บทที่ 53 สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับซิงซิง
จวงรุ่ยอยู่เล่นเป็นเพื่อนซิงซิงสักพักก่อนจะเตรียมไปทำหน้าที่ของตนเอง เธอเปิดทีวีทิ้งไว้ให้ซิงซิงและลูบหัวของเด็กน้อยแผ่วเบา
“พี่กลับก่อนนะ พี่มู่จือของเธอคงกลับมาเร็ว ๆ นี้แหละ”
มู่จือเพิ่งลงนามเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับอินซื่อกรุ๊ป เธอจะมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ทำให้ยังมีหลายสิ่งที่ต้องไปจัดการ
นี่เป็นครั้งแรกที่จวงรุ่ยรู้สึกเบื่อหน่ายกับงาน เธออยากใช้เวลาอยู่กับเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยให้นานกว่านี้ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงจะทำให้เธอหงุดหงิด แต่ว่าซิงซิงเหมือนมีเวทมนตร์ทำให้จิตใจของผู้คนรู้สึกสงบ
จวงรุ่ยลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ แต่เพิ่งก้าวออกไปได้เพียงสองก้าวก็ถูกมือเล็ก ๆ ดึงไว้ ซิงซิงเงยหน้าขึ้นมองเธอน้อย ๆ มือเล็กดึงเสื้อผ้าของเธอสองครั้ง ไม่รู้ว่าเด็กน้อยต้องการอะไร ไม่นานก็ได้ยินเสียงออดอ้อนดังขึ้น
“พี่จวงอย่าดูโทรศัพท์เลยนะ ไม่งั้นจะชนรถคันสีแดงได้~”
รถอะไรสีแดงนะ?
จวงรุ่ยไม่ค่อยเข้าใจพลางเอามือลูบหัวของซิงซิง “ได้จ้ะ เด็กดีพรุ่งนี้เจอกันนะ”
ซิงซิงโบกมือให้ “แล้วเจอกันค่ะพี่จวง”
ฮืออ อย่าน่ารักไปมากกว่านี้เลย ฉันไม่อยากออกไปเลยจริง ๆ แต่สุดท้ายจวงรุ่ยก็ขับรถตรงไปที่บริษัท ระหว่างทางเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตอนที่เอื้อมมือออกไปจะรับโทรศัพท์ แต่ไม่รู้ว่าทำไมพลันนึกถึงคำพูดของซิงซิง
ช่างเถอะ มีธุระอะไรค่อยไปพูดกันที่บริษัทแล้วกัน
ขณะที่เธอดึงมือกลับมา รถคันสีแดงก็พุ่งมาจากเลนด้านข้างฝ่าไฟแดงออกไป!
จวงรุ่ยตกใจมากและเหยียบเบรกกะทันหัน โชคดีที่ไม่ได้ชน
“รีบไปตายหรือไง!” จวงรุ่ยตกใจจนเหงื่อตก เปิดหน้าต่างและด่าไล่หลัง
หลังจากนั้นอีกห้านาทีเธอก็นึกถึงสิ่งที่ซิงซิงเพิ่งพูดไป
โทรศัพท์มือถือ รถคันสีแดง…
ไม่มีทาง
……
ซิงซิงกำลังนั่งอยู่บนโซฟา แต่กลับไม่ได้ดูการ์ตูนที่จวงรุ่ยเปิดให้เธอ มือเล็กกดรีโมตคอนโทรลสองครั้ง จากนั้นหยุดไปที่การถ่ายทอดสดงานแถลงข่าว
คิก ๆ พี่มู่จือ
นี่คืองานแถลงข่าวที่จัดโดยมู่จือซึ่งร่วมมือกับอินซื่อกรุ๊ปเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับข่าวลือก่อนหน้านี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่และการลงทุนใหม่ ๆ ในด้านการแสดงและภาพยนตร์
แน่นอนว่าอินเสินไม่ได้ปรากฏตัวในงานเล็ก ๆ นี้ มีเพียงเลขาซุนเป็นตัวแทนของอินซื่อกรุ๊ปและคอยตอบคำถามที่ยุ่งยากมากมาย
เลขาซุนที่ตอนนี้กลายเป็นผู้จัดการซุนแล้ว
ซุนเจียวเจียวเป็นหญิงสาวมากความสามารถ เธอมีผลงานโดดเด่นจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้
ตอนเธอรู้ว่าซิงซิงเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ติดต่อรายใหม่ เธอถึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองนั้นคิดมากเกินไปแล้ว เฮ้อ ตอนแรกก็คิดว่าเด็กน้อยเป็นลูกสาวของประธานอินเสียอีก ไร้สาระกันไปใหญ่แล้ว
จะว่าไปแล้วเธอเองก็ไม่เจอซิงซิงนานแล้ว พอเซ็นสัญญาจึงหวังว่าจะได้เจอซิงซิง ตั้งตารอเป็นอย่างมากเลยละ~
ซิงซิงที่ถูกนึกถึงกำลังนั่งหน้าทีวี เด็กหญิงตัวน้อยเอนตัวลงบนโซฟา มือเล็กถือกระบอกน้ำเก็บความร้อนรูปหมีน้อยที่จวงรุ่ยเอามาให้กินอย่างเอร็ดอร่อย
พี่สี่สวยมากเลย สวยที่สุดในโลกเลย~
มู่จือยังมีหน้าตาสดใสมากสเน่ห์ งานปาร์ตี้เมื่อคืนดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบต่อเธอเลย
ดวงตากลมโตของซิงซิงกะพริบ เริ่มรอคอยวันถัดไปที่จะได้อยู่กับพี่สาวแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะคิดถึงคุณพ่ออยู่นิดหน่อย พี่ใหญ่และพี่หกด้วย…
ความคิดของเด็กน้อยลอยวนไปวนมา สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
……
สำนักงานใหญ่ของอินซื่อกรุ๊ป
อินเสินเพิ่งแก้ไขสัญญาเสร็จก็วางปากกา ถูนิ้วมือสองครั้งและหยิบบุหรี่บนโต๊ะขึ้นมา แต่แล้วการเคลื่อนไหวของเขาก็หยุดชะงัก และโยนบุหรี่ลงถังขยะที่อยู่ด้านข้าง หลังจากนี้เขายังต้องไปหาซิงซิง มีกลิ่นบุหรี่ติดตัวคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เดิมทีครอบครัวของพวกเขาสูบบุหรี่กันทั้งหมด เพราะว่าพ่อของพวกเขาเองก็สูบเหมือนกัน บางเวลาที่รู้สึกอึดอัดใจ เขามักจะใช้พวกมันในการระบายความเครียด
บุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นตัวเลือกที่เร็วและสะดวกที่สุด แต่แอลกอฮอล์ทำให้สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ บุหรี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
อินเสินไม่ได้เสพติดการสูบบุหรี่ เขาเพียงแต่เคยชินเท่านั้น หลังจากตระหนักได้ว่ามีซิงซิงอยู่ข้างกาย เขาก็ไม่ได้สัมผัสบุหรี่มานานมากแล้ว นิ้วมือเรียวเคาะบนโต๊ะสองครั้งและเปิดโทรศัพท์ขึ้น
จุดสีแดงบนแผนที่ในบ้านของมู่จือไม่มีการเคลื่อนไหว เจ้าก้อนแป้งของเขากำลังนอนหลับหรือเล่นอยู่ในบ้านกันนะ
อินเสินใจลอยไปครู่หนึ่ง
ครั้นได้สติกลับมา เขาขมวดคิ้วพยายามโฟกัสกับการทำงานและศึกษาข้อมูลที่ลูกน้องเพิ่งส่งเข้ามา แต่นิ้วมือที่วางอยู่บนเมาส์อดไม่ได้ที่จะเปิดดูรายละเอียดโรงเรียนอนุบาลชั้นนำหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียง
ซิงซิงกำลังจะอายุครบสี่ขวบ ครึ่งปีหลังควรเตรียมตัวเรื่องพวกนี้ได้แล้ว
บุคคลที่เป็นอัจฉริยะด้านการเงินดันมีอารมณ์หลากหลาย เป็นครั้งแรกที่เครื่องจักรกลอย่างเขาจะจัดการกับเรื่องอื่นในเวลางาน ทั้งยังจัดการอย่างจริงจัง
ดวงตาหรี่มองข้อมูลเหล่านั้น เมื่อเลขาผลักประตูเข้ามาก็ตกใจคิดว่าประธานอินกำลังจัดการกับบางสิ่งที่ร้ายแรงมาก
อินเสินเงยหน้าขึ้นมอง “วางไว้เลย”
เลขาคนใหม่ได้รับการแนะนำมาจากซุนเจียวเจียว เป็นรุ่นน้องที่มหาลัยของเธอชื่อซูเถียน
อินเสินมองดูอย่างละเอียด ทั้งความสามารถทางธุรกิจไม่ได้ด้อยไปกว่าซุนเจียวเจียว จึงทำใจยอมรับเธอมาทำงานช่วงเวลานี้
ซูเถียนพยักหน้า วางข้อมูลที่อินเสินต้องการและกำลังจะเตรียมเดินออกไป แต่กลับถูกเขาเรียกเอาไว้
น้ำเสียงของประธานอินเย็นเยือก
“จะซื้อฝ่ายการศึกษาขององค์กรเก๋อหลัวซือต้องใช้เวลากี่วัน”
ซูเถียนตกตะลึง
ทำไมประธานอินถึงพูดเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับจะพูดว่าซื้อจักรยานอย่างนั้นแหละ! นั่นคือกลุ่มการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ บริษัทมหาชนจำกัดเลยนะ!
ซูเถียนกระแอมไอ
“ถ้าเป็นความร่วมมือไม่มีปัญหาอะไรมากครับ แต่ถ้าหากจะซื้อมาละก็…”
“อย่างเราก็ไม่เคยร่วมลงทุนเกี่ยวกับด้านการศึกษามาก่อน อีกอย่างโดยพื้นฐานแล้ว ระบบการศึกษาชั้นนำของประเทศผูกขาดโดยเก๋อหลัวทั้งหมด และยังมีผู้ถือหุ้นอีกสิบกว่าคน…”
อินเสินมุมปากยกขึ้นและมองตาของซูเถียน หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงด้วยตา
“เราไม่จำเป็นต้องซื้อมันก็ได้ แค่กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดก็พอ”
เมื่อซูเถียนได้ยินพลันขมับกระตุก ระดับความยากนี้มันต่างกับซื้อมายังไงกัน!
อินเสินจ้องมองไม่ละสายตา เสียงของอีกฝ่ายทำให้เขาชาวาบไปทั้งตัว
ซูเถียนเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทอินซื่อกรุ๊ปได้ไม่นาน ที่ผ่านมาเคยติดต่อกับอินเสินไม่มากนัก รู้แค่ว่าเขามีเสน่ห์ โหดเหี้ยม เพียงแต่มองจากไกล ๆ ก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวได้
ตอนนี้เขารู้สึกถึงความน่ากลัวภายใต้แรงกดดันจากทั้งคำพูดและสายตาของอินเสิน รวมถึงความทะเยอทะยานเหมือนคนบ้า
เป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนแทบหยุดหายใจ อินเสินถอนสายตากลับมา และเอ่ยน้ำเสียงเย็นชาอีกครั้ง
“แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะจัดการด้วยวิธีการปกติทั่วไป แต่ว่าทุกอย่างมีจุดอ่อนเสมอ”
“คนพวกนั้นมีจุดอ่อนแน่ ยังไงมนุษย์ก็มีจุดอ่อนทุกคนอยู่แล้ว”
“ไม่งั้นนายคิดว่าอินซื่อกรุ๊ปของเราจะพัฒนามาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ คิดว่าฉันแข่งขันเอามันมาอย่างชอบธรรมหรือไง”
ซูเถียนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มันเป็นปฏิกิริยาแรกเมื่อตัวเองได้ยินคำพูดเหล่านี้ ไม่รู้ว่าจะถูกประธานอินฆ่าปิดปากหรือเปล่า
อินเสินโบกมือให้กับซูเถียนด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ฉันให้เวลาหนึ่งเดือน หาจุดอ่อนและเป้าหมายของพวกมันให้เจอ จะต้องรู้จุดอ่อนของเก๋อหลัวซือให้ได้”
“หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้ว นายจะเข้ามาทำงานแทนที่ของซุนเจียวเจียวอย่างเป็นทางการ”
เมื่อซูเถียนได้ยินประโยคสุดท้าย ก็ไม่รู้ว่าเอาความกล้าหาญมาจากที่ไหน เขาเงยหน้าขึ้นและถามอย่างไม่หวาดกลัว
“รุ่นพี่เคยทำเรื่องนี้มาก่อนหรือเปล่าครับ”
อินเสินยิ้มย่อง “เคยสิ เธอทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
ซูเถียนก้มศีรษะพลางบีบฝ่ามือแน่น ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของอินเสิน
อินเสินเอนกายพิงพนักเก้าอี้ คิดในใจว่าถ้าทุกอย่างอยู่ในมือของตัวเอง มันจะปลอดภัยมากที่สุด
ถึงแม้ว่าองค์กรเก๋อหลัวซือและเขาจะไม่มีบุญคุณความแค้นต่อกัน ทั้งยังไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่นั่นก็ไม่สามารถมาขวางเขาได้ เขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมา
ถึงยังไงซิงซิงก็กำลังจะเข้าเรียน…
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับซิงซิง ไม่ใช่สิ่งที่พี่ชายอย่างเขาสมควรทำเหรอ