10
ต้อนรับราชา
การได้อาบน้ำอุ่นๆ นี่ดีจังเลยน้า รู้สึกผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้าที่เจอมาทั้งวันเลยละ จะว่าไปแล้วสบู่อาบน้ำวันนี้กลิ่นหอมดีจัง ฉันสังเกตมาสักพักแล้วละว่าชีวิตเจ้าหญิงของฉันนะ ทุกๆ วันจะมีการเปลี่ยนกลิ่นของสบู่อาบน้ำให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ทุกๆ วันเป็นกลิ่นใหม่มันก็ดีอยู่หรอก แต่บางวันนี่เป็นกลิ่นแปลกๆ ที่ฉันไม่ค่อยชอบซะด้วยสิ ถึงอย่างนั้นก็ต้องทนใช้อะนะ เพราะดูแล้วคนที่เตรียมการอาบน้ำให้ฉันคงคิดหนักในการเตรียมให้ฉันพอสมควรเลย จะว่าไปสมุนไพรซากาที่พึ่งได้มาจะเอามาทำเป็นสบู่อาบน้ำได้ไหมนะ
ฉันขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำและจึงสังเกตเห็นนาฬิกาว่าตอนนี้ค่อนข้างดึกมากเกือบจะสี่ทุ่มอยู่แล้วเชียว ฉันแช่น้ำเกือบชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย แล้วทำไมยังไม่มีใครกลับมากันล่ะ หรือว่าจะพากันกลับมาตอนที่ฉันแช่ตัวอยู่ ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่าค่อยรอต้อนรับพรุ่งนี้ก็น่าจะได้สินะ ยังไงตอนนี้ก็ดึกเกินกว่าที่จะไปต้อนรับแขกแล้วละ ขอใส่ชุดนอนเลยละกันนะ ฝันดีนะตัวฉันเอง
เป็นเช้าที่สดใสดีจังเลยนะน้า แต่ก็ยังรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวอยู่พอสมควรเลย น่าจะเพราะเมื่อวานเดินเยอะเกินไปหน่อย ฉันอาบน้ำแต่งตัวพร้อมกับเตรียมตัวไปรับประทานอาหารโดยมีอีเวอลีนเดินตามฉันมาข้างหลัง พอฉันเดินลงมาที่ห้องทานอาหารก็ต้องตกใจเมื่อเห็นโมนิก้าร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย เพราะปกติเธอน่าจะทานอาหารที่อื่นมากกว่านะ แต่ก็เป็นหนึ่งในข้อสงสัยของฉันเหมือนกันนะ ว่าเธอทานข้าวที่ไหนกันแน่? และก็ยังมีคนแปลกหน้าอยู่ร่วมรับประทานอาหารถึงสามคน เป็นชายอายุราวๆ สี่สิบกว่ากับเด็กผู้ชายอีกสองคนที่ดูไปแล้วน่าจะอายุเท่าๆ กับฉัน
“มาแล้วเหรอเมลินดา พ่อขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่คือราชาจากอาณาจักรคาซ”
“ยินดีที่ได้พบค่ะ”
“ข้าเองก็ยินดีที่ได้พบนะ นี่สินะลูกสาวของท่านที่คุยกันเมื่อวานนะท่านราชา” ท่านพ่อพูดเรื่องของฉันให้คนอื่นฟังงั้นเหรอ หวังว่าคงเป็นเรื่องราวดีๆ นะ
“ส่วนทางนี้คือเจ้าชายจากอาณาจักคาซ นี่คือเอลวิสและนี่คือบาร์รอนจ้ะ ทั้งสองจะร่วมเข้าทดสอบที่โรงเรียนอันดาเคเดียกับลูกด้วยนะ” อย่างนี้เองสินะ ฉันพอจะเข้าใจเรื่องราวได้ทุกอย่างแล้ว ว่าทำไมราชาของคาซถึงมาที่อาณาจักรฉัน ก็เพราะว่าจะส่งลูกตัวเองมาเรียนสินะ ก็พอเข้าใจได้นะว่าโรงเรียนอันดาเคเดียจะมีชื่อเสียงค่อนข้างมาก แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกยิ่งดีซะอีกที่มีเด็กหนุ่มวัยเดียวกันมาอยู่ร่วมด้วย เพราะตั้งแต่ฉันเกิดมาก็มีแค่โมนิก้าที่เป็นเพื่อนวัยเดียวกันมาตลอด ว่าแต่โมนิก้าจะเรียกว่าเพื่อนได้มั้ยนะ ก็จริงๆ เธอพึ่งจะมาเริ่มคุยกับฉันไม่นานมานี้เอง ฉันหันไปมองโมนิก้าก่อนที่เธอจะส่งสายตาเชิงถามว่า มองฉันทำไมย่ะ แฮะๆ
ฉันหันไปมองเด็กหนุ่มทั้งสองจากคาซ ดูๆ ไปแล้วทั้งสองคนก็ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่นะคนที่มีสีผมสีแดงชื่อบาร์รอน ดูตัวใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกันหน่อยดูน่ากลัวอยู่นะถ้าใครต้องไปมีเรื่องเข้า และอีกคนใส่แว่นชื่อเอลวิส ดูๆ ไปแล้วอาจจะหัวดีก็ได้ ลองให้ช่วยติวหนังสือสอบพรุ่งนี้ดีมั้ยน้า แต่ถ้ายังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่อาจรบกวนเกินไปก็ได้สิ ฉันหวังว่าพวกเราคงจะเข้ากันได้ดีทั้งที่ปราสาทและโรงเรียนละนะ แต่ดูสองคนนี้จะสนิทกันน่าดูเลย ดูเหมือนอายุจะเท่ากันแล้วใครเป็นพี่ใครเป็นน้องกันล่ะ การรับประทานอาหารเช้าก็ผ่านไปได้ราบรื่นดีไม่มีปัญหา ฉันนั่งทานอาหารทะเลจากอาณาจักรคาซพร้อมกับมองดูเด็กหนุ่มสองคนแย่งอาหารกัน...
พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันเข้าสอบแล้ว ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทั้งๆ ที่ก็เตรียมตัวมาค่อนข้างพร้อมแล้วแท้ๆ แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นมากเลย ความรู้สึกเหมือนกับว่ายังเตรียมตัวไม่ดีพอคืออะไรกันเนี่ย แต่ยังไงก็เถอะนะ ฉันควรจะใจเย็นๆ สิ ก็แค่เรื่องความรู้ทั่วๆ ไปของเด็กประถมเอง การจดจำเวทธาตุก็นิดเดียวเอง เรื่องการคำนวณก็พื้นฐานของเด็กทั่วไป แต่ดันมีเรื่องประวัติศาสตร์และการพัฒนาเวทมนตร์ในแขนงต่างๆ มาด้วยนะสิ ส่วนเรื่องการต่อสู้ก็ต้องไปตายเอาดาบหน้าละนะ แต่ที่ทำให้ฉันรู้สึกกดดันที่สุดก็คงเพราะฉันมีตำแหน่งเจ้าหญิงติดที่หน้าผากนะสิ ไม่อยากให้คนเขาเอาไปพูดนินทากันว่าเป็นเจ้าหญิงที่ไม่มีพลังเวทและยังสอบเข้าโรงเรียนเตรียมไม่ได้ แค่คิดถึงภาพเหล่านั้นออกมาฉันก็อยากจะแทรกแผ่นดินหนีแล้ว
“ฉันขอไปอ่านหนังสือที่ห้องตัวเองนะอีเวอลีน”
“เดี๋ยวดิฉันไปเตรียมชาและของว่างให้นะคะ”
“ขอบใจนะอีเวอลีน”
พอฉันเปิดตำราแล้วอ่านก็ยิ่งไม่เข้าหัว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เด็กหกขวบในโลกนี้น่าจะพากันรู้แต่กับฉันมันคือเรื่องใหม่ๆ และยากทั้งนั้นเลย ฉันเองก็ไม่แน่ใจด้วยว่าโรงเรียนศักสิทธิ์อันดาเคเดียเนี่ยมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แต่ตลอดชีวิตหกปีมานี้ฉันก็ไม่เคยได้ยินชื่ออื่นเลยนะ หรือจะเป็นเพราะฉันเอาแต่หมกตัวอยู่ในวังกันนะ
ฉันได้แค่เก็บความกังวลที่มีต่อการสอบให้หยุดลงและหันมาสนใจกับการอ่านหนังสือตรงหน้า ถ้าให้ฉันพูดละก็ ความสงสัยในตัวฉันนั้นมีมากมายเกินกว่าที่ฉันเองจะรู้ได้ และเรื่องของเวทมนตร์ก็เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ที่ฉันเคยบอกว่าเวทมนตร์ในโลกนี้ถูกพัฒนาไปพร้อมๆ กับวิทยาศาสตร์ฉันเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นที่โลกเดิมเวทมนตร์คือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ก็คือการศึกษาหาคำตอบของธรรมชาติ จึงเกิดการพัฒนาเป็นวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ถ้างั้น... ฉันมองออกไปที่นอกหน้าต่างและมองดูสิ่งที่ฉันพบเห็นอยู่ภายนอก
พอฉันลองมองรอบๆ ตัวอีกทีแล้ว โลกนี้เองก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าโลกเดิมของฉันเลย อย่างการคมนาคมเองก็ยังใช้เพียงแค่รถม้า ทางอากาศก็เห็นแค่บอลลูน อาจจะเป็นเพราะการคงอยู่ของเวทมนตร์จึงทำให้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้รุดหน้าไปไกลเท่าที่ควร อาจมีเวทมนตร์อย่างการเคลื่อนย้ายหรือที่น่าจะเรียกกันว่าเทเลพอร์ตและอาจมีการลอยตัวโดยใช้อุปกรณ์ หรือไม่ก็น่าจะลอยตัวได้โดยอาจใช้ลมช่วยหรือเปล่านะ มีเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมดเลยเกี่ยวกับโลกใบนี้ ถ้าฉันค่อยๆ ทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้ทีละนิด ฉันจะสามารถเข้าใจมันได้มั้ยนะ
ฉันออกมาส่งท่านราชากลับอาณาจักรพร้อมกับท่านพ่อและท่านแม่ในตอนบ่าย ฉันอุตส่าห์ว่าจะจิบชาและอ่านหนังสือเตรียมสอบเพิ่มอีกสักหน่อยเชียว ฉันมองไปที่เอลวิสกับบาร์รอน พวกเขาเองไม่ได้รู้สึกเศร้าเลยกับการจากลา แต่ดวงตาของพวกเขากลับดูมุ่งมั่นเกินกว่าที่ฉันจะสู้ได้ แค่คิดว่าที่โรงเรียนจะมีเด็กอีกกี่คนกันนะที่จะมีแววตามุ่งมั่นร้อนแรงแบบนี้ ใจของฉันก็เริ่มจะสั่นกลัวแล้วละ เอลวิสกับบาร์รอนโบกมือลาราชาจากคาซ โดยคณะราชาของคาซต้องเดินทางโดยรถม้าเพื่อจะกลับอาณาจักร ฉันขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ
ระหว่างทางกลับปราสาทท่านพ่อกับท่านแม่นั่งรถม้าอีกคันหนึ่ง ฉันได้นั่งร่วมกันกับเจ้าชายทั้งสอง ในสถานการณ์แบบนี้รู้สึกตึงเครียดจังเลยนะ ฉันควรจะพูดอะไรบางอย่างดีมั้ยน้า
“วันนี้สภาพอากาศดีจังเลยนะคะ”
“ก็นะ” มีแค่เอลวิสที่ตอบฉันกลับมา แต่การตอบแบบตัดจบบทสนทนาแบบนี้คืออะไรกัน
“อาณาจักรที่ท่านทั้งสองอาศัยอยู่เป็นยังไงบ้างคะ”
“เป็นยังไงนี่หมายถึงอะไรล่ะ”
“ก็ไม่ได้น่าอยู่เท่าที่นี่หรอกนะ ฉันว่าเธออย่ารู้เกี่ยวกับมันจะดีกว่า” บาร์รอนพูดพร้อมกับทำสีหน้าจริงจัง
“ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นเรื่องการสอบพรุ่งนี้เตรียมตัวกันมาพร้อมแล้วใช่มั้ยคะ” ฉันจึงคิดว่าตอนนี้หัวข้อเรื่องอาณาจักรคาซถูกตัดออกไปก่อน งั้นลองถามเรื่องการสอบเลยดีกว่า เหมือนที่เขาว่ากันว่าการรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายก็ทำให้เราได้เปรียบมากขึ้น
“พร้อมอยู่แล้ว” เอลวิสตอบแบบมั่นใจมาก
“ก็พร้อมนะ” บาร์รอนก็พูดพร้อมสงสัยว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นคำตอบที่ไม่ได้ทำให้ฉันได้เปรียบอะไรเลย คงจะมีแต่ฉันที่เครียดไปเองกับแค่การสอบของเด็กๆ อะนะ แต่ยังไงก็เถอะ ที่ตื่นเต้นก็เพราะว่าเคยทำพลาดมาแล้วในโลกเก่านะสิ การชะล่าใจไม่เตรียมพร้อมเกินเหตุของฉันทำให้สอบตกบ่อยๆ เพราะงั้นมาที่โลกนี้คงมีแต่ต้องสู้เท่านั้นแหละ
ฉันนั่งอ่านตำราจนถึงหกโมงเย็นเพื่อทวนความรู้อีกรอบหนึ่ง แล้วก็ยืดเส้นยืดสายด้วยการจ๊อกกิ้งเบาๆ พร้อมกับเตรียมตัวนอนเพื่อให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ เพราะถ้าฉันหักโหมมากเกินไปจะยิ่งส่งผลเสียเอานะ เขาว่ากันว่าร่างกายที่พร้อมที่สุดจะชนะทุกปัญหา เพราะฉะนั้นการนอนให้เต็มก็ถือเป็นหนึ่งในจุดประสงค์การฝึกเพื่อร่างกายที่พร้อมที่สุดของฉันด้วยเช่นกัน