ตงเฟยเทียนเดินตรงไปหาเสิ่นหรงลี่ในทันที ไอสีดำยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตงเฟยเทียนรู้แน่ชัดแล้วว่านางมิได้บ้า แต่นางกำลังถูกเล่นงานด้วยมนต์กระซิบจิตต่างหาก
“ฮืออ ไม่นะ อย่าพูด อย่ามาสั่งข้าให้ทำชั่วร้าย” เสิ่นหรงลี่ร้องไห้ออกมา
‘เ้าอยู่กับผู้ใด เหตุใดข้ามองไม่เห็น’
“จะอยู่กับผู้ใดมันก็เื่ของข้า ข้าจะไม่ทำร้ายเขา ฮือๆๆ”
จอมมารได้ยินดังนั้นก็แสยะยิ้มออกมาทันที เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็ผู้ใดก็ย่อมเป็ผู้ที่มีความแข็งแกร่งน้อยกว่าตัวเขาอย่างแน่นอน หากไม่เช่นนั้นย่อมต้องมองผ่านเสิ่นหรงลี่มาเห็นเขาได้
“หรงลี่มาใกล้ๆ ข้า” เฟยเทียนเข้าไปดึงให้หรงลี่มาใกล้ แต่ตัวนางกลับแข็งทื่อไม่ขยับแม้แต่น้อย เมื่อหมดหนทางจึงต้องเข้าไปกอดไว้
“กรี๊ด ออกไป อย่าเข้ามา อย่านะ ไม่ๆๆๆ” คุณหนูเสิ่นที่กลัวจับใจกรีดร้องทันทีที่รู้สึกถึงแรงกอดรอบกาย แต่อ้อมกอดนั้นไม่ยอมปล่อยออกไป ต่อให้นางจะทุบตีและกรีดร้องอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด
ตงเฟยเทียนกอดรัดตัวหรงลี่เอาไว้แ่า พร้อมกับกดจุดและท่องมนต์ปิดกั้นให้กับเสิ่นหรงลี่ ทันทีที่กล่าวจบบท ไอดำที่ส่งออกมาจากตัวเสิ่นหรงลี่ก็หยุดลงทันที ความไม่ไว้ใจก่อขึ้นในใจของเฟยเทียนเสียแล้ว เขาคิดไม่ตกว่ามนุษย์ผู้หนึ่งมีเื่บาดหมางอันใดกับคนจากภพมารจึงได้ถูกเล่นงานเช่นนี้ แต่หากว่านางเป็มนุษย์จริง เหตุใดจึงได้สามารถทนทานต่อวิชาเช่นนี้มาได้จนเติบโต
“พี่เฟยเทียนทำได้อย่างไร ฮืออๆ ท่านดีที่สุดจริงๆ ด้วยเ้าค่ะ” หรงลี่ร้องไห้โฮออกมา ทั้งชีวิตหากไม่รอให้มารตนนั้นปั่นหัวจนพอใจ ก็ต้องเป็นางที่สลบไสลจึงจะได้อยู่อย่างสงบ แต่ชายผู้นี้กลับพูดบางอย่างเพื่อไล่มารได้
“นั่นเป็ความลับ หากเป็อีกเ้าเพียงบอกข้า ข้าจะช่วยเ้าเอง”
“เ้าค่ะ” ครั้งนี้นางมิได้ผละตัวออกจากอ้อมกอด เมื่อเขาไม่ปล่อยนางเองก็ไม่ปล่อย หรงลี่ที่รู้สึกปลอดภัยจากสิ่งนั้นเป็ครั้งแรก จึงไม่กล้าที่จะถอยออกไปไกลนัก
“เ้ามั่นใจหรือไม่ว่ามารดาคลอดออกมาจริงๆ” ตงเฟยเทียนที่ยังคงไม่สามารถสลัดความสงสัยเอ่ยออกมา
“เอ๋ ทำไมจู่ๆ ถามเื่เช่นนี้เล่าเ้าคะ หากมารดาไม่คลอดแล้วข้าจะเกิดมาได้อย่างไร ท่านแม่เคยเล่าว่าไหล่ของข้าติดไม่ยอมออก หมอตำแยต้องขยับอยู่นานกว่าที่ข้าจะออกมาได้”
“ถูกสลับตัวหรือไม่”
“เื่นี้ก็ไม่น่าเป็ไปได้นะเ้าคะ ั้แ่ตอนติดที่เชิงกราน รอยปานของข้าก็ถูกนำไปบอกท่านพ่อแล้ว ทุกวันนี้ข้าก็ยังมีปานนั้นอยู่ หากจะสลับตัวคงยากที่จะหาเด็กที่มีปานแบบเดียวกันในตำแหน่งเดียวกันมาได้”
“แปลกนัก” เฟยเทียนมิได้กล่าวถามอันใดต่อ หากเป็เช่นนี้ก็หมายความว่านางเป็มนุษย์จริง แต่จะเกี่ยวข้องอย่างไรก็มีแต่ต้องพากลับไปด้วยจึงจะรู้ได้
“หรือพี่เฟยเทียนสงสัยในชาติกำเนิดของข้าหรือเ้าคะ หรือท่านกลัวว่าข้ากล่าวอ้าง ขโมยชุดผู้อื่นมาใส่” เสิ่นหรงลี่แววตาวูบไหว กลัวเขาจะคิดว่านางเป็ชาวบ้านปลอมตัวแล้วมาเสแสร้งยกสถานะตน
“มิได้สงสัยว่าเ้าปลอมเป็คุณหนูหรือไม่ ไม่ได้มีอะไรเช่นนั้น” เขาส่ายหน้า “ข้าต้องเข้าสมาธิสองวันนี้ห้ามเ้ารบกวน การเดินทางกลับต้องมีความพร้อม เ้าเองก็ควรพักผ่อนให้มากหน่อย”
“ไม่ใช่ว่าจะไปกันแล้วหรือเ้าคะ”
“ขอเตรียมร่างกายเพิ่มอีกหน่อยเถิด”
“เ้าค่ะ” เสิ่นหรงลี่พยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่ก่อนที่เขาจะผละออกไป นางก็กัดริมฝีปากให้มีเืออกมาแล้วดึงโน้มตัวตงเฟยเทียนลงมาจูบ
เฟยเทียนที่ห่างหายจากรสชาติของจุมพิษหวานนี้ไปนาน ก็ไม่ได้ปฏิเสธการที่จะลิ้มลองริมฝีปากนุ่มนี้อีกครั้ง รสจูบนุ่มนวลผสมกับเืวิเศษที่ช่วยให้เขารอดพ้นความตาย คล้ายว่าจะเป็ของเสพติดให้ตัวเขานั้นหลงใหล เมื่อทำใจห่างก็คิดว่าจะตัดได้แล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญอีกครั้งก็ทำให้รู้ว่าจุมพิตไม่ประสาของนางยังตราตรึง
การบดคลึงทวีความเร่าร้อนขึ้นตามระยะเวลาของการจูบ ฝ่ามือใหญ่ที่เคยอยู่นิ่งบัดนี้ถูกวางอยู่บนสะโพกกลมมนที่คล้ายว่าจะผอมลงผิดจากความทรงจำ แต่นั่นก็มิได้ทำให้เขาอยากจะลูบไล้น้อยลงเลย ลิ้นเล็กคอยตอบโต้อย่างไร้เดียงสายิ่งทำให้ตัวเขาอย่างจะสอนหรงลี่ให้นานเท่านาน แต่เมื่อรู้สึกถึงแรงทุบจากคนในอ้อมกอดก็จำต้องผละออก
“พอแล้วเ้าค่ะ”
“กล้าเริ่มแต่ถอยก่อนหรือ” เขากระซิบหยอกล้อออกไป
“เพียงแค่้าให้พี่เฟยเทียนแข็งแรงเท่านั้นเ้าค่ะ” เสิ่นหรงลี่หลบสายตา
“อีกสองวันข้าจะมาขออีก” กล่าวจบเฟยเทียนก็ขโมยจูบเร็วๆ จากแม่นางตรงหน้าอีกครั้ง จากนั้นก็รีบผละออกไปเข้าสมาธิ มิให้โอกาสเสิ่นหรงลี่ได้ก่นด่าที่รุ่มร่ามไปเกินจากที่นางอนุญาต
“นิสัยไม่ดีจริงๆ” คุณหนูเสิ่นได้แต่บ่นกับตนเอง นางกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเขินอาย จนต้องกระทืบเท้าออกไปนั่งเล่นริมน้ำตกให้หายขัดเขิน
.
.
.
สองวันที่ผ่านมานี้กลับไปเสมอเหมือนกับ่แรกที่เฟยเทียนยังไม่ฟื้น เมื่อเขาบอกให้ไม่กวน หรงลี่ก็ไม่กวนอย่างแท้จริง ทำได้เพียงแต่ลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเฟยเทียน เสิ่นหรงลี่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่สีผิวของเขาดูสดใสขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อจากที่เคยซีดเหลือง ยามนี้กลับดูสุขภาพดี ทั้งรอยแผลต่างๆ ก็ดูสมานไปทั้งหมดแล้ว แม้ว่าจะมีเพียงสมุนไพรบ้านๆ ให้ใช้รักษา
หรงลี่ไปนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเฟยเทียน นางลอบสังเกตสีหน้าของเขา มือเล็กเท้าคางไว้ หากผู้หลักผู้ใหญ่มาเห็นคงไม่พ้นคุณหนูเสิ่นต้องถูกดุ แต่เมื่อไม่มีผู้ใดเห็น หรงลี่จึงเลือกนั่งให้ตนเองสะดวกสบาย
แต่ทว่า…ระหว่างที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับใบหน้าหล่อเหลา ชายที่เคยเป็คนแปลกหน้ากลับลืมตาขึ้นมาจ้องกลับ
“โอ๊ะ” คุณหนูเสิ่นใถอยหลังหนี แต่จังหวะพลาดจึงทำให้เซจะล้ม โชคยังดีที่ตงเฟยเทียนคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน
“ข้าบอกให้ไม่กวนไม่ใช่หรือ”
“ก็ไม่ได้กวนนี่เ้าคะ เพียงแค่นั่งมองรอท่านออกมาจากสมาธิ ครบสองวันแล้วนะเ้าคะ”
“เฮ้อ” เฟยเทียนถอนหายใจออกมาเบาๆ ได้แต่คิดว่านางช่างถกเถียงเก่งเหลือเกิน
“เช่นนั้นอีกเค่อหนึ่งเราจะออกเดินทางกันทันที” ชายที่ไม่รู้ว่าจะเถียงอย่างไรจึงเลือกเปลี่ยนเื่ไปแทน
ตงเฟยเทียนรู้ว่ายามนี้มิอาจล่าช้าได้อีกแล้ว เมื่อกลับไปหลักฐานทุกอย่างคงได้ถูกทำลายไปจนสิ้น การจะหาตัวการว่าผู้ใดเป็ผู้หักหลังคงไม่สามารถทำได้โดยง่าย และคงไม่อาจคาดหวังให้คนของตนเองที่ภักดี เก็บหลักฐานเ่าั้มาได้ครบครัน ทั้งยังต้องแบ่งทัพต่อสู้ผู้รุกราน และยังต้องตามหาตัวเขาที่หายไป คงไม่อาจปลีกกำลังคนเพื่อเก็บหลักฐานได้มากนัก แต่หากยังล่าช้าคลื่นใต้น้ำที่ฉวยโอกาสอาจทำให้เขากลับมาครองอำนาจได้ยากกว่าเดิม
เสิ่นหรงลี่ไม่ได้มีอันใดต้องเตรียมตัวมากมาย นางมีเพียงเสื้อผ้าหนึ่งชุด พัดหนึ่งอัน ถุงหอม และถุงเก็บของเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดตัวไว้อีกอันหนึ่ง นางจึงไปนั่งรออยู่บนหินก้อนใหญ่ที่ริมน้ำตก
เมื่อเฟยเทียนเดินออกมาแล้ว หรงลี่ก็ะโลงจากหินแล้วตามหลังไปติดๆ ““พี่เฟยเทียนมาแล้ว”
“ขี่หลังข้า”
“ข้ายังเดินไหวเ้าค่ะ” เสิ่นหรงลี่เอียงคอด้วยความสงสัย
“การเดินใช้เวลามากเกินไป เ้าขึ้นหลังข้ามาเถิด” ตงเฟยเทียนย่อตัวลงเล็กน้อย กวักมือเรียกให้แม่นางที่ตัวเบาหวิวมาขึ้นหลังตน
เสิ่นหรงลี่ปีนขึ้นหลังอย่างกล้าๆ กลัวๆ วางมือจับไว้ที่บ่า และรู้สึกถึงแรงกระชับใต้ขาของตนเอง “ไม่เดินแล้วจะ…” ยังไม่ทันที่หรงลี่จะถามจบ อีกฝ่ายก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งออกไปทันที มือที่เคยจับไว้แค่บ่า บัดนี้นำไปคล้องคอไว้แ่าแล้ว
การพุ่งตัวที่ว่องไวนี้ส่งให้ร่างทั้งสองกลับมาอยู่บนผาน้ำตกที่คุ้นเคยในเวลาอันรวดเร็ว เสิ่นหรงลี่ได้แต่ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเขาพามายังด้านขวาของผาน้ำตกที่นางะโลงมาด้วยเหตุใด เมื่อเขาปล่อยนางลงจากหลังก็เมียงมองอย่างสับสน
“ไหนว่าจะออกจากป่าไงเ้าคะ” หรงลี่เอ่ยถาม
“ที่แห่งนี้เป็ทางเชื่อมระหว่างภพ” เขาตอบเสียงเรียบ
“…” คุณหนูรองสกุลเสิ่นยื่นหน้าออกไปมอง
ไหนกัน
“แน่ใจหรือไม่หากไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาได้อีก หรืออย่างน้อยหากกลับมาที่แห่งนี้ก็จะไม่เหมือนที่เ้าเคยรู้จัก”
เสิ่นหรงลี่หันกลับไปมองทิศที่ตั้งของเมืองที่จากมา นางยืนนิ่งไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร ความสับสนเกิดขึ้นในห้วงความคิดมากมาย หากต้องข้ามภพหมายความว่าอย่างไร เฟยเทียนมิใช่มนุษย์หรือ หากนี่เป็เพียงจินตนาการของนาง การะโลงไปย่อมหมายถึงความตายใช่หรือไม่
“เ้าเชื่อใจข้าหรือไม่” ตงเฟยเทียนเอ่ยถามแ่เบา
“ข…ข้า”