สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 99 องค์ราชาขี่สุนัขดำ

            คนที่วิ่งห้อตะบึงในเมืองความจริงแล้วคือองค์ราชา

            ไม่รอให้องครักษ์ตอร์เรสพูดจบ เพียงได้ยินว่าเบสท์ได้รับบาดเจ็บเขาก็เปลี่ยนเป็น ‘โหมดคนเถื่อน’ ทันที ใช้ทักษะ ‘กระโดด’ ของคนเถื่อนทันทีโดยไม่เสียดายค่ามานาเพียงพริบตาเดียวก็พุ่งออกมาจากเขาวงกตใต้ดิน ระหว่างทางก็ไม่ได้ปิดบังกลิ่นอายพลังที่รุนแรงของคนเถื่อนเลเวล21 วิ่งกลับไปที่พระราชวังทันที

            พระราชวังมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

            แล้วทำไมพ่อตาในอนาคตของเขาต้องได้รับบาดเจ็บด้วย?

            แล้วเกิดอะไรขึ้นกับแองเจลา?

            ตูม!

            ซุนเฟยรู้สึกระวนกระวายใจ เหยียบขั้นบันไดหน้าพระราชวังดังตูมบันไดหินที่เท้าของซุนเฟยเหยียบกลายเป็นศูนย์กลางโดยมีรอยแตกแผ่กระจายออกไปเหมือนใยแมงมุมราวกับมีดาวตกลงมาจากฟากฟ้าพุ่งชนพื้น...นี่เป็นเพราะเขาไม่ได้ควบคุมและกักเก็บพลังที่น่ากลัวของตัวเองไว้

            เจ้าตัวน้อยทั้งสี่ที่ยังคงเกาะบนเสื้อผ้าและหัวของซุนเฟยต่างพากันร้องเสียงดังท่ามกลางความเร็วที่บ้าคลั่ง ซุนเฟยไม่หยุดชะงักสักนิด เขายังคงใช้ทักษะ ‘กระโดด’ ทำให้ร่ายกายกะพริบอีกครั้ง เหมือนอากาศถูกกระชาก ภาพรอบข้างพลันเบลอ

            พริบตาก็มาถึงสวนด้านหลังของพระราชวัง

            ตรงนั้นมีเสียงร้องเอะอะโวยวายดังขึ้น

            “ไอ้สุนัขตัวไหนกล้ามาก่อเรื่องวุ่นวายในวังของบิดา?”

            ซุนเฟยโมโหมาก เขาพุ่งเข้าไปประหนึ่งพายุ

            แต่เมื่อเข้าไปในสวนด้านหลังฉากตรงหน้าก็ทำให้เขาตกตะลึงจนหยุดอยู่กับที่

            เขาเห็นเบสท์ พ่อตาในอนาคตของเขาที่ตอนแรกทรงผมของเขารวบมัดอย่างพิถีพิถันตอนนี้กลายเป็นกระเซอะกระเซิงเหมือนรังนก แขนของเขามีรอยเลือดไหล หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง หอบหายใจอย่างหนัก...แต่สถานการณ์ของพ่อตากลับไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด เพราะเขากำลังโจมตีบางอย่างอยู่

            มาดขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ของเบสท์ตอนนี้หายไปไหนแล้ว?

            สองเท้าของเขาเปลือยเปล่า ข้างหนึ่งไม่รู้ว่ารองเท้าบินไปไหนแล้วส่วนอีกข้าง รองเท้าถูกถอดถือไว้ในมือ ท่าทางตอนนี้ของเบสท์เหมือนได้เห็นหน้าคนที่ฆ่าบิดาตัวเองเขาใช้รองเท้าเป็นอาวุธ ตะโกนเสียงดังอย่างโกรธเกรี้ยว ขณะที่ไล่ตามม้ายักษ์สีดำที่มาจากไหนไม่รู้ไปติดๆ

            ความจริงแล้วพ่อตาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

            ซุนเฟยพอจะมองออกว่า พ่อตามีเพียงหนังถลอกเล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีแรงวิ่งรอบสวนตามม้ายักษ์สีดำนั้นอีกทั้งยังกระโดดโลดเต้นวิ่งตามไปติดๆ ประหนึ่งพายุ?

            แองเจล่าและสาวน้อยเจ็มม่าก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ท่าทางของพวกนางเหมือนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีขณะที่มองตามพวกทหารยามวิ่งตามหลังบิดาของแองเจล่า เพื่อที่จะพยายามหยุดเบสท์ที่กำลังโมโหอยู่

            พละกำลังของตาแก่แข็งแรงมากและทำให้หลายๆ คนต่างตกตะลึงบวกกับเหล่าผู้คุ้มกันก็ไม่ก็กล้าออกแรงนักเลขานุการคนใหม่ไม่ได้มีศิลปะในการต่อสู้สักนิด แต่เบสท์ก็ยังดิ้นจนหลุดจาก ‘ตาข่าย’ของพวกทหารยามแล้ววิ่งไล่เจ้าม้ายักษ์สีดำต่อ

            “เอ๊ะ...นี่...เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            ในใจของซุนเฟยพลันโล่งอก ใบหน้าที่กำลังเคร่งเครียดก็ค่อยๆ คลายออกขณะที่กำลังถาม ตาก็มองไปที่ม้ายักษ์สีดำที่สุดท้ายก็ถูกเบสท์ไล่ต้อนให้จนมุมระหว่างภูเขาจำลองของสวนและกำแพง เมื่อเห็นมันไม่มีทางหนี เบสท์ก็หัวเราะพลางแสยะยิ้มเย็นชาพร้อมแผ่ ‘รังสีสังหาร’ ออกมา ทันใดนั้นม้ายักษ์ตัวนั้นก็ร้องออกมาเสียงดัง

            “บรู๊ บรู๊...บรู๊ววว!!!”

            ฮะ ซุนเฟยพลันตะลึง ทำไมเป็นเสียงหอนของหมา? หรือหูของเขาจะมีปัญหา

            แม้แต่นกฮูกสีขาว นกแก้วเสือปลาน้อยและโห่วขนทองที่กำลังหมอบอยู่บนไหล่และตามตัวของเขาพวกมันทั้งสี่ตัวต่างขนลุกตั้งชันทั่วร่าง ราวกับว่าได้พบกับอันตรายเสือปลาตัวน้อยขดตัวเองซ่อนอยู่บนหัวของซุนเฟยแม้แต่โห่วขนทองยกอุ้งเท้าขึ้นมาปิดตาตัวเอง

            ซุนเฟยสังเกตไอ้ตัวที่ถูกต้อนจนมุมอีกครั้ง

            พระเจ้าช่วย ที่แท้ไอ้ตัวที่ถูกต้อนจนมุมใช่ม้ายักษ์สีดำที่ไหนมองดีๆ แล้วมันเป็นสุนัขยักษ์สีดำต่างหากขาที่ทรงพลังข่วนพื้นอย่างรุนแรง ใต้อุ้งเท้าปุกปุยเผยให้เห็นกรงเล็บสีขาวราวกับหิมะที่มีความแหลมคมประหนึ่งเคียว ร่างใหญ่โตของมันโก้งโค้งไปด้านหลังเหมือนคันธนูยักษ์ที่ถูกเหนี่ยว มันยังคงคำรามในลำคอ กล้ามเนื้อทั่วร่างกายอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง

            ในตอนนั้น ซุนเฟยคิดว่าตัวเองคงตาฝาดอีกครั้ง

            ดุร้าย ห้าวหาญ ทรงพลัง!

            นี่คือคำนิยามของสุนัขตัวนี้ มันเหมือนอสูรร้ายที่มาจากนรก...แต่มารดามันเถอะใครก็ได้ช่วยบอกข้าทีว่า ทำไมในวังของบิดาถึงมีหมายักษ์สีดำตัวนี้โผล่ขึ้นมาได้?

            ซุนเฟยกำลังงงงวย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำเอาทุกคนแทบตาค้าง

            พ่อตาของเขาเผชิญหน้ากับเจ้าสุนัขยักษ์สีดำที่กำลังแยกเขี้ยวขู่อย่างไม่เกรงกลัว พุ่งเข้าหามันอย่างไม่กลัวตาย ใช้รองเท้าฟาดหัวสุนัขยักษ์สีดำดังป๊าบๆ อย่างดุเดือด...

            ส่วนเจ้าสุนัขยักษ์สีดำที่ขู่คำรามอยู่ตั้งนานความจริงมันสามารถขย้ำเบสท์ให้ขาดเป็นสามส่วนได้ง่ายๆ แต่มันก็ไม่กล้าทำ นอกจากนี้ยังมีการยกแขนมาปิดหัวอีกด้วย การกระทำของมันเหมือนกับมนุษย์มาก ปากของมันก็ร้องคราง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความคับอกคับใจ

            “เจ้ากัดข้าไอ้หมาสมควรตายกัดข้า ไอ้หมาไม่มีจิตสำนึก...” พ่อตายังคงตะบี้ตะบันเอารองเท้าฟาดหัวมันท่าทางเหมือนเด็กอนุบาลที่กำลังระบายความโกรธ ปากก็พูดพึมพำ

            “ท่านพ่อ”

            แองเจล่าพาทหารยามมาลากเบสท์ออกด้วยท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            ซุนเฟยรู้สึกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเริ่มยุ่งเยิง

            เบสท์ถูกทหารยามดึงตัวออกมาเจ้าสุนัขยักษ์สีดำยังคงใช้อุ้งเท้าหน้าปิดหัวตัวเองที่มีรอยรองเท้าประทับไว้กรอกตามองไปรอบๆ ครั้งหนึ่ง สุดท้ายเมื่อเห็นซุนเฟยยืนอยู่ไกลออกไปมันก็...

            โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!

            เจ้าสุนัขยักษ์สีดำก็พลันเห่าอย่างตื่นเต้น เท้าหลังออกแรงดัน กระโจนเข้ามาหาเหมือนพายุหมุนสีดำพุ่งมาอยู่ตรงหน้าซุนเฟย ซุนเฟยเห็นมันนั่งอยู่กับพื้นหางของมันส่ายไปมาอย่างรวดเร็ว หายใจดังแฮ่กๆดวงตากลมโตของมันแสดงท่าทางเหมือนกำลังจะฟ้องถึงความคับอกคับใจของมัน ลิ้นสีชมพูห้อยออกมา ท่าทางของมันเหมือนเด็กๆ เจอบิดามารดา หัวของมันยังถูไปที่ไหล่ของซุนเฟยแล้วเลียหน้าของซุนเฟย

            เมื่อสุนัขดำแสดงท่าทางสนิทสนมแล้ว จากนั้นมันก็นั่งอยู่ข้างๆ ซุนเฟยแล้วหันไปเห่าใส่เบสท์ที่กำลังนั่งโกรธอยู่ไกลๆอย่างหยิ่งจองหอง...

            นี่สินะที่เรียกกันว่าหมาที่อาศัยอิทธิพลบารมีของนาย!

            ซุนเฟยอ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ

            โอ้พระเจ้า พระเจ้าช่วย เอาจริงหรือ สุนัขยักษ์สีดำตัวนี้มีลักษณะนิสัยเหมือนคนจริงๆรู้สึกเหมือนเห็นภาพลวงตา ที่สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งที่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ไม่ใช่เดรัจฉาน

            ซุนเฟยสังเกตอย่างละเอียด

            ยิ่งมองยิ่งคุ้นเคยไอ้เจ้าสุนัขยักษ์สีดำนี้

            สุดท้ายเขาก็ตบหน้าผากตัวเอง ท่าทางเหมือนนึกอะไรออก

            เวรเอ๊ยนี่ไม่ใช่ว่าเป็นสุนัขที่แองเจล่าเก็บมาจากภูเขาด้านหลังเหรอ จู่ๆ ขนาดของมันก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดตัวใหญ่จนเหลือเชื่อ เวลาที่มันหมอบลงก็ยังตัวสูงกว่าซุนเฟยเล็กน้อยแต่เมื่อมันยืนมันจะสูงถึงสองเมตร ยาวสี่เมตร...นี่ยังเป็นสุนัขอยู่อีกหรือ?

            ซุนเฟยแทบไม่ต้องคิดก็มั่นใจว่าจะต้องเป็นผลของ ‘น้ำยาฮัลค์’ อย่างแน่นอน

            ดูเหมือนว่าสุนัขยักษ์สีดำตัวนี้จะโชคดีที่สามารถยืนหยัดต่อกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายที่เจ็บปวดทรมานแล้วมีชีวิตรอดมาได้ ร่างกายของมันได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อจากน้ำยานั่น และจิตวิญญาณที่แฝงมากับ ‘น้ำยาฮัลค์’ ก็ส่งผลกระทบกับสุนัขยักษ์ตัวนี้ ทำให้มันรู้สึกจงรักภักดีต่อซุนเฟยอย่างเต็มเปี่ยม ไม่อย่างนั้นเมื่อเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้เห็นซุนเฟยอยู่ตรงหน้าคงพุ่งเข้ามากัดไปแล้ว จะมานอนหมอบกระดิกหางทำตัวน่ารักกับซุนเฟยทำไม

            เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ของสุนัขยักษ์สีดำเจ้าตัวเล็กทั้งสี่ตัวที่อยู่บนร่างของซุนเฟยก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง

            บางทีอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติของแมวและสุนัขที่เป็นศัตรูธรรมชาติ ขนบนร่างของเจ้าลูกเสือปลาจึงได้ตั้งชันขึ้นมา ลุกขึ้นโก่งตัวบนหัวซุนเฟย เริ่มแสดงท่าทางโมโหร้ายออกมา เจ้าโห่วขนทองตัวน้อยมองไปรอบๆ ไม่กี่ครั้งสุดท้ายก็เลือกที่จะอยู่ข้างเจ้าเสือปลาตัวน้อยทั้งสองตัวแยกเขี้ยวน้อยๆ ออกมาขู่ ดวงตาของพวกมันฉายแววตั้งต้นเป็นศัตรูส่วนนกฮูกและนกแก้วกลับทรยศหักหลังสหายตัวน้อยด้วยกัน บินวนรอบๆ สุนัขยักษ์สีดำสองสามรอบเมื่อพบว่าไม่มีอันตรายก็ร่อนลงบนไหล่ของสุนัขยักษ์สีดำและช่วยหวีขนให้มัน

            สัตว์เลี้ยงกลุ่มนี้ต่างฉลาดมาก

            “ว้าว แมวสองตัวนั้นน่ารักจัง”

            “มาดูเร็วแมวตัวนี้มีปีกด้วย...”

            แองเจล่าและเจ็มม่าเห็นซุนเฟยมา ดวงตาของทั้งสองคนก็เป็นประกาย ก่อนจะวิ่งเข้ามาหาอย่างร่าเริงซุนเฟยเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างอบอุ่นยามนี้สองสาวขี้อายเปลี่ยนเป็นร้อนแรงตั้งแต่เมื่อไรกัน? เขาอ้าแขนออกกว้างเตรียมรับอ้อมกอดจากสาวๆที่กำลังวิ่งเข้ามา แต่ใครจะรู้ว่าสองสาววิ่งมาคว้าเสือปลากับโห่วบนตัวเขาไปกอดโดยไม่ได้สนใจซุนเฟยเลยสักนิด

            ซุนเฟยเบะปาก

            อ้อมกอดกว้างขวางของเขามีเพียงอากาศที่พัดผ่าน ได้แต่ตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นของหัวใจ...

            คงมีเพียงโห่วน้อยสีทองที่พยายามดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของเจ็มม่าเมื่อไม่หลุดก็หันกลับไปมองเจ็มม่าด้วยท่าทางไม่พอใจราวกับจะพูดว่า “ยัยโง่ ข้าไม่ใช่แมว ข้าเป็นสัตว์อสูรโห่วขนทองที่ยิ่งใหญ่...โห่วขนทองเชียวนะ นี่ ยัยผู้หญิงปัญญาอ่อน เจ้ารู้จักไหม?”

            ……

            หนึ่งนาทีต่อมา

            ‘วงแหวนแห่งสงคราม’ สีทองผุดขึ้นมาใต้ฝ่าเท้า มือของซุนเฟยปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีทองเมื่อสัมผัสที่ไหล่ของเบสท์พ่อตาในอนาคต เปลวไฟก็เปล่งประกายระยิบระยับเพียงชั่วครู่ รอยเลือดสองรอยที่ไหล่ของเบสท์ที่ถูกเจ้าสุนัขยักษ์กัดเบาๆ ก็หายไปจนไม่เหลือรอยแผลใดๆไว้

            “สัตว์เลี้ยงสมควรตายข้าสาบาน นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าจะกินแต่เนื้อหมา!”

            เบสท์ก็ยังไม่มีทีท่าจะหายโกรธเขามองไปที่สุนัขยักษ์สีดำนั้นด้วยสายตาเหมือนเห็นคนสังหารบิดาตนอยู่ตรงนั้นปากก็พลันก่นด่าออกมา

            คิดๆ ไปก็น่าขายหน้า เป็นถึงเลขานุการที่อยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่นกลับต้องมาถูกสุนัขที่ลูกสาวเลี้ยงไว้กัด...หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เขายังจะรักษาภาพลักษณ์อันงดงามของเขาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร?

            เบสท์โกรธจนหน้าดำหน้าแดง

            ปัญหาเรื่องชื่อเสียงหน้าตาก็สำคัญเท่าชีวิตเช่นกัน!

            สุดท้ายซุนเฟยก็ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจน

            เมื่อเร็วๆ นี้ เบสท์ที่เพิ่งจัดการเอกสารบริหารในเมืองเสร็จ ยังต้องลำบากลำบนจัดหาที่พักให้แก่เหล่าองค์ชายทุกอาณาจักรอีกที่มาที่พระราชวังก็เพื่อจะหารือกับซุนเฟยเรื่องการเข้าพบกับเจ้าชายมอดริชแห่งอาณาจักรเล็กซัส แต่ใครจะรู้ว่าซุนเฟยไม่ได้อยู่ที่พระราชวัง แต่กลับพบแองเจล่าลูกสาวของเขาแทน บิดาที่ยุ่งจนหาเวลาผ่อนคลายได้จึงสนทนากับลูกสาวแสนบริสุทธิ์ของเขาถึงวิธีมัดใจองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ แต่ใครจะรู้ว่าในตอนนั้นเจ้าสุนัขยักษ์ที่จำศีลอยู่สวนด้านหลัง เมื่อมันตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียก็เผลอไปกัดเข้าที่แขนของเบสท์เข้า...

            “ฮ่าๆๆท่านลุงเบสท์ จะไปอาฆาตกับสัตว์เลี้ยงมันทำไมกัน!”

            ซุนเฟยหัวเราะเสียงดังอย่างไม่ปิดบังในใจก็ภาวนาขอไม่ให้ท่านพ่อตาของเขา ไม่โดนพิษสุนัขบ้า ไม่อย่างนั้น...

            ใบหน้าหล่อๆ ของพ่อตาที่เดี๋ยวโมโหเดี๋ยวหงุดหงิด...

            ตอนนี้เอง ก็ได้ยินเสียงทหารยามด้านนอกรายงานว่า “องค์ราชา องค์หญิงแห่งราชอาณาจักรเซนิทส่งคนมาเข้าเฝ้าในห้องโถงขอรับ”

            หือ?

            องค์หญิงลึกลับนั้นสุดท้ายก็ทนไม่ไหว เป็นฝ่ายมาเชิญข้าไปพบก่อนงั้นเหรอ?

            ซุนเฟยรู้สึกดีใจ

            พ่อตาในอนาคตของเขาที่อยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืน

            ในตอนนี้เบสท์ก็เปลี่ยนไปเหมือนซุนหงอคงเปลี่ยนร่าง ความโกรธทั้งหมดหายไป แม้ว่าจะยังเท้าเปล่าทั้งยังเปื้อนไปด้วยดิน หัวยังกระเซอะกระเซิงอยู่ แต่เมื่ออารมณ์เปลี่ยน ความสง่าผ่าเผยสมกับเป็นขุนนางชั้นสูงก็กระจายออกมา เขาขมวดคิ้วอยู่ในความคิดพลางพูดกับซุนเฟยว่า “อเล็กซานเดอร์ ท่านควรไปพบกับองค์หญิงผู้นั้น เหลือเวลาอีกสามวันก็จะถึงเวลาขึ้นครองบัลลังก์ของท่านแล้ว อย่าไปทำให้ผู้หญิงคนนั้นไม่พอใจเลย ไม่อย่างนั้นจะลำบากเอา”

            ซุนเฟยพยักหน้า

            มุ่งหน้าไปที่ห้องโถงใหญ่ ตอนนั้นเอง เจ้าสุนัขยักษ์สีดำก็เดินไปขวางซุนเฟยตรงหน้า ก่อนจะคุกเข่าลงแล้วส่ายหาง ด้วยลักษณะท่าทางของมันราวกับจะให้ซุนเฟยขี่หลังมัน

            ผู้คนรอบข้างพลันตกตะลึง

            กล่าวได้ว่าสุนัขยักษ์สีดำตัวนี้ไม่ว่าจะเป็นขนาดหรือความแข็งแรงก็เหนือกว่าอาชาทั่วไปทุกตัว นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการขี่ แต่...ปัญหาคือซุนเฟยเป็นเชื้อพระวงศ์ แล้วจะให้เชื้อพระวงศ์มาขี่สุนัขยักษ์สีดำตัวนี้ มันหมายถึงอะไร? อัศวินสุนัขดำอย่างนั้นเหรอ?

            แต่ซุนเฟยกลับไม่ลังเลสักนิด

            เขายิ้มพลางกระโดดขึ้นขี่หลังของเจ้าสุนัขยักษ์สีดำ สัตว์เลี้ยงตัวนี้เป็นสัตว์ที่มหัศจรรย์มากและยังเข้าใจความคิดของซุนเฟยมันเดินไปที่ห้องโถงใหญ่ด้วยท่วงท่ามั่นใจ

            ทีแรกที่ซุนเฟยขี่หลังมันก็แค่นึกสนุกในตอนแรก แต่ใครจะรู้มันจะเสริมให้ภาพลักษณ์ของซุนเฟยดูน่าเกรงขามขึ้นมา ทั้งยังเป็นความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าจิตวิญญาณของตัวเองและเจ้าสุนัขยักษ์สีดำตัวนี้เชื่อมต่อกัน ไม่ว่าตัวเองคิดสิ่งใด เจ้าสุนัขยักษ์สีดำก็เข้าในใจทันที ไม่ว่าจะวิ่งกระโดด กระโจนหรือหยุดนิ่ง หนึ่งคนหนึ่งสุนัขก็เหมือนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพวกเขาสามารถนึกคิดได้อย่างคล่องแคล่ว

            นี่มันง่ายกว่าการขี่ม้าเสียอีก

            ดูเหมือนว่าสุนัขยักษ์สีดำตัวนี้จะเป็นตัวเลือกในการขี่ของราชาอย่างสมบูรณ์แบบ

            -------------------------------