห่แล้ว ดูเหมือนนางจะหนีเขาไม่พ้นแล้วจริงๆ ในเมื่อนางเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนไม่ได้ หนีเขาไม่พ้น นางก็จะใช้ความสามารถของตนรับตำแหน่งนั้นไว้เอง อิ้งเย่วสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยออกไปว่า
“ หม่อมฉันขอต่อประโยคนั้นขององค์รัชทายาทเพคะ ” ทุกสายตาหยุดที่อิ้งเย่วกันหมด พวกเขาอยากรู้ว่านางจะต่อประโยคนั้นขององค์รัชทายาทอย่างไร
“ พระจันทร์คือธนู ดวงดาวคือลูกะุ ในตอนเย็น....พระอาทิตย์ ถูกยิงตก ”
ทุกคนที่ได้ยินถึงกับอึ้ง ปรบมือชื่นชมนางไม่หยุด ฮ่องเต้เองก็ประหลาดใจไม่น้อย นางไม่ได้มีเพียงความสามารถแต่นางฉลาดกว่าสตรีอื่นในที่นี่
หลานเฟินกำหมัดแน่น ไม่คิดว่าอิ้งเย่วจะเก่งกาจเช่นนี้ เมื่อวานโชว์การแสดงทำให้ทุกคนอึ้งไปแล้ว วันนี้นางกลับโชว์ความฉลาดให้ทุกคนเห็นอีก
ิเจ๋อแสดงสีหน้าประหลาดใจครั้งแรก หลังจากนั้นเขาก็ปรับสีหน้าให้เป็ปกติเหมือนเดิม อิ้งเย่วจะไม่มีทางยอมให้กับเขาอีกแล้ว นางจะสู้จนตัวตาย ิเจ๋อไม่เคยรู้สึกตื่เต้นเช่นนี้มาก่อน ความสามารถและความเป็ตัวนางทำให้ิเจ๋ออยากจะรู้จักนางให้มากกว่านี้
“ ดีเยี่ยม เ้าเก่งมาก ” ิเจ๋อสงยิ้มที่แสนจะอบอุ่นให้อิ้งเย่ว นางก็นึกว่าตนตาฝาดไปแล้ว
“ ขอบพระทัยองค์รัชทายาท ” สายตาอิ้งเย่วหลุบต่ำ ถอนหายใจเบาๆ ดีนะที่เป็เพียงแก้คำปริศนาธรรมดา หากให้นางวาดภาพคงตายกันพอดี
“ นั่นแค่ประโยคแรก ข้าบอกว่ามีสองประโยคมิใช่หรือ ? ”
ิเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่นึง ก่อนจะหันไปมองหน้าอิ้งเย่วแล้วเอ่ยว่า
“ คำถามนี้เป็คำถามเชิงอนุมาน เจียวจ้านหาว่าเจียวเจี๋ยคือคนร้ายแต่เจียวเจี๋ยกลับบอกว่าเจียวกั๋วคือคนร้าย เจียวกั๋วคือเทียนอันต่างบอกว่าตนไม่ใช่คนร้าย ในสามคนนี้จะมีเพียงหนึ่งคนที่พูดโกหก คนร้ายตัวจริงคือใคร ? ”
หญิงงามคนอื่นๆที่ได้ยินคำถามนั้นก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ ิเจ๋อจึงต้องทวนคำถามอีกครั้ง พวกนางก็ยังไม่เข้าใจคำถามของิเจ๋ออยู่ดี ิเจ๋อกระตุกยิ้มร้าย ในใจเขารู้ดีว่าใครคือคนร้าย หลานเฟินกัดฟันแน่นก่อนจะรีบตอบออกไปว่า
“ หม่อมฉันขอตอบ คนร้ายคือเจียวเจี๋ยเพคะ ” ิเจ๋อแค่นหัวเราะเบาๆแล้วเอ่ยถามอย่างใจเย็นว่า
“ เพราะเหตุใดเ้าถึงตอบว่าเจียวเจี๋ยคือคนร้าย ” หลานเฟินมีอาการตื่นตระหนก แค่ตอบออกไปว่าใครคือคนร้ายมิใช่หรือ หลานเฟินแค่เดามั่วๆจะอธิบายเหตุผลได้อย่างไรกัน
“ ข้าถามเ้า ไยเ้าถึงไม่ตอบข้า ? ” เสียงเข้มเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก หลานเฟินถึงกับใกลัว
“ หม่อมฉัน ... หม่อมฉัน ” หลานเฟินกัดฟันแน่น นางไม่รู้จะตอบองค์รัชทายาทว่าอย่างไรดี จะตอบว่าตนเดามั่วก็ไม่ได้ ิเจ๋อปรายตามองที่อิ้งเย่วแทน
“ องค์รัชทายาท หม่อมฉันรู้ว่าเจียวเจี๋ยคือคนร้ายเพคะ ” อิ้งเย่วตอบคำถามอย่างใจเย็น คำตอบเดียวกับหลานเฟินไม่ผิด
“ เ้าอธิบายมาสิ ” หลานเฟินจ้องมองหน้าอิ้งเย่วตาเขม็ง ยามนี้หลานเฟินจึงรู้สึกเสียใจยิ่ง นางพลาดโอกาสทองไปอีกแล้ว
“ หม่อมฉันเลือกใช้สมมติฐานและข้อยกเว้นเพคะ หากเจียวจ้านโกหกแน่นอนว่าเจียวเจี๋ยไม่ใช่คนร้ายเพคะ อีกสองคนจะพูดความจริง แต่คำพูดของทั้งสองกลับขัดแย้งกัน ดังนั้นเจียวจ้านไม่ใช่คนที่พูดโกหก หากเจียวเจี๋ยโกหก เจียวกั๋วก็จะมิใช่คนร้าย เป็เช่นนั้น เจียวจ้านบอกว่าเจียวเจี๋ยคือคนร้ายเป็คำตอบที่ถูกต้องแล้ว เจียวกั๋วปฎิเสธว่าตนไม่ใช่คนร้ายเป็คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานว่าเจียวเจี๋ยคือคนร้ายที่โกหก ”
“ เก่งมาก ”
“ แบบนี้นี่เอง ” ทุกคนต่างชื่นชมอิ้งเย่วไม่หยุดปาก หลานเฟินเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งแค้นอิ้งเย่วมากกว่าเดิม ไยสตรีที่โง่เขลาอย่างอิ้งเย่วถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้ อิ้งเย่วได้รับความชื่นชมจากคนอื่นแต่หลานเฟินกลับได้รับสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามแทน
ิเจ๋อจ้องมองหน้าอิ้งเย่วเหมือนใช้ความคิดอยู่ สีหน้าของเขายังคงเ็าเหมือนเช่นเคย ไม่แสดงอาการใดๆเลย ช่างเป็บุรุษที่น่ากลัวเสียจริง ฮ่องเต้ที่ทรงกริ้วอยู่ก่อนหน้านั้นถึงกับหัวเราะออกมาอย่างชอบพระทัย ที่แท้โอรสของตนก็เลือกสตรีที่ฉลาดเทียบตนมาเป็พระชายานี่เอง เป็เช่นนั้นก็ดี นางจะคอยมาแบ่งเบาภาระในวังได้
ิเจ๋อเดินไปจับมืออิ้งเย่วเดินมาคุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้
“ เสด็จพ่อ นี่คือพระชายาที่ลูกตามหามานานพ่ะย่ะค่ะ ” ฮ่องเต้พยักหน้าเบาๆบอกให้ใต้เท้ากั๋วเหรินอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน แต่งตั้งอิ้งเย่วเป็พระชายาองค์รัชทายาทให้ประทับที่ตำหนักต้วน หลังจากเสร็จสิ้นงานในวันนี้อิ้งเย่วจะต้องเข้าร่วมพิธิไหว้ฟ้าดินกับองค์รัชทายาท
“ ขอบพระทัยฝ่าา ” ทั้งสองน้อมรับราชโองการจากฝ่าา ิเจ๋อกระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ สุดท้ายเขาก็ได้นางมาอยู่ข้างกาย
หลังจากที่คัดเลือกพระชายาสิ้นสุดลง เหล่าหญิงงามก็จะได้แต่งงานกับองค์ชายที่เหลือ เมื่อเห็นหน้าหลานเฟินอิ้งเย่วนางอยากจะขำนัก หลานเฟินพยายามทุกอย่างแต่กลับไม่ได้เป็พระชายาองค์รัชทายาท ยามที่ใต้เท้าอ่านราชโองการให้นางแต่งงานกับองค์ชายสี่หลิงหยุน หลานเฟินไม่อยากจะรับราชโองการเสียด้วยซ้ำ
อิ้งเย่วพึ่งจะเดินออกมาได้ไม่ไกล ใต้เท้ากั๋วเหรินก็ได้เดินมาหยุดอยู่ข้างๆนางแล้วบอกว่าฮ่องเต้เรียกให้นางเข้าเฝ้า ลี่มี่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเป็ห่วง ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะทำอะไรเ้านายตัวเองหรือไม่
“ เ้ากลับไปที่จวนก่อนเถิด ไม่มีเื่อะไรหรอก ไม่ต้องเป็ห่วงข้า ” อิ้งเย่วชำเลืองมองใต้เท้ากั๋วเหรินเป็ระยะ ใต้เท้าข้างกายฮ่องเต้ไม่ใช่คนธรรมดา ระมัดระวังตัวไม่เบา
ตำหนักฮ่องเต้
“ ถวายบังคมฝ่าาเพคะ ” อิ้งเย่วทำความเคารพคุกเข่าที่พื้น ฮ่องเต้ยังคงอ่านฏีกาไม่คิดที่จะบอกให้นางลุกขึ้น
‘ ฝ่าาอยากจะทดสอบความอดทนของหม่อมฉันสินะเพคะ ’
อิ้งเย่วรู้ดีว่าฮ่องเต้ทรงไม่ชอบนาง สตรีที่พระองค์อยากจะให้เป็พระชายาขององค์รัชทายาทคือหลานเฟิน
“ กั๋วเหริน พื้นค่อนข้างเย็น ไปเอาที่รองมาให้ตี๋ฟูจิ้น ” น้ำเสียงของฮ่องเต้ช่างเยือกเย็นเสียจริง อิ้งเย่วขมวดคิ้วสงสัยเมื่อเห็นกั๋วเหรินเอาพรมกำมะหยี่มาให้
“ ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ ” อิ้งเย่วหยิบเอาพรมรองจากมือกั๋วเหรินมารองเข่า แต่ว่า ....
ความเ็ปพุ่งจี๊ดขึ้นมาถึงสมองของนาง ในพรมรองนี้มีหินเล็กๆ แม้ว่าจะเป็หินที่ไม่คมมาก แต่ก็ทำให้นางเ็ปอยู่ไม่น้อย อิ้งเย่วกัดฟันแน่น ฮ่องเต้พระองค์ใจร้ายเสียจริง เื่ในวันนี้นางจะจำไว้ไม่มีวันลืมเลย
“ ฝ่าาเรียกหม่อมฉันมาพบมีเื่อันใดหรือเพคะ ? ”
“ เ้ารีบไปไหนหรือ ? เ้ากลัวว่าข้าจะทำอะไรเ้าอย่างนั้นหรือ ? ”
“ หม่อมฉันมิกล้าเพคะ ” ฮ่องเต้ดูเหมือนจะใจดีกับนางแต่ไม่ใช่เลย สิ่งที่ฮ่องเต้กำลังทำกับนางอยู่คือกำลังทรมานนางชัดๆ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ฮ่องเต้ก็ยังไม่มีคำสั่งให้อิ้งเย่วลุกขึ้น สีหน้าของนางยังคงเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่เหงื่อใต้อาภรณ์ของนางไหลอยู่ไม่หยุด นางไม่รู้ว่าหากฮ่องเต้มีคำสั่งให้นางลุกขึ้น นางจะลุกได้หรือไม่เพราะนางกำลังรู้สึกถึงความเ็ป ด้านชากำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่างของนาง
“ เงยหน้าขึ้น !!! ” ฮ่องเต้ในชุดคลุมสง่าเอ่ยเสียงเข้ม อิ้งเย่วค่อยๆเงยหน้าขึ้น เม็ดเหงื่อไหลตามหน้าผากมนของนางอยู่ ทำให้อิ้งเย่วไม่อาจรู้ได้ว่าฝ่าากำลังคิดอะไรอยู่
แต่มีสิ่งนึงที่ทำให้อิ้งเย่วมั่นใจได้ นั่นก็คือสายตาคมของฮ่องเต้กำลังมองมาที่นาง เหมือนกำลังประเมินในตัวนางอยู่ สายตาคมดั่งมีด หากนางไม่ใช่มือสังหารที่ถูกฝึกมาเป็อย่างดี นางคงกลัวสายตาคู่นั้นไปแล้ว
ฮ่องเต้เห็นอิ้งเย่วมีทีท่าที่สงบนิ่ง ใบหน้าเ็า สายตาไร้ซึ่งความกลัวใดๆ ฮ่องเต้รู้สึกพอพระทัยนางเป็อย่างยิ่ง หากเป็สตรีอื่นคงทนความกดดันนี้ไม่ได้ องค์รัชทายาทช่างสายตาเฉียบแหลมเสียจริง นางเป็สตรีที่ไม่ธรรมดา