ฮะ… ฮือ…
เสียงร้องไห้กระซิกปนสะอื้นของเด็กหญิงตัวน้อยดังมาจากห้องเก็บฟืนด้านหลังร้อนให้ผู้เป็เ้าของบ้านต้องรีบเดินหลัด ๆ ไปยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูห้องเก็บฟืนด้วยอารมณ์คุกรุ่นฉุนเฉียว
“นางเด็กไม่เอาไหน!ข้าก็แค่ขังเ้าไว้ที่นี่ชั่วคราว ไม่ได้สั่งให้เ้าไปออกรบเสียหน่อยร้องไห้อย่างกับมีใครตายไปได้” หญิงวัยสี่สิบหกปีนามว่า ‘หยวนซู่ถง’ตวาดลั่นพร้อมกับผลักบานประตูไม้เข้าไปในห้องเก็บฟืนด้วยท่าทางขึงขังเอาเื่
ด้านในไม่ได้มีอะไรมากนอกเสียจากกองฟืนเล็กสองกอง กองฟืนใหญ่อีกหนึ่งกองฟางข้าวแห้งกรังที่ปูบนพื้นดินหยาบ ๆ เพื่อใช้ต่างฟูกนวมเอาไว้ซุกหัวนอนส่วนมุมห้องที่มีแสงแดดยามเย็นสาดส่องเข้ามาตกกระทบ เป็ร่างของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่นั่งคุดคู้งอตัวกอดเข่าพร้อมกับก้มหน้าก้มตาร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ที่ข้าร้องไห้เพราะข้าเจ็บต่างหาก ท่านตีข้าตั้งหลายครั้ง”
เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นโต้เถียงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือยามนี้ใบหน้าอวบอ้วนของนางทั้งเห่อแดงและเลอะเทอะไปด้วยคราบน้ำตา ดู ๆ แล้วช่างน่าสงสารยิ่งนักแต่ทว่านี่ก็ไม่อาจเรียกร้องความเห็นใจจากผู้ใดได้ ซ้ำร้ายหยวนซู่ถงยังเดินดุ่ม ๆเข้าไปถีบร่างอ้วนกลมของเด็กหญิงตัวน้อยให้ล้มหงายหลังเทิ้มไปซึ่ง ๆ หน้าพร้อมกับตวาดด่าทอไม่หยุดไม่หย่อนทำราวกับว่าหยวนซู่ถงคนนี้เป็เ้ากรรมนายเวรของนางก็ไม่ปาน
“หน็อยแน่!เ้าจะโทษว่าเป็ความผิดข้างั้นหรือหากไม่ใช่ว่าเ้าไปขโมยของที่โรงเตี๊ยมต้าเยวี่ยพลอยทำให้ข้ากับลูกสาวต้องอับอายขายขี้หน้าข้าจะโมโหทุบตีเ้าจนถึงขั้นนี้งั้นหรือ แล้วของที่เ้าขโมยไปเ้าเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน เอาออกมาเดี๋ยวนี้ ขืนไม่เชื่อฟัง ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเ้าให้ตาย”
ที่ผ่านมาหยวนซู่ถงเห็นเด็กหญิงวัยห้าขวบคนนี้เป็เพียงที่รองมือรองเท้าเท่านั้นหยวนซู่ถงไม่เพียงหมั่นพูดจาแดกดันทำร้ายจิตใจของเด็กน้อยอย่างไม่ลดละแต่เ้าตัวยังมักลงไม้ลงมือกับเด็กหญิงอีกต่างหากหยวนซู่ถงใช้แต่ความรุนแรงจนติดเป็นิสัยกระทั่งมองว่าการทุบตีเด็กหญิงตัวน้อยคือเื่ปกติ
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าไม่ใช่หัวขโมย มีคนจงใจโยนความผิดให้ข้าต่างหาก”เด็กหญิงหวาดกลัวท่านป้ามิใช่น้อย แต่นางไม่ได้ขโมยของของใคร นางจึงไม่อยากยอมรับอย่างไรนางก็จะยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด แม้จะโดนท่านป้าทุบตีอีกหลายสิบครั้งก็ตาม
ฟ้าบ ฟ้าบ เพี๊ยะ!
เมื่อสิ้นเสียงโต้แย้งของเด็กน้อยนางก็โดนฝ่ามือใหญ่ดึงกระชากให้ลุกขึ้นยืนจากนั้นฝ่ามือหยาบกร้านของท่านป้าตัวร้ายก็ฟาดหวดลงบนแผ่นหลังและก้นของนางไม่ยั้งขณะเดียวกันนี้ท่านป้าก็ตวาดด่าทอมิขาดปาก
“ตัวแค่นี้แต่ปากดีเหลือเกินนะ!!ตัวเองทำผิด ไม่ยอมรับผิดไม่พอ ยังจะมาเถียงข้าง ๆ คู ๆ ต่อหน้าผู้ใหญ่อีกงั้นหรือเด็กก้าวร้าวเช่นเ้า สมควรตายหมื่นครั้ง”
เด็กหญิงตัวน้อยพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนกระทั่งหลุดจากมือหยวนซู่ถงได้สำเร็จ นางตั้งใจจะวิ่งหนีออกไปจากที่เกิดเหตุแต่ทว่าขณะวิ่งไปถึงหน้าประตู ก็มีร่างเล็กของหญิงสาววัยสิบแปดปี นามว่า ‘เมิ่งอวี้ซิน’ ยืนขวางทางไว้ ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยหนีไปไหนไม่ได้นางจึงหันหน้าไปมองหยวนซู่ถง พร้อมกับยกมือสั้นป้อมข้างหนึ่งขึ้นสีหูสีตาแล้วบ่นงึมงำปนเสียงสะอื้นออกมาว่า
“ท่านป้าใจร้ายยยฮะฮือ…”
ได้ยินเด็กน้อยด่าทอว่าตนใจร้ายหยวนซู่ถงก็คันไม้คันมือ หมายจะเข้ามาตีสั่งสอนนางเด็กอ้วนคนนี้อีกสักรอบแต่แล้วลูกสาวเพียงคนเดียวของหยวนซู่ถงก็เข้ามาห้ามปรามพร้อมกับพูดว่า
“ท่านแม่ยั้งมือไว้ก่อนเถิดเ้าค่ะ เนื้อตัวของมันช้ำไปหมดแล้ว ขืนนังเด็กนี่มันเป็อะไรไปเดี๋ยวก็ไม่มีใครทำงานหาเงินให้พวกเราใช้หรอกเ้าค่ะ”ที่เข้ามาห้ามปรามก็เหมือนจะดี แต่ที่ไหนได้ เมิ่งอวี้ซินก็แค่กลัวว่าตนเองจะลำบากดู ๆ แล้วความร้ายกาจของเมิ่งอวี้ซินคนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากคนเป็แม่สักเท่าไหร่
“ฮึ้ยยย! ข้าไม่น่าเก็บนังเด็กคนนี้ไว้เลยจริงๆ ยิ่งโตขึ้น นับวันมันก็ยิ่งดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง เลี้ยงไปก็เสียข้าวสุกอาศัยให้มันทำงานหาเงินให้เราใช้ ก็ไม่คุ้มนักหรอก”หยวนซู่ถงสบัดฝ่ามือลงแล้วเอามาเท้าสะเอวอย่างหัวเสียด้านบุตรสาวที่ได้ยินมารดาพูดบ่นออกมาเช่นนั้นก็นึกสงสัย จึงเอ่ยถามออกไปว่า
“งั้นท่านแม่...จะทำอย่างไรกับนังเด็กนี่ดีเ้าคะ”เมิ่งอวี้ซินมองมารดาของตนสลับไปมองเด็กหญิงวัยห้าขวบอย่างครุ่นคิดแล้วสักครู่หนึ่งนางก็แปลกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นรอยยิ้มร้ายผุดขึ้นมาจากริมฝีปากของมารดาก่อนที่หยวนซู่ถงจะเอ่ยเฉลยออกมาว่า...
“ขายมัน!ข้าจะขายมันให้พวกพ่อค้าทาส เราสองแม่ลูกจะได้มีเงินก้อนโตมาใช้อยู่ใช้กินส่วนเื่ทำงาน เ้าไม่ต้องห่วงหรอก ไว้ขายนังเด็กนี่ไปแล้วเราค่อยไปหาเด็กคนอื่นมาเลี้ยงแทนก็ได้”
หยวนซู่ถงอธิบายแผนการรวยทางลัดของตนให้บุตรสาวฟังทั้ง ๆ ที่เด็กหญิงตัวน้อยยังยืนร้องไห้ระงมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ด้านเมิ่งอวี้ซินที่ได้ยินเช่นนั้นแทนที่จะเอ่ยห้ามปรามแผนการอันไร้มนุษยธรรมของมารดาแต่นางกลับเลือกฉีกยิ้มแป้นและเอ่ยส่งเสริมบอกว่าท่านแม่ของนางช่างฉลาดเฉลียวยิ่งนัก สองแม่ลูกมองหน้ากันพลางยิ้มกรุ้มกริ่มต่างไปจากสีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่ออกอาการกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
“มะ…ไม่นะเ้าคะท่านป้า ท่านอย่าขายข้าเลยนะ”เด็กน้อยเดินเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าหยวนซู่ถง ทั้งกอดขาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารแต่หยวนซู่ถงกลับดีดขาหนึ่งจังหวะ ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยล้มหงายหลังลงไปอีกรอบ
“เหอะ!นังเด็กเหลือขอ นังเด็กชิงหมาเกิด มาอ้อนวอนตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”ว่าเสร็จสองแม่ลูกก็เดินต่อท้ายกันออกไปจากห้องเก็บฟืนแล้วจัดการปิดประตูลงกลอนอย่างแ่าปล่อยให้เด็กหญิงผู้น่าสงสารใช้ฝ่ามือเล็กอวบทุบบานประตูเพียงลำพัง
“ดะเดี๋ยวก่อนเ้าค่ะท่านป้าฟังข้าก่อน เื่นั้นข้าไม่ผิดเ้าค่ะ ข้าไม่ได้เป็คนขโมยของจริง ๆ นะเ้าคะฮะฮึกฮือ” เด็กหญิงทุบบานประตูและเอ่ยประโยคเดิมซ้ำ ๆอยู่นานกระทั่งรู้สึกเหนื่อยอ่อนและหมดสติไปในที่สุดแต่ถึงกระนั้นสองแม่ลูกนั่นก็ไม่คิดเข้ามาดูดำดูดี พวกนางคิดแต่เพียงว่าจะรีบวิ่งแจ้นไปที่โรงทาสแล้วไปติดต่อให้พ่อค้าทาสมาเอาตัวนางไปในวันรุ่งขึ้น
เด็กน้อยคนนี้มีนามว่า ‘วั่งเหวิน’ เป็เด็กกำพร้าที่อพยพมาจากทางใต้เนื่องจากที่นั่นประสบภัยแล้งอย่างหนัก มารดาที่แท้จริงของนางป่วยตายด้วยโรคระบาดส่วนบิดาของนาง ท่านแม่เล่าให้ฟังว่า ถูกสัตว์ร้ายฆ่าตายตอนที่ออกไปล่าสัตว์กับเพื่อนบ้าน
พอวั่งเหวินอายุได้สี่ขวบท่านแม่ก็ติดโรคระบาด ล้มป่วยอย่างหนัก และมาด่วนจากไปเพื่อหนีโรคระบาดและหนีภัยแล้งวั่งเหวินจึงออกเดินทางไกลพร้อมกับผู้อพยพอีกหลายสิบชีวิตหวังมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ชุมชนเมือง แต่ด้วยไม่มีประสบการณ์ด้านการเดินทางเหล่าผู้อพยพจึงไม่รู้ว่าเส้นทางไหนควรไป เส้นทางไหนไม่ควรไปสุดท้ายก็ถูกพวกโจรูเาดักทำร้ายระหว่างทาง
โจรูเาพวกนั้นใจดำอำมหิตยิ่งนักพวกมันสังหารชายผู้อพยพที่หิวโซ และแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะไปต่อกรอะไรกับพวกมันคนแก่พวกมันก็ฆ่าโดยไม่ละเว้น ส่วนหญิงสาววัยแรกรุ่นรวมไปถึงหญิงวัยใหญ่ล้วนถูกพวกมันจับเอาไปทำเมีย ส่วนพวกเด็ก ๆถูกโจรูเาจับเอาไปขายต่อให้พ่อค้าทาสในตลาด
โชคดีที่วั่งเหวินหนีออกมาได้จึงไม่ถูกจับไปขังในคุกทาสเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆเมื่อหนีออกมาได้เด็กน้อยวัยสี่ขวบก็รีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่า เป็สามวันเต็ม ๆที่วั่งเหวินหลงอยู่ในป่าแห่งนั้น นางทั้งหวาดกลัว หิวข้าวและหนาวสั่นในเวลาเดียวกัน ท้ายที่สุดวั่งเหวินก็หมดสติอยู่ริมธารน้ำ
โชคดีเหลือเกินที่ท่านลุงเมิ่งเข้ามาหาของป่าและได้ช่วยเหลือนางเอาไว้ ท่านลุงเมิ่งเห็นหน้าวั่งเหวินครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตาจึงพาวั่งเหวินกลับมาอยู่ที่บ้านซึ่งต่างจากหยวนซู่ถงลิบลับที่เพียงเห็นหน้าวั่งเหวินครั้งแรกก็รู้สึกไม่ถูกชะตาอย่างแรงด้านเมิ่งอวี้ซินเองก็รู้สึกเหม็นขี้หน้าปลิงตัวนี้ไม่ได้ต่างไปจากที่มารดาของตนรู้สึกสักเท่าไหร่แต่เนื่องจากเมิ่งไหลเผิงวัยห้าสิบห้าปีเป็หัวหน้าครอบครัวทั้งเป็บิดาของเมิ่งอวี้ซิน สองแม่ลูกจึงไม่อาจคัดค้านอะไรได้
ด้านเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่ได้มาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นก็ไม่นิ่งดูดายนางอาสาทำงานบ้านทั้งหมด และบางครั้งก็ออกไปรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆเมื่อได้เงินมาวั่งเหวินก็จะมอบให้ท่านลุงเมิ่งส่วนท่านลุงเมิ่งก็จะมอบเงินพวกนั้นให้ท่านป้าซู่ถงอีกทอดหนึ่งเพื่อให้ท่านป้านำเงินส่วนนั้นไปซื้ออาหารมาจุนเจือคนในครอบครัว
แต่น่าเศร้าใจนักที่ท่านลุงเมิ่งอยู่กับวั่งเหวินได้เพียงแปดเดือนก็ดันมาล้มป่วยอย่างหนักสาเหตุก็มาจากท่านลุงเมิ่งโดนสัตว์มีพิษกัดขณะเข้าป่าไปหาของป่ามาขายท่านลุงเมิ่งนอนป่วยอยู่ราว ๆ เจ็ดวันก็สิ้นใจตายไปดื้อ ๆนับั้แ่นั้นเป็ต้นมาวั่งเหวินก็ถูกสองแม่ลูกตัวร้ายกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอดกระทั่งบัดนี้นางอายุได้ห้าขวบแล้ว