มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 209 เทียนหมิง

บทที่209เทียนหมิง

 

        นิกายเทวะวจนะ ดินแดนแห่งอารยธรรมใหม่ผู้ซึ่งปกครองปฐพีจนถึงยุคปัจจุบันเอ่ยถึงเทวะวจนะ ย่อมนึกถึงความรุ่งโรจน์รุ่งเรืองรวมถึงความตระการตา อาศัยกำแพงขนาดใหญ่ที่ปิดล้อมนิกายก็เกินคำบรรยายที่ประชาชนทั่วไปจะพรรณาได้ถึงความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของเมืองด้านในแล้ว

         

        คนนอกแค่มองกำแพงแห่งนิกายเทวะวจนะก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่สูงส่งแต่สำหรับคนในอย่างเหล่าสาวกโดยตรงของนิกายย่อมมีเพียงสิ่งเดียวที่ควรค่าแก่สิ่งที่เรียกว่ายิ่งใหญ่ซึ่งสิ่งนั้นยากนักที่คนทั่วไปจะได้แลเห็น ยากนักที่คนไร้วาสนาจะได้เข้าถึง สิ่งนั้นดำรงอยู่ในวิหารเอกะเทวะวิหารแร่ศิลาโบราณที่ถูกสร้างให้สูงใหญ่ตรงดิ่งแทบจะทะลุไปถึงแผ่นฟ้า หากมองจากภายนอกกำแพงวิหารนี้จะกลืนกับขุนเขาและธรรมชาติ รวมถึงมีพยัพเมฆาบดบังจนผู้คนมิอาจมองเห็นแลสัมผัสถึงทว่าวิหารแห่งนี้กลับเป็นวิหารที่สำคัญที่สุดแห่งนิกายเทวะวจนะ เป็นวิหารสูงสุดและยิ่งใหญ่ยากหาใดเปรียบเช่นนี้มันจึงเหมาะสมกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนิกาย

         

        มหาเทวะเทียนหมิง

         

        วิหารเอกะเทวะนับแต่ถูกจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนบุกครานั้นประตูก็ปิดลงมิเคยถูกเปิดขึ้นมาอีกวันนี้เสียงเลื่อนลั่นราวระฆังสวรรค์ที่ดังจากฟากฟ้าก็แผ่สะท้าน พยัพเมฆาที่ลอยค้างพลันหมุนวนเป็นเวิ้งมรสุมขุนเขาน้อยใหญ่ภายในอาณาเขตนิกายสั่นสะเทือน เหล่าศิษยานุศิษย์และเหล่าสาวกจากที่เคยหวาดวิตกด้วยเรื่องของจอมมารต่างพากันคุกเข่าโห่ร้องและกราบกราน พวกมันแสดงท่าทีอย่างตื่นเต้นยินดีราวกับว่าชีวิตนี้มีฟ้ามาโปรดก็ปาน

         

        ช่วงเวลาแห่งความกดดันเช่นนี้ประตูวิหารเอกะเทวะก็เปิดออกจนได้ นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกออกไปทั่วปฐพี

         

        มหาเทวะเทียนหมิงกลับมาแล้ว!

         

        ประตูวิหารเอกะเทวะเปิดขึ้นธรรมบาลมุทราที่มีเรื่องคิดมิตกในใจก็พลันไม่รอช้า ไม่ว่าอย่างไรนางจักต้องพบมหาเทวะเท่านั้นนางจึงมุ่งสู่วิหารเอกะเทวะ แต่นางยังช้ากว่าสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ได้เข้าพบเป็นลำดับแรกจึงเป็นเหล่าสามผู้เฒ่าสูงสุดคำรายงานของสามผู้เฒ่านับเป็นเรื่องใหญ่ระดับปฐพี แต่ใบหน้าที่หล่อเหลาแลเรียบเฉยราวกับรูปสลักเทวรูปในชุดคลุมแดงทองสูงส่งนั้นกลับหาได้ตกใจอันใดไม่ดั่งว่าเรื่องราวระดับปฐพีหาใช่เรื่องสำคัญในชีวิตมัน ใบหน้าที่เรียบเฉยดั่งเทวรูปสลักเพียงเอ่ยอย่างราบเรียบว่า

         

        “เตรียมพิธีมงคลสมรสให้เร็วขึ้นอีกเก้าวันนั่นคือเวลาอันเหมาะสม"

         

        สามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์มองหน้ากันเรื่องใหญ่ที่กำลังเกิดบนปฐพีตอนนี้มิอาจมองข้าม เรื่องสมรสตามเวลาอันเหมาะสมเองก็เช่นกันว่ากันตามกำหนดการก็นับว่าผิดกำหนดไปมาก แต่นี่มหาเทวะของพวกมันยังเลือกวันเวลาในอีกเก้าวันที่จะถึงอีกหากไล่ตามวัน วันนั้นจะเป็นวันเดือนดับ นับเป็นอัปมงคลและฤกษ์ร้าย ไม่ได้เหมาะสมหรือส่งเสริมความแผ่ไพศาลแห่งเทวะวจนะแต่อย่างใดจึงมีผู้กล่าวทัดทานว่า

        “เรียนมหาเทวะตามตำราแล้วหากจะให้ดีต้องรอว่าที่เจ้าสาวอายุขัยยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์เท่าเดิม ขอรั…."

         

        มือที่เรียวยาวขาวซีดยกขึ้นชุดคลุมแดงทองสูงส่งพัดลู่วูบหนึ่ง เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่กล่าวขัดก็กระอักโลหิตคำใหญ่พร้อมลงไปนอนกุมท้องทันที

         

        “ข้าต้องการความคิดเห็นหรือไม่"

         

        เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองรวมถึงอีกผู้ที่บาดเจ็บอยู่ต้องรีบฝืนลุกขึ้นมาหมอบกราบ

        “ผู้น้อยไร้หัวคิดถูกมหาเทวะลงโทษนับว่าสมควรแล้ว"

         

        “พวกผู้น้อยน้อมรับคำสั่งและจะดำเนินการเดี๋ยวนี้"

         

        ขณะที่สามผู้เฒ่าจะจากไปร่างที่ให้ความรู้สึกราวกับเทวรูปสลักนั่นก็กล่าวเรื่องที่ยากทำความเข้าใจออกมา ฟังดูแล้วมีความนัยซ่อนแฝงแต่ความนัยนั้นยากจะบ่งบอกว่าตกลงเป็นเรื่องดีหรือร้าย ซึ่งในทางเดียวกัน การแต่งงานนี้คล้ายเต็มไปด้วยจุดประสงค์ที่ยากจะเข้าใจร่วมด้วย

         

        แรกกลับมา มหาเทวะเทียนหมิงก็แสดงจุดประสงค์ที่จะแต่งงานกับแสงสังหารแห่งวจนะทันทีท่ามกลางความวุ่นวายจึงเต็มไปด้วยความงุนงง การเดินทางมุ่งสู่ตะวันออกของผู้คนที่หวังหลบภัยกลับกลายเป็นว่าจะได้มาร่วมยินดีกับงานมงคลสมรสของตัวตนสูงสุดแห่งปฐพีอย่างไม่คาดฝัน

         

        อีกเก้าวัน มหาพิธีมงคลอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ปฐพีจะเคยมีมากำลังจะเกิดขึ้น

         

        ข่าวคราวการตายของสองธรรมบาลข่าวหนึ่งธรรมบาลทรยศ รวมถึงข่าวการหวนคืนของจอมมารแห่งปฐพี เหล่านี้นับว่าแพร่สะพัดได้รวดเร็วแล้วแต่ข่าวการปรากฏกายในรอบหลายสิบปีของมหาเทวะเทียนหมิง รวมถึงงานพิธีมงคลสมรสกลับรวดเร็วแลสั่นสะเทือนไปทั้งปฐพียิ่งกว่าในชีวิตของผู้คนไม่คิดว่าตัวตนที่ราวกับสมมุติเทพที่มีอายุขัยยากคำนวณจะเลือกคู่ครองที่เหมาะสมได้แต่พอผู้คนได้นึกถึงตัวตนของแสงสังหารแห่งวจนะ ไม่ว่าจะเป็นด้านพรสวรรค์ รูปร่างหน้าตาพลังฝีมือ เหล่านี้ก็นับว่าควรค่าที่จะยืนเคียงคู่มหาเทวะยิ่งแล้ว

         

        ศิษยานุศิษย์ เหล่าสาวกรวมถึงผู้คนทั้งปฐพีไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าแสงสังหารแห่งวจนะไม่เหมาะสม

         

        แสง คือส่วนหนึ่งของเทพเทวะแสงแผ่ไพศาลได้ไกลเท่าไหร่ บารมีแห่งเทวะยิ่งขจรขจายไปไกลเท่านั้น นี่จึงนับเป็นความเหมาะสมลงตัวนับเป็นคู่บุญที่ปฐพีนี้ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเปรย มีแต่เพียงความอิจฉาริษยาในโชควาสนาของผู้อื่นเท่านั้นโดยเฉพาะปุถุชนที่เป็นสตรี ไม่มีใครไม่นึกอิจฉาสตรีนามไป๋เหิ่นซินซักผู้

         

        สตรีไร้ใจกลับกลายเป็นว่าได้ครอบครองหัวใจของมหาเทวะไปแล้ว

         

        ข่าวคราวนี้ถ่ายทอดออกธรรมบาลมุทราก็ไม่ว่ากล่าวสิ่งใดอีก ไม่แม้แต่จะนำเรื่องบางอย่างไปบอกกล่าวต่อมหาเทวะนางเมื่อกลับมาจากวิหารเอกะเทวะ นางก็สั่งคนจัดแจงงานสำคัญต่างๆ ทันที ออกตัวเป็นธุระจัดสรรเรื่องราวโดยไปจำเป็นต้องรอคำสั่งใดจากมหาเทวะเวลาเก้าวันเหมือนจะมาก แต่แท้จริงแล้วแสนสั้น หากไม่เร่งเตรียมการตอนนี้ นางก็คงมิอาจเตรียมการได้ทัน

         

        ผู้คนทั่วปฐพีที่หลั่งไหลสู่แดนตะวันออกเพื่อไปยังแผ่นดินแห่งเทวะวจนะแรกไปด้วยความหวั่นเกรงกดดัน บัดนี้ต้องแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกชื่นมื่นและปลอดภัยชั่วชีวิตนี้พวกมันไม่เคยรู้สึกถึงความปลอดภัยในชีวิตมากขนาดนี้มาก่อน การกลับมาของมหาเทวะการมีงานมหามงคลอันยิ่งใหญ่ การรวมตัวของผู้คนทั้งปฐพี นี่นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่มวลมารจะมิอาจย่างกรายและในไม่ช้า มวลมารที่เหิมเกริมก็คงจะถูกกำราบอีกครา

         

        ความได้ใจของคนทั้งปฐพีเกิดขึ้นอีกครั้งส่งผลไปถึงกำลังใจของชาวแดนตะวันตก พวกมันตัดสินใจหนักแน่นที่จะปูทางสู่แดนตะวันออกให้แก่แพทย์ไร้นามแต่บัดนี้แดนตะวันออกกลับมามีความคึกคักฮึกเหิมดังเดิม กลายเป็นว่าข่าวคราวของทางผู้ฝึกญาณกลับเงียบลงเรื่องของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเงียบหาย จนป่านนี้แล้วยังไม่มีผู้ใดเห็นหัวของมันแม้เพียงกระผีกหรือว่ามันจะไม่กล้าเหยียบนิกายเทวะวจนะอีกคำรบ

         

        เรื่องนี้ทำให้ชาวแผ่นดินใหญ่แดนตะวันตกลังเลที่จะเคลื่อนไหวปู้ชิงเถาและจักรพรรดิเส้าเทียนที่รับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่จึงต่างขบคิดปรับแผนใหม่เพื่อไม่ให้การเคลื่อนพลแดนตะวันตกดูผิดวิสัย พวกมันจึงคิดใช้มหาพิธีมงคลสมรสเป็นข้ออ้างเครื่องบรรณาการถูกจัดเตรียมใส่ภาชนะเทียมเกวียนมากมาย พร้อมแบ่งการเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ตะวันออกเป็นกลุ่มแยกย่อยจากทั่วสารทิศ

         

        พวกมันในตอนนี้มีแต่ต้องอาศัยห้วงเวลาและท่าที

         

        ท่าทีที่ว่า คือท่าทีของอวิ๋นเซี่ยวซุนธรรมบาลปัญญา เทพดาเร้นกาย และเหล่าผู้ฝึกญาณ

         

        หากการเคลื่อนไหวใดพอจะมีประโยชน์พวกมันก็จะเสี่ยงชิงโอกาส พวกมันยังคงยึดมั่นที่จะปูทางรอการกลับมาของแพทย์ไร้นาม!

         

        ความเอริกเกริกวุ่นวายเกิดขึ้นไปทั่วปฐพีเหล่านี้กลับทำให้ใบหน้าที่หล่อเหลาขาวซีดจนดูคล้ายเทวรูปสลักของมหาเทวะเทียนหมิงพึงพอใจการกระทำของอวิ๋นเซี่ยวซุน กลับกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ตรงกับความต้องการของมัน แม้เวลาจะดูเร่งรัดไปหน่อยแต่สถานการณ์ที่มันรับรู้และสัมผัสได้เตือนมันว่า มันมิอาจช้าได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งขณะนี้แม้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะที่สุด

         

        “ต้องขอบใจเจ้าจริงๆอวิ๋นเซี่ยวซุน หึหึหึ”

         

        แม้แต่เสียงหัวเราะยังแฝงความเฉยเมยเฉยชาราวกับยิ้มนี้ของมหาเทวะได้หลุดพ้นจากความรู้สึกแห่งมวลมนุษย์ไปแล้ว คล้ายมันไม่ดำรงอยู่บนพื้นฐานแห่งกิเลสอันประกอบด้วย ความรัก โลภ โกรธ และหลง อีกต่อไป สิ่งที่มันทำบนผืนปฐพีแห่งนี้คล้ายต้องการแสวงหาอำนาจและความมั่งคั่งไม่หยุดยั้งทว่าสีหน้าแววตากลับหาได้แสดงออกถึงความโลภในลาภทรัพย์หรือคำสรรเสริญเหล่านั้นไม่ เพียงแสดงประกายความลึกล้ำเย็นชาเป็นความเย็นชาที่ยากหยั่งถึง ยากหยั่งถึงยิ่งกว่าสายตาของไป๋เหิ่นซินเป็นหมื่นๆ เท่า

         

        ชุดคลุมแดงทองดูสง่าสูงส่งพัดพลิ้วอีกรอบชายแขนชุดคลุมลู่ไปกับข้อมือที่ขาวซีด ประตูแร่ศิลาหายากของวิหารเอกะเทวะก็พังครืนลงมาทันใดมหาเทวะเทียนหมิงเมื่อเปิดประตูวิหารครานี้ มันก็แสดงจุดยืนอย่างเด่นชัดว่าวิหารจะไม่ถูกปิดอีกซึ่งเป็นความนัยให้เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ใจชื้นขึ้นมา

         

        มหาเทวะเองก็เตรียมพร้อมเปิดศึกกับจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนทุกเมื่อ!

         

        ประตูเปิดรอเสมือนดั่งสาส์นท้ารบวิหารเอกะเทวะจะไม่มีวันปิด เพราะมันไม่มีประตู เช่นเดียวกับนิกายเทวะวจนะจะไม่มีวันแพ้เพราะพวกมันมีมหาเทวะเทียนหมิง

         

        บัลลังก์สีทองสะท้อนแสงที่ส่องลงมาจากยอดวิหารก่อเกิดประกายระยิบระยับปกคลุมทุกช่องประตูแลหน้าต่างที่เปิดอยู่ดูศักดิ์สิทธิ์สูงส่งเกินอาจเอื้อม ผู้คนได้แต่น้อมจิตภาวนาอย่างเคารพบูชา ซึ่งเสียงที่น่าฟังเหล่านี้แม้ไม่ค่อยต้องใจมหาเทวะที่นั่งบนบัลลังก์ทองมากนักแต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลลัพธ์ที่เกิดในภายหลังจะมหาศาลสุดคณานับ มันจึงยิ้มมุมปากออกมาอีกครั้งภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติจนราวกับเทวรูปสลัก รอยยิ้มที่แสดงออกมายังคงเต็มไปด้วยลักษณะที่ไร้ความรู้สึกเช่นเดิม

         

        .

        .

        .

         

        ที่ชายป่านอกเมืองแห่งหนึ่งใกล้ดินแดนตะวันออกของนิกายเทวะวจนะอวิ๋นเซี่ยวซุนที่นั่งรวบรวมสมาธิและขัดเกลาพลังฝีมือของตนระหว่างพักผ่อนอยู่ก็พลันสะดุ้งลืมตาตื่นเมื่อครู่มันสัมผัสได้ถึงแววตาคู่หนึ่งที่ลึกล้ำเย็นชาจ้องมาที่ตน เป็นเหตุให้มันได้แน่ใจแล้วว่าข่าวลือที่สะพัดไปทั่วปฐพีมิใช่ข่าวลวง บัดนี้มหาเทวะเทียนหมิงได้ออกมาจากวิหารแล้ว

         

        “ในที่สุดเจ้าก็ออกมาจนได้สินะ"

         

        มู่ผิงเยว่เห็นแววตาที่เหม่อลอยลึกล้ำจ้องอยู่ที่ธาตุอากาศพร้อมปากที่พึมพำของอวิ๋นเซี่ยวซุนนางก็งุนงง ปกติอวิ๋นเซี่ยวซุนมักทำตัวหรือกล่าววาจาที่แปลกๆ แฝงความลึกล้ำจนยากเข้าใจอยู่แล้วแต่ตอนนี้กลับทำให้นางรู้สึกยากเข้าใจจนเข้าขั้นตรึงเครียดมากกว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่รู้เพราะเสียงพึมพำมิทราบสาเหตุของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนหรือไม่หรือเป็นเพราะว่านางเองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกันว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องนางจากที่ไหนซักแห่งอยู่และเพราะความรู้สึกนี้จึงทำให้นางรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีอย่างบอกไม่ถูก…

         

         

         

         

         

         

         

 

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน